แอร์บัส : อะไรทำให้เครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้ A380 ไม่ประสบความสำเร็จ

  • 14 กุมภาพันธ์ 2019

แดเนียล โธมัส

ผู้สื่อข่าวธุรกิจ บีบีซีนิวส์

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ A380 เป็นเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

บริษัทแอร์บัสผู้ผลิตอากาศยานของยุโรป ประกาศจะยุติการผลิตเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้ A380 เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ถูกเปรียบเป็น "โรงแรมลอยฟ้า" หลังผลิตมาได้ 12 ปี

แอร์บัสให้เหตุผลอย่างไรในการตัดสินใจครั้งนี้

ในแถลงการณ์ของบริษัท ระบุว่าการส่งมอบเครื่องบิน A380 ลำสุดท้ายจะมีขึ้นในปี 2021

การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นหลังจากสายการบินเอมิเรตส์ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุดที่สั่งผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ได้ลดปริมาณ การสั่งซื้อลง จาก 162 ลำ มาเป็น 123 ลำ

นายทอม เอ็นเดอร์ส ซีอีโอของแอร์บัส ระบุว่า "ผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้เราไม่มียอดสั่งซื้อ A380 มากนัก ส่งผลให้แนวโน้มการผลิตไม่ยั่งยืน แม้เราจะดำเนินความพยายามขายกับสายการบินอื่นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม ซึ่งนี่ทำให้ A380 จะดำเนินการส่งมอบเครื่องบินลำสุดท้ายเสร็จสิ้นในปี 2021"

"ผู้โดยสารทั่วโลกรักการบินไปกับเครื่องบินที่ยิ่งใหญ่รุ่นนี้ ดังนั้นการประกาศในวันนี้จึงเป็นความเจ็บปวดสำหรับพวกเรา และกลุ่มผู้ชื่นชอบ A380 ทั่วโลก"

การยุติสายงานการผลิตเครื่องบินรุ่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อพนักงานราว 3,000 - 3,500 คน ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

โรงแรมลอยฟ้า

โครงการผลิตเครื่องบินแอร์บัส A380 เริ่มขึ้นเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1990 เพื่อเจาะตลาดเครื่องบินโบอิ้ง 747 โดยการพัฒนาเครื่องบินแอร์บัส A380 ลำแรก เริ่มขึ้นเมื่อต้นปี 1993

แอร์บัส A380 เป็นเครื่องบินสองชั้นที่ออกแบบมาให้มีพื้นที่รองรับสิ่งอำนวยความสะดวกตามความต้องการของสายการบินที่เป็นลูกค้า เช่น บาร์ ห้องเสริมสวย และร้านค้าปลอดภาษี ความหรูหราโอ่อ่านี้ทำให้มันถูกเปรียบเป็น "โรงแรมลอยฟ้า" ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 550 ที่นั่ง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เครื่องบินสองชั้นที่ออกแบบมาให้มีพื้นที่รองรับสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น บาร์ ห้องเสริมสวย และร้านค้าปลอดภาษี

A380 เปิดตัวเมื่อปี 2007 โดยสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์เป็นผู้เริ่มให้บริการในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน เป็นเส้นทางการบินจากสิงคโปร์ไปนครซิดนีย์ ของออสเตรเลีย

ขณะที่สายการบินแควนตัส เริ่มทำการบินโดยเครื่องบินแอร์บัส A380 ในปีถัดมา ในเส้นทางเมลเบิร์น-ลอสแอนเจลิส ส่วนแอร์ฟรานซ์ และลุฟต์ฮันซา ต่างก็มีเครื่องบินรุ่นนี้ประจำฝูงบิน แต่เอมิเรตส์เป็นสายการบินที่สั่งซื้อ A380 มากที่สุด

ทำไมแอร์บัส A380 จึงอายุสั้น

ตอนที่สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์นำเครื่อง A380 ทะยานขึ้นฟ้าให้บริการเป็นครั้งแรกนั้น ได้จุดความหวังว่าอนาคตของการเดินทางทางอากาศได้มาถึงแล้ว

A380 ซึ่งส่วนปีกผลิตโดยบริษัทแอร์บัสในสหราชอาณาจักร ถูกมองเป็นความหาญกล้าท้าทายกับ บริษัทโบอิ้ง คู่แข่งจากสหรัฐฯ ที่เป็นผู้นำในตลาดอากาศยานขนาดใหญ่

แต่ในขณะที่แอร์บัสกำลังวางเดิมพันมูลค่ามหาศาลกับการคาดการณ์ที่ว่าบรรดาสายการบินต่าง ๆ จะต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ในอนาคตนั้น บริษัทโบอิ้งกลับกำลังพัฒนาเครื่องบินขนาดเล็กและปราดเปรียวกว่า อย่าง 787 ดรีมไลเนอร์

แอร์บัส เดินหน้าโครงการผลิต A380 โดยมุ่งเป้าเจาะตลาดการบินที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชีย และตะวันออกกลาง ทว่าหลังจากมียอดสั่งซื้อจำนวนมากในช่วงแรก ความต้องการซื้อกลับค่อย ๆ ลดลง จนทำให้โครงการนี้ไม่ให้ผลกำไรอย่างที่คาด

คาดว่าโครงการนี้มีมูลค่าทั้งสิ้น 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และที่ผ่านมาได้ตกเป็นข่าวอื้อฉาวกรณีได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนี

เมื่อปีที่แล้ว องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ตัดสินว่า สหภาพยุโรป (อียู) ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องให้ยุติการช่วยเหลือของภาครัฐแก่บริษัทแอร์บัส

จนถึงเดือน ม.ค.ปี 2019 แอร์บัสมีคำสั่งซื้อเครื่องบิน A380 แล้วทั้งสิ้น 313 ลำ และทำการส่งมอบให้ลูกค้าแล้ว 234 ลำ

แต่บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายเครื่อง A380 ไว้ทั้งสิ้น 700 ลำ

Image copyright PA

ผู้สื่อข่าวบีบีซีชี้ว่า แม้ A380 จะเป็นที่ชื่นชอบของผู้โดยสาร แต่บรรดาสายการบินต่าง ๆ กลับมองว่ามันเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

บางสายการบินชี้ว่า A380 มีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้ไม่ได้ผลกำไร เพราะมักมีที่นั่งว่างจำนวนมากในแต่ละเที่ยวบิน โดยนายวิลลี วอลช์ ผู้บริหารบริษัท IAG เจ้าของสายการบินบริติช แอร์เวย์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า เครื่องบินรุ่นนี้แม้จะดีแต่ก็มีราคาแพงเกินไป

นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น และการที่เหล่านักรณรงค์ตั้งคำถามเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการเดินทางด้วยเครื่องบินนั้น ทำให้สายการบินบางแห่งหันไปใช้เครื่องบินขนาดเล็กกว่ารุ่นอื่น ๆ ของโบอิ้ง และแอร์บัส ที่มีความคุ้มค่าด้านการเงินมากกว่า

ขณะที่สายการบินบางแห่งเลือกที่จะรอดูข้อมูลของเครื่องบินรุ่นใหม่ในตระกูล 777 ของโบอิ้ง ซึ่งจะเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าในปี 2020 โดยเป็นรุ่นที่มีที่นั่งน้อยกว่า มีพิสัยการบินไกลพอกัน มีความจุสัมภาระมากกว่า และมีเครื่องยนต์น้อยกว่า 2 เครื่องเมื่อเทียบกับ A380

นับแต่ปี 2005 มี 57 บริษัทที่สั่งซื้อ A380 แต่ได้ตัดสินใจยกเลิกคำสั่งซื้อดังกล่าวในเวลาต่อมา ซึ่งรวมถึงสายการบินเอมิเรตส์, เวอร์จิน แอตแลนติก และลุฟต์ฮันซา นอกจากนี้ เครื่องบินบรรทุกสินค้า A380 ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ทะยานขึ้นฟ้าเพราะไม่มีผู้สนใจสั่งซื้อ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการคาดการณ์เรื่องการยุติโครงการผลิต A380 อย่างต่อเนื่อง แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญ ชี้ว่า แอร์บัสอาจผลิตเครื่องบินรุ่นนี้ในจำนวนจำกัดได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของลูกค้ารายใหญ่ที่สุดอย่างสายการบินเอมิเรตส์ ที่ลดยอดสั่งซื้อลงนั้น ดูเหมือนจะปัจจัยสำคัญที่ทำให้แอร์บัสตัดสินใจปิดฉากเครื่องบินซูเปอร์จัมโบ้เจ้าของฉายา "โรงแรมลอยฟ้า"รุ่นนี้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม