จะเป็นอย่างไรหากถูกสอดส่องด้วยเทคโนโลยีในที่ทำงานตลอดเวลา

  • 17 เมษายน 2019
Woman peeping over office divider Image copyright Getty Images

การสอดส่องในที่ทำงานเป็นหนทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้คนในองค์กร หรือเป็นเพียงวิธีการที่นายจ้างใช้ควบคุมลูกจ้าง และกำจัดพนักงานที่ทำงานไร้ประสิทธิภาพ

น.ส.คอร์ตนีย์ ฮาเกน ฟอร์ด วัย 34 ปี ลาออกจากการเป็นพนักงานธนาคารเพราะเธอรู้สึกว่าวิธีการที่นายจ้างสอดส่องเธอในระหว่างทำงานเป็นเรื่องที่ "ลดทอนความเป็นมนุษย์" ในตัวเธอ

นายจ้างเก็บบันทึกข้อมูลการกดแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ของเธอ และใช้ซอฟต์แวร์เพื่อตรวจสอบว่ามีลูกค้าที่เธอให้บริการกี่คนที่ตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารและเปิดบัญชีที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

"แรงกดดันที่ต้องทำยอดขายให้ได้มันหนักหนาสาหัสมาก" เธอเล่า

ฟอร์ด ตัดสินใจว่าการทำงานขายอาหารจานด่วนอาจดีกว่า แต่ก็น่าตลกที่สุดท้ายแล้ว เธอได้ลาออกจากธนาคารไปเรียนต่อปริญญาเอกด้านเทคโนโลยีการสอดส่องตรวจตรา

ฟอร์ด ไม่ใช่คนเดียวที่เกลียดการถูกสอดส่องจากนายจ้างเช่นนั้น ทว่าการทำงานในลักษณะนี้กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก เพราะบริษัทต่าง ๆ ต้องการให้พนักงานทำงานได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

Image copyright Courtney Hagen Ford
คำบรรยายภาพ คอร์ตนีย์ ฮาเกน บอกว่า การถูกนายจ้างสอดส่องในที่ทำงานตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ "ลดทอนความเป็นมนุษย์" ในตัวเธอ

นายไบรอัน ครอปป์ รองประธานบริษัทการ์ดเนอร์ (Gartner) ที่ทำงานด้านวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ระบุว่า เมื่อปีที่แล้ว กว่าครึ่งของบริษัทที่มีรายได้ประจำปีตั้งแต่ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ใช้เทคนิคใหม่ ๆ ในการตรวจสอบพนักงาน

เทคนิคที่ว่านี้รวมถึง การใช้เครื่องมือวิเคราะห์อีเมล บทสนทนา การใช้คอมพิวเตอร์ และความเคลื่อนไหวของพนักงานภายในสำนักงาน บางบริษัทมีการเฝ้าติดตามอัตราการเต้นหัวใจของพนักงาน หรือแม้แต่ตรวจสอบรูปแบบการนอนของพวกเขาเพื่อดูว่าสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานอย่างไร

ในปี 2015 มีบริษัทเพียง 30% ที่ใช้เครื่องมือเช่นนั้น แต่นายครอปป์ คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 80% ในปีหน้า

แกรนด์ รีวิว รีเสิร์ช (Grand Review Research) บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจที่มีสำนักงานใหญ่ในนครซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ระบุว่า การวิเคราะห์กำลังคนจะกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่า 1.87 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2025

เหตุใดบริษัทต่าง ๆ หันมาสนใจเรื่องนี้มากขึ้น

นายเบน วาเบอร์ ซีอีโอบริษัทฮิวมาไนซ์ (Humanyze) จากนครบอสตันในสหรัฐฯ ที่รับวิเคราะห์การทำงานภายในองค์กร ระบุว่า ฮิวมาไนซ์ ช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถประเมินประสิทธิภาพการทำงานและการสื่อสารปฏิสัมพันธ์ของพนักงานได้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อทั้งบริษัทและตัวพนักงานเอง

ฮิวมาไนซ์ จะรวบรวม "ไอเสียข้อมูล" (data exhaust) ที่เกิดจากกิจกรรมออนไลน์ต่าง ๆ ของพนักงานไม่ว่าจะเป็น อีเมล การเข้าเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันส่งข้อความสนทนา ซึ่งไอเสียข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ ไฟล์คุกกี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังใช้ป้ายชื่อที่มีการติดตั้งไมโครโฟนและอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีบ่งชี้ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (radio frequency identification - RFID)

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ป้ายชื่ออัจฉริยะ สามารถใช้เก็บข้อมูลการทำงานของพนักงานได้

วิธีการและอุปกรณ์เหล่านี้จะทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าพนักงานใช้เวลาในการพูดคุยเท่าใด รวมทั้งความดังของเสียงและน้ำเสียง แม้นี่อาจฟังดูเป็นการล่วงล้ำ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่าขนลุก แต่ผู้เสนอแนวคิดนี้ชี้ว่า มันอาจช่วยป้องกันพนักงานจากการถูกกลั่นแกล้งรังแก รวมทั้งการคุกคามทางเพศได้

ฮิวมาไนซ์ เรียกป้ายชื่อแบบนี้ว่า "ฟิตบิทสำหรับอาชีพคุณ" ที่ช่วยติดตามบันทึกข้อมูลในการทำงาน

การวิเคราะห์ข้อมูลลักษณะนี้บางกรณีอาจให้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง นายวาเบอร์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างลูกค้าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งค้นพบว่า พนักงานลงรหัสคอมพิวเตอร์ซึ่งนั่งที่โต๊ะทานอาหารเที่ยงสำหรับ 12 คน มีแนวโน้มจะทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าพวกที่มักนั่งที่โต๊ะสำหรับ 4 คนถึง 10%

เขาชี้ว่า การนั่งทานข้าวเที่ยงที่โต๊ะใหญ่กว่ามักนำไปสู่การพูดคุยกับพนักงานจากแผนกอื่นของบริษัท ซึ่งช่วยให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดได้มากขึ้น

ฝังไมโครชิพ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Epicenter ที่ให้บริการพื้นที่ทำงานร่วมกันในกรุงสต็อกโฮล์ม ของสวีเดน ได้ก้าวไปไกลกว่านั้น โดยใช้การฝังไมโครชิพ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวฝังที่มือของผู้ใช้บริการ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไมโครชิพขนาดเท่าเมล็ดข้าว สามารถใช้บันทึกข้อมูลต่าง ๆ ได้

นายฮานเนส เควอบลอด จาก Epicenter บอกว่า ผู้ฝังไมโครชิพจะสามารถใช้มันเปิดประตูที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า แลกเปลี่ยนข้อมูลการติดต่อ หรือเฝ้าติดตามว่าความเร็วในการพิมพ์มีความสัมพันธ์กับอัตราการเต้นของหัวใจอย่างไร เป็นต้น

เขาบอกว่า "ไมโครชิพที่ฝังไว้ไม่สามารถถ่ายทอดข้อมูลใด ๆ ได้ หากคุณไม่ได้ยื่นมือเข้าใกล้เครื่องอ่านภายในระยะ 1 ซม. ดังนั้นผู้ฝังไมโครชิพจึงสามารถควบคุมได้ว่าจะให้มีการอ่านข้อมูลจากไมโครชิพเมื่อใด"

ศ.เจฟฟรีย์ สแตนตัน จากมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ ในสหรัฐฯ ผู้ศึกษาวิจัยเรื่องความเครียดในที่ทำงาน กล่าวว่า การฝังไมโครชิพอาจฟังเป็นเรื่องสุดโต่ง แต่ในความเป็นจริงมันค่อนข้างใกล้เคียงกับการใช้บัตรประจำตัว และการใช้ข้อมูลทางชีวภาพ

เขาบอกว่า ตราบใดที่เป็นการทำโดยสมัครใจ ลูกจ้างอาจใช้เทคโนโลยีไมโครชิพเพิ่มขึ้นจากเหตุผลด้านความสะดวกสบาย แต่หากเป็นการฝังไมโครชิพเพื่อลดปัญหาการทำงานและพักที่ไม่ตรงเวลา หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสอดส่องที่ไม่ให้อิสระแก่ลูกจ้างก็จะไม่ได้รับความนิยม

วิธีการตรวจสอบของนายจ้างในลักษณะนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการสื่อสารด้วย นายครอปป์ กล่าว

Image copyright AFP

เมื่อปี 2016 หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ของอังกฤษได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนและความเคลื่อนไหวที่ใต้โต๊ะพนักงาน แม้ฝ่ายบริหารจะระบุว่ามาตรการนี้มีขึ้นเพื่อดูว่าโต๊ะทำงานใดมีคนนั่งทำงานบ้าง เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้บริหารจัดการพลังงานขององค์กร แต่พนักงานกลับคิดว่าพวกเขากำลังถูกสอดแนมและแสดงการต่อต้าน

อุปกรณ์ดังกล่าวถูกถอดออกในอีก 24 ชม.ต่อมา

นายครอปป์ กล่าวว่า หากผู้บริหารไม่สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ลูกจ้างจะคาดเดาถึงเรื่องเลวร้ายที่สุด แต่หากพวกเขาเปิดเผยข้อมูลที่พวกเขาเก็บบันทึกไป และจะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ทำอะไร 46% ของลูกจ้างมักจะยอมรับได้

และแม้ว่าการเก็บบันทึกข้อมูลส่วนมากจะใช้ข้อมูล "นิรนาม" ที่ไม่เปิดเผยว่าเป็นข้อมูลที่เก็บได้จากผู้ใดนั้น ลูกจ้างหลายคนอาจยังคงรู้สึกกังขาและกลัวว่าจะถูกละเมิดเสรีภาพพลเมือง แต่ในประเทศที่มีเสรีภาพน้อยกว่า ลูกจ้างอาจไม่มีทางเลือกเลยก็ได้

ประโยชน์ต่อลูกจ้าง

"ฉันเป็นโรคลมหลับ" น.ส.เจสซิกา จอห์นสัน วัย 34 ปีจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย อธิบาย โดยโรคลมหลับ (Narcolepsy) ทำให้เธอมีอาการง่วงนอนตลอดเวลา และหลับได้ในทุกเวลาและทุกสถานการณ์

"มันส่งผลต่อความจำ และความสามารถในการจดจ่อและมีสมาธิ" เธอเล่า

น.ส.จอห์นสัน ทำงานที่บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งซึ่งนายจ้างใช้โปรแกรมที่เรียกว่า Timely ที่ช่วยให้เธอสามารถย้อนกลับมาดูได้ว่าตัวเองทำอะไรก่อนที่จะเผลอหลับไป และกลับไปทำงานที่ค้างอยู่ต่อไปได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อัลกอริทึมในโปรแกรมที่ติดตั้งในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของคุณสามารถติดตามกิจวัตรประจำวันของคุณได้

นายแมตเทียส มิกเกลเซน ซีอีโอของบริษัท Timely ระบุว่าโปรแกรมนี้ยังช่วยให้สามารถดูได้ว่าคุณเสียเวลาเท่าใดไปกับการประชุมที่ไร้ประโยชน์ หรือการตอบอีเมล

ทำให้คุณสามารถแสดงข้อมูลที่เป็นรูปธรรมให้ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า "คุณใช้เวลาไปแค่ไหนกับงานที่ไม่ใช่สิ่งที่บริษัทจ้างคุณมาทำ" นายมิกเกลเซน กล่าว

ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีสอดส่องในที่ทำงานอาจให้อำนาจแก่พนักงาน อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อองค์กรที่พยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและผลกำไร

แต่หากนำมาใช้ผิดวิธีก็อาจเป็นเครื่องมือในการกดขี่ที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นที่ชื่นชอบของพนักงานในองค์กรได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม