โพสต์ภาพเด็กทางโซเชียลมีเดียเหมาะสมหรือไม่ในความเห็นผู้หญิงเวียดนาม-จีน

  • 18 พฤษภาคม 2019
A woman takes a selfie with a baby on a street in Beijing Image copyright NICOLAS ASFOURI/AFP/Getty Images

การใช้เด็กหญิงเป็นนางแบบถ่ายภาพการรณรงค์ต่อต้านปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในเวียดนามกำลังเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ขณะที่เด็กหญิงวัย 11 ปี ได้จุดประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในสังคมจีนว่า เป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ที่ผู้ปกครองจะโพสต์เรื่องราวเกี่ยวกับลูกหลานทางโซเชียลมีเดียโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตัวเด็ก

ดิฉัน ลารา โอเวน ผู้สื่อข่าวสตรีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกของบีบีซี ในแผนกภาษาทั้ง 6 แผนกของภูมิภาคเอเชียตะวันออก เรามีผู้สื่อข่าวที่ติดตามประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม

ในสัปดาห์นี้ เราได้หยิบยก 2 เรื่องราว ที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ที่จะใช้ภาพของเยาวชนมาสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือเพื่อการแข่งขันทางสังคม

เรื่องแรกเกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ที่โครงการรณรงค์ทางโซเชียลมีเดียเพื่อกระตุ้นเตือนให้สังคมปกป้องเด็กหญิงจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศกำลังตกเป็นประเด็นอื้อฉาว

โครงการภาพถ่ายที่มีชื่อว่า "เด็กท้อง" (Pregnant Children) แสดงภาพถ่ายเด็กหญิง ซึ่งบางคนมีอายุเพียง 8 ขวบ กำลังทำท่าเหมือนเหยื่อที่ถูกทำร้าย และแต่งตัวเหมือนกับกำลังตั้งครรภ์

ภาพเหล่านี้ เผยให้เห็นใบหน้าเด็กหญิงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นภาพเด็กหญิงกำลังอุ้มท้อง หรือภาพเด็กหญิงที่มีสีหน้าตื่นกลัวขณะที่มีมือของชายนิรนามกำลังยื่นขนมให้ เอามือปิดปาก หรือเอามือกุมไหล่ของพวกเธอ

ในภาพหนึ่งมีคำบรรยายว่า "อายุเฉลี่ยของเด็กที่ถูกล่วงละเมิดและทำร้ายอยู่ที่ประมาณ 9 ขวบ"

ชา เมียว ช่างภาพหญิงเจ้าของผลงาน โพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียว่า "เด็ก ๆ จะต้องอยู่ในสังคมที่เป็นมิตรและมีอารยะ...ฉันหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยกระตุ้นเตือนผู้ชม เพื่อให้เข้าใจถึงความเจ็บปวดของเหยื่อเหล่านี้"

รายงานเมื่อปี 2018 ของกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ซึ่งใช้ข้อมูลของกระทรวงแรงงานและกิจการสังคมเวียดนามพบว่า ระหว่างปี 2014-2013 มีการแจ้งเหตุเยาวชนถูกล่วงละเมิดทางเพศ 5,300 ราย โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนยูนิเซฟประจำเวียดนามเชื่อว่าตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก และคดีที่มีการแจ้งตำรวจเหล่านี้น่าจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น

Image copyright Getty Images

ปฏิกิริยาผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

นับแต่ภาพที่ดูล่อแหลมเหล่านี้ถูกโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย ก็จุดกระแสถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในหมู่ชาวเวียดนาม โดยหนึ่งในประเด็นที่ผู้คนแสดงความเป็นห่วงก็คือเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของเด็ก และผลกระทบทางด้านจิตใจที่อาจเกิดขึ้นจากการเป็นแบบถ่ายภาพเหล่านี้

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียคนหนึ่งแสดงความเห็นว่า "ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เด็กหญิงอายุน้อย ๆ มาทำท่าอุ้มท้อง เพราะยังมีวิธีการบอกเล่าเรื่องราวอย่างอื่นอีกมาก"

ขณะที่อีกคนตั้งคำถามว่า "ทำไมต้องปิดบังใบหน้าผู้ใหญ่ แต่เปิดเผยใบหน้าของเด็ก...พวกเขาแค่อยากให้ผู้ชมตกตะลึงเพื่อเรียกร้องความสนใจ"

แต่อีกหลายคนสนับสนุนโครงการนี้ ซึ่งในจำนวนนั้นมีผู้หญิงรวมอยู่ด้วยหลายคน

"ขอบคุณเด็ก ๆ ผู้กล้าหาญที่โพสต์ท่าถ่ายรูปเหล่านี้เพื่อสื่อถึงข้อความสำคัญนี้" ผู้หญิงคนหนึ่งแสดงความเห็น

ส่วนอีกคนบอกว่า "ถ้าปิดบังหน้าเด็กก็จะไม่ได้เห็นสีหน้าแห่งความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน ซึ่งจะทำลายจุดประสงค์สำคัญของโครงการนี้"

ฟาม กง โต๋ พิธีกรรายการโทรทัศน์เวียดนาม ซึ่งร่วมผลิตโครงการนี้ได้ชี้แจงผ่านทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเวียดนามว่า ทีมงานได้ปรึกษากับผู้ปกครองเด็ก และได้แจ้งเตือนให้ทุกฝ่ายได้ทราบเกี่ยวกับ "ผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้" ที่อาจเกิดขึ้น

"เราเลือกที่จะให้เด็ก ๆ โพสต์ท่าลักษณะนี้ เพราะต้องการให้ผู้ชมได้เห็นชัดเจนว่าพวกเธอเป็นเพียงนางแบบที่เข้าร่วมในโครงการ" เขากล่าว พร้อมระบุว่า หากโครงการนี้ก่อผลกระทบเชิงลบใด ๆ ต่อเด็ก ก็จะยุติโครงการในทันที

ทือ ฟาน ผู้สื่อข่าวบีบีซีแผนกภาษาเวียดนาม ระบุว่า การล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นประเด็นใหญ่ในเวียดนาม และที่ผ่านมามีคดีดัง ๆ ที่จุดกระแสไม่พอใจอย่างรุนแรงในโซเซียลมีเดีย

"ไม่ว่าคุณจะมองการผลิตผลงานในโครงการนี้อย่างไร แต่ภาพที่ออกมาก็กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงที่มีประโยชน์ และทำให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องเพศศึกษา และการเรียกร้องให้กฎหมายมีความเข้มงวดขึ้นเพื่อลงโทษผู้กระทำผิด"

เด็กหญิงจีนวัย 11 ขวบผู้กระตุ้นเตือนถึงโทษของการที่พ่อแม่เอาเรื่องของลูกไปแพร่ทางโซเชียลมีเดีย

ชาวจีนจำนวนมากกำลังตั้งคำถามว่าพ่อแม่ควรคิดให้ดีหรือไม่ ก่อนที่จะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับลูกไปโพสต์ทางโซเชียลมีเดีย

ประเด็นถกเถียงนี้ เกิดขึ้นหลังจาก จาง ชูอี้ เด็กหญิงวัย 11 ปี จากนครเซี่ยงไฮ้ เสนอให้สภาเยาวชนประจำเขตของเธอสนับสนุนให้มีการอภิปรายเรื่อง พ่อแม่แชร์เรื่องลูกในสื่อออนไลน์มากเกินไป หรือที่เรียกว่า sharenting

ในภาษาจีน มีคำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ไช่ หวา" ซึ่งแปลว่า "เด็กอยู่กลางแดด" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเด็กที่อยู่ท่ามกลางสปอตไลท์นั่นเอง

ข้อเสนอดังกล่าวถูกหยิบไปรายงานในหนังสือพิมพ์พีเพิลเดลีของทางการจีน และภายใน 24 ชม. แฮชแท็ก "ไช่ หวา : คุณควรขออนุญาตไหม" (#晒娃前要经过娃同意吗) ก็ถูกใช้ในโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนอย่าง เว่ยป๋อ มากกว่า 22,000 ครั้ง

Image copyright Crezalyn Nerona Uratsuji

จาง ชูอี้ กับเพื่อน ๆ ร่วมสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครอง และพบว่า 80% ของพ่อแม่ที่เข้าร่วมการสำรวจ ได้โพสต์รูปลูกทางโซเชียลมีเดีย และแอปพลิเคชันสนทนา วีแชต แต่มีเพียง 60% ของผู้ปกครองกลุ่มนี้ที่คิดว่าพวกเขาจำเป็นที่ต้องขออนุญาตจากลูก ๆ ก่อนโพสต์

เด็กหญิงจางและเพื่อน ๆ ชี้ว่า พ่อแม่ของพวกเธอมักโพสต์ภาพเกรดผลการเรียน และงานศิลปะของบุตรหลานในลักษณะของการแข่งขันที่ไม่สร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เด็กรู้สึกกดดัน

ว่านหยวน ซ่ง ผู้สื่อข่าวบีบีซีบอกว่า "การที่ครอบครัวชาวจีนส่วนใหญ่มีลูกคนเดียว พ่อแม่จึงทุ่มความหวังทั้งหมดไปที่ความสำเร็จของลูก แต่การที่พ่อแม่บางคนอยากเอาชนะพ่อแม่คนอื่น ได้ทำให้เด็กรู้สึกกดดันที่ต้องพยายามเรียนให้ดีขึ้น"

ถัง ยิงฮง นักจิตวิทยาและนักเขียนที่อาศัยอยู่ในจีน ได้แสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า

"sharenting" เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่รู้สึกว่าคุณค่าบางอย่างในชีวิตของพวกเขาขาดหายไป" และการโพสต์อวดความสำเร็จของลูกเป็นประจำช่วยเติมเต็มคุณค่า สถานะ และตัวตนของพวกเขา

ขณะที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางคนแสดงความเห็นว่า พวกเขายอมรับได้กับการที่พ่อแม่โพสต์ภาพลูกทางโซเชียลมีเดีย แต่การทำเป็นประจำทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่สุดจะทน

ส่วนอีกคนแสดงความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว "เพื่อนฉันถ่ายรูปลูกชายไปเรียนว่ายน้ำเมื่อวานนี้ และเธอไม่ได้พยายามปกปิดใบหน้าของพวกเขาเลย"

ในยุคที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่าง เว่ยป๋อ มากถึง 500 ล้านคน บางทีข้อเสนอแนะของ จาง ชูอี้ อาจเป็นแค่การเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องความซับซ้อนทางจริยธรรมในการแชร์เรื่องลูกทางออนไลน์ของจีน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม