ท่องเที่ยว : เหตุนักปีนเขาต่อแถวยาวเหยียด รอพิชิตยอดเอเวอเรสต์ “จนตัวตาย” เกิดขึ้นได้อย่างไร

  • 27 พฤษภาคม 2019
A photo from Nirmal Purja's Project Possible expedition shows a long queue of mountain climbers lining up to stand at the summit of Mount Everest Image copyright AFP PHOTO / PROJECT POSSIBLE
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายของนิรมัล ปูร์จา นักปีนเขาชาวอินเดีย เผยให้เห็น "การจราจรติดขัด" บนยอดเขาสูงที่สุดในโลก

อันจาลี กุลการ์นี นักปีนเขาหญิงชาวอินเดีย ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างหนักถึง 6 ปี เพื่อเตรียมพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ จุดที่สูงที่สุดในโลกที่นักปีนเขาทุกคนใฝ่ฝัน

แม้ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอจะทำได้สำเร็จ แต่น่าเสียดายที่กุลการ์นีกลับต้องมาเสียชีวิตกะทันหันขณะลงจากเขา ด้วยสาเหตุที่ลูกชายของเธอเรียกว่า "การจราจรติดขัด" บนหลังคาโลก

คนนำทางชาวเชอร์ปาที่ร่วมปีนเขาไปด้วยกันบอกว่า ที่ระดับความสูงมากกว่า 8,800 เมตร ซึ่งมีอากาศเบาบางเพียง 30%ของที่ระดับน้ำทะเล กุลการ์นีต้องต่อคิวเพื่อรอใช้เชือกที่มีอยู่เพียงเส้นเดียวไต่ขึ้นสู่ยอดเขา และยังต้องรอคิวเพื่อปีนกลับลงมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ทำให้ร่างกายอ่อนล้าจนรับไม่ไหว

สถานการณ์อันเหลือเชื่อดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในภาพถ่ายของนิรมัล ปูร์จา นักปีนเขาชาวอินเดีย ซึ่งทำให้ทุกคนต้องตกตะลึงกับ "การจราจรติดขัด" ในช่วงผาสูงแห่งสุดท้ายก่อนจะขึ้นถึงยอด โดยมีนักปีนเขากว่า 320 คน พากันต่อคิวยาวเป็น 2 แถว

ภาพจากบัญชีทวิตเตอร์ EverestToday เมื่อวันที่ 19 เม.ย. เผยให้เห็นนักปีนเขาจำนวนมากที่บริเวณธารน้ำแข็งคุมบู กำลังรอปีนขึ้นเขาเอเวอเรสต์ด้านบน

"การจราจรติดขัด" บนหลังคาโลก

ตั้งแต่เริ่มฤดูกาลแรกของการพิชิตเอเวอเรสต์ในปีนี้ มีนักปีนเขาต้องสังเวยชีวิตไปแล้วถึง 10 คน เป็นชาวอินเดีย 4 คน ชาวไอริช 2 คน รวมทั้งนักปีนเขาจากเนปาล สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรีย

จำนวนผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงผิดปกติเกินกว่าสถิติของหลายปีที่ผ่านมา สอดคล้องกับจำนวนของนักปีนเขาที่มุ่งมาพิชิตเอเวอเรสต์กันอย่างเนืองแน่นมากขึ้นทุกขณะ คนนำทางชาวเชอร์ปาผู้หนึ่งบอกว่า นักปีนเขาชายชาวอินเดียวัย 27 ปีที่เขาดูแลอยู่ต้องมาเสียชีวิตลง เพราะการรอต่อคิวขึ้นพิชิตยอดเขาที่ยาวนานเกินเหตุถึง 12 ชั่วโมง

Image copyright www.ralfdujmovits.de
คำบรรยายภาพ ขบวนผู้มุ่งหน้าพิชิตเอเวอเรสต์ที่ต่อกันเป็นแถวยาวเหยียด ในภาพที่ถ่ายโดยนักปีนเขาชาวเยอรมันเมื่อปี 2012

ในปีนี้ทางการเนปาลออกใบอนุญาตพิชิตเอเวอเรสต์แก่นักปีนเขา 381 คน สำหรับฤดูกาลปีนเขาครั้งแรกของปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยนักปีนเขาต้องเสียค่าใช้จ่าย 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 350,000 บาทต่อใบอนุญาตหนึ่งใบ และต้องมีคนนำทางท้องถิ่นหรือผู้เชี่ยวชาญเส้นทางติดตามไปด้วยเพื่อความปลอดภัย

ถึงอย่างนั้นก็ตาม จำนวนนักปีนเขาที่เสียชีวิตยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน่ากลัว เริ่มมีการพูดกันถึงปัญหาความแออัดในการพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ เพราะทางการปล่อยให้นักปีนเขามีจำนวนมากเกินไปในแต่ละปี

ล่าสุดทางการเนปาลออกมาปฏิเสธว่า การที่อนุญาตให้นักปีนเขาขึ้นพิชิตเอเวอเรสต์หลายร้อยคนต่อฤดูกาล ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น แต่การที่สภาพอากาศเลวร้าย มีพายุหิมะและลมพัดแรงติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่พร้อมใจกันเลือกมาปีนเขาในวันอากาศดีซึ่งมีอยู่เพียง 2-3 วันเท่านั้น

มิงมา เชอร์ปา ผู้บริหารบริษัทรับจัดทัวร์ปีนเขาแห่งหนึ่งในเนปาลบอกว่า "การจราจรติดขัด" บนเอเวอเรสต์นั้นถือเป็นเรื่องปกติในปัจจุบัน แต่โดยเฉลี่ยนักปีนเขาส่วนใหญ่จะใช้เวลารอขึ้นสู่ยอดเขาและกลับลงมาเที่ยวละราว 20 นาที ไปจนถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ไม่ใช่นับสิบชั่วโมงอย่างที่เป็นข่าว

ยิ่งรอนานยิ่งขาดออกซิเจน

ราล์ฟ ดูย์โมวิตซ์ นักปีนเขาชาวเยอรมันผู้พิชิตเอเวอเรสต์เมื่อปี 1992 และยังเคยปีนขึ้นสู่ระดับเหนือ 8,000 เมตรของภูเขาสูงที่สุดแห่งนี้อีกถึง 6 ครั้งบอกว่า "หากคนที่เหนื่อยล้าเต็มที่อยู่แล้วจากการแบกของหนักและอาการแพ้ที่สูง (Altitude sickness) ยังต้องมารอต่อคิวอีกหลายชั่วโมง พวกเขาจะเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนแน่ ๆ และจะมีออกซิเจนไม่พอสำหรับขากลับลงไปข้างล่าง"

"ผมเคยเจอภาวะขาดออกซิเจนนี้มาก่อน มันเหมือนกับมีคนเอาค้อนไม้มาทุบตามลำตัว จนแทบจะเดินไปข้างหน้าต่อไม่ไหว โชคดีที่ผมฟื้นตัวได้ในระหว่างทาง และกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย"

"ถ้าคุณเจอเข้ากับพายุหรือลมที่พัดแรงกว่า 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คุณจะไม่รอดแน่ ๆ ถ้าไม่มีออกซิเจน คุณจะสูญเสียไออุ่นในร่างกายไปอย่างรวดเร็ว" ดูย์โมวิตซ์กล่าว

ยิ่งร้ายไปกว่านั้น จำนวนนักปีนเขาที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับเหตุไม่พึงประสงค์ เช่นการขโมยถังออกซิเจนที่นักปีนเขากลุ่มอื่นทิ้งไว้เพื่อใช้ตอนขากลับ คนนำทางชาวเชอร์ปาบางคนบอกว่าพฤติกรรมนี้ไม่ต่างอะไรกับการฆ่ากัน เพราะคนที่เพิ่งกลับลงจากยอดเอเวอเรสต์นั้นมักอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนกันมาก

Image copyright Wild Yak Expeditions
คำบรรยายภาพ แอนเดรีย เออร์ซีนา ซิมเมอร์แมน (ซ้าย) และนอร์บู เชอร์ปา ดื่มฉลองขณะกลับสู่เบสแคมป์หลังพิชิตยอดเอเวอเรสต์สำเร็จ

แอนเดรีย เออร์ซีนา ซิมเมอร์แมน นักปีนเขาผู้ช่ำชองอีกคนหนึ่งบอกว่า ความนิยมต่อกิจกรรมการพิชิตเขาเอเวอเรสต์พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในระยะหลัง จนทำให้การสัญจรไปมาบนหลังคาโลกติดขัดได้ แต่มีหลายต่อหลายครั้งที่เหตุนี้เกิดขึ้นเพราะนักปีนเขาที่ขาดการเตรียมพร้อม และมีสภาพร่างกายไม่เหมาะสมต่อการผจญภัยแบบนี้

นอร์บู เชอร์ปา สามีของซิมเมอร์แมนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการนำทางบนเอเวอเรสต์เล่าว่า "นักปีนเขาที่ร่างกายอยู่ในสภาพย่ำแย่ แต่ดื้อรั้นจะเดินหน้าต่อไปเพื่อขึ้นพิชิตยอดเขาให้ได้เดี๋ยวนั้น นอกจากจะเอาชีวิตของตัวเองไปเสี่ยงแล้ว ยังทำให้คนนำทางต้องพลอยตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตไปด้วย"

"หลังจากพิชิตยอดเขาแล้ว ขาลงคือช่วงที่เสี่ยงอันตรายมากที่สุด คนส่วนใหญ่มักหมดสิ้นความมุ่งมั่น ไม่มีทั้งพลังใจและพลังกายที่จะไต่กลับลงมาหลังจากนั้น"

"ทางที่ดีนักปีนเขาควรจะฝึกซ้อมไต่เขาสูงระดับ 7,000-8,000 เมตรจนช่ำชองก่อนที่จะมาพิชิตเอเวอเรสต์ พวกเขาควรเริ่มการปีนขึ้นแต่เช้าตรู่ เพื่อที่จะได้ไม่เจอกับความแออัด และไม่ควรเร่งร้อนรีบขึ้นยอดเขาหากสภาพอากาศและสภาพการจราจรของผู้คนบนนั้นไม่เป็นใจ" นอร์บู เชอร์ปา กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม