ความรุนแรงในครอบครัว : ผู้หญิงบังคับผู้ชายมีเพศสัมพันธ์ด้วยถือเป็นการข่มขืนหรือไม่

  • 26 กรกฎาคม 2019
Sad man with depression sitting on the floor. Image copyright Getty Creative
คำบรรยายภาพ ผู้ชายที่ถูกขืนใจให้มีเพศสัมพันธ์ อาจได้รับผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงภาวะ PTSD และอาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย (ภาพประกอบจากคลังภาพ)

คำเตือน : บทความนี้มีเนื้อหาที่อาจทำให้ผู้อ่านบางคนรู้สึกไม่สบายใจ

เมื่อผู้ชายมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่กับผู้หญิงโดยที่เธอไม่สมัครใจถือเป็นการข่มขืน แต่หากผู้หญิงบังคับให้ผู้ชายร่วมเพศในลักษณะเดียวกันโดยที่เขาไม่สมยอม เหตุใดจึงไม่ถือเป็นการข่มขืนตามบทบัญญัติในกฎหมายของอังกฤษและเวลส์

ทว่า งานวิจัยชิ้นใหม่บ่งชี้ว่า พฤติการณ์ดังกล่าวควรถูกจัดให้เป็นการข่มขืนด้วยเช่นกัน

งานวิจัยชิ้นนี้เป็นของ ดร.ชิวอน เวียร์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ในอังกฤษ ผู้ศึกษาเรื่องการบังคับให้ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการทำวิจัยหัวข้อนี้ในสหราชอาณาจักร โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ชายกว่า 200 คน ผ่านการสำรวจทางออนไลน์ระหว่างปี 2016-2017

สำหรับงานวิจัยชิ้นล่าสุดของเธอเพิ่งจะได้รับการเผยแพร่เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยทำขึ้นจากการสัมภาษณ์ชาย 30 คนแบบตัวต่อตัว ระหว่างเดือน พ.ค. 2018 - เดือน ก.ค. 2019 ซึ่งเผยให้ทราบถึงรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับบริบทแวดล้อมของการก่อเหตุลักษณะนี้ เช่น การเกิดเหตุ ผลที่ตามมา และการตอบสนองของระบบงานยุติธรรม

อาสาสมัครที่เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมดได้รับการปกปิดชื่อจริง แต่เราจะเรียกหนึ่งในนั้นว่า "จอห์น"

เรื่องของจอห์น

จอห์นเล่าว่า สัญญาณแรกที่บอกให้รู้ว่ามีความผิดปกติในความสัมพันธ์ของเขาก็คือตอนที่แฟนของเขาเริ่มทำร้ายตัวเอง โดยหลังจากเกิดเหตุที่น่าตกใจจนเขาต้องรีบนำตัวเธอส่งห้องฉุกเฉิน ทั้งคู่ก็ใช้เวลาพูดคุยกันหลายชั่วโมงเพื่อหาเหตุผลทางจิตวิทยาที่ทำให้เกิดเรื่องนี้

ราว 6 เดือนต่อมา แทนที่เธอจะทำร้ายตัวเอง เธอเริ่มหันเป้าหมายมาที่จอห์น

"ผมกำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น เธอเดินออกมาจากห้องครัว แล้วก็ชกเข้าที่จมูกผมอย่างแรง และวิ่งหัวเราะออกไป" จอห์น เล่า "นับจากนั้นก็เริ่มเกิดความรุนแรงขึ้นเป็นประจำ"

จอห์นบอกว่า เธอพยายามขอความช่วยเหลือจากแพทย์ทั่วไป ซึ่งส่งชื่อเธอต่อไปยังนักจิตวิทยา แต่เธอกลับไม่เคยไปรับการรักษาเลย

เธอมักกลับจากที่ทำงานแล้ว "เรียกร้องขอมีเซ็กส์" เขาเล่า

"เธอมักแสดงพฤติกรรมรุนแรง จนถึงขั้นที่ทำให้ผมหวาดกลัวเวลาที่เธอกลับจากที่ทำงาน"

ครั้งหนึ่งจอห์นตื่นขึ้นมา และพบว่าแฟนใช้กุญแจมือล็อกแขนขวาเขาไว้กับหัวเตียงเหล็ก จากนั้นเธอก็ใช้ลำโพงข้างเตียงทุบหัวเขา แล้วใช้เชือกไนลอนมัดแขนอีกข้าง และพยายามจะบังคับให้เขามีเพศสัมพันธ์ด้วย

ความหวาดกลัวและความเจ็บปวดทำให้จอห์นไม่สามารถทำตามคำสั่งของเธอได้ เธอจึงทุบตีเขาซ้ำ ๆ แล้วทิ้งให้เขาถูกล่ามติดกับเตียงต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะกลับมาปล่อยเขาเป็นอิสระ หลังจากนั้น เธอปฏิเสธจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

หลังจากเธอตั้งท้อง พฤติกรรมรุนแรงของเธอก็เริ่มลดลง แต่หลังจากลูกเกิดมาได้เพียงไม่กี่เดือน จอห์นก็ตื่นขึ้นมาในคืนหนึ่งแล้วพบว่าตัวเองถูกจับใส่กุญแจมือล็อกไว้กับเตียงอีกแล้ว

เขาเล่าว่า แฟนเอายาไวอากร้ายัดปากแล้วอุดปากเขาไว้

"ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลย" จอห์นกล่าว

"หลังจากนั้นผมเข้าไปอาบน้ำแล้วนั่งอยู่ใต้ฝักบัวอยู่นานเท่าใดก็ไม่รู้...แต่ในที่สุดผมก็เดินลงไปชั้นล่าง แต่สิ่งแรกที่เธอพูดกับผมตอนที่ผมเดินเข้าไปในห้องก็คือ 'มื้อค่ำนี้มีอะไรกินบ้าง'"

เวลาจอห์นเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง ผู้คนมักไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด

"ผมมักถูกถามเสมอว่า ทำไมผมไม่ย้ายออกจากบ้าน...มันคือบ้านที่ผมซื้อไว้สำหรับลูก ๆ และยังมีเหตุผลทางด้านการเงินด้วย ผมถูกผูกมัดให้อยู่ในความสัมพันธ์นี้ด้วยเหตุผลทางการเงิน" เขาอธิบาย

"ผมยังคงเจอคนไม่เชื่อที่ถามว่า 'ทำไมคุณไม่ทุบตีเธอกลับล่ะ' ผมเจอคำถามแบบนี้บ่อยมาก มันเป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยาก"

"ผมคิดว่าผมน่าจะหนีออกมาให้เร็วกว่านี้"

ตราบาปที่น่าอาย

ลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจอห์นมีความคล้ายคลึงกับประสบการณ์ของชายหลายคนที่ ดร.เวียร์ ได้สัมภาษณ์ โดยหนึ่งในข้อมูลที่พบก็คือ ผู้ก่อเหตุ "บังคับสอดใส่" (forced-to-penetrate - FTP) มักเป็นคู่รักหญิง หรืออดีตคู่รัก (งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งศึกษาเฉพาะกรณีของคู่รักชาย-หญิง) และการกระทำนี้มักเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ อาสาสมัครชายคนอื่น ๆ ยังเล่าถึงการที่ผู้คนไม่เชื่อว่าพวกเขาถูกคู่รักขืนใจแบบเดียวกับจอห์นด้วย

ชายคนหนึ่งเล่าว่าเขาเจอตำรวจพูดว่า "คุณคงจะสนุกกับมัน ไม่งั้นคุณคงจะมาแจ้งความเร็วกว่านี้"

อาสาสมัครอีกคนบอกว่า "เรากลัวและอับอายที่จะพูดถึงมัน และเมื่อเราพูดถึงมันก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะเราเป็นผู้ชาย...ผู้ชายจะถูกล่วงละเมิดได้อย่างไร ดูเขาสิ เขาเป็นผู้ชาย"

งานวิจัยของ ดร.เวียร์ พบหลักฐานว่า :

  • ผู้ชายมักรู้สึกอับอายที่จะแจ้งเหตุ "บังคับสอดใส่" พวกเขาอาจแจ้งเรื่องถูกทำร้ายร่างกาย โดยที่ไม่พูดถึงประเด็นที่ถูกทารุณทางเพศ
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิตอาจรุนแรง ซึ่งรวมถึงภาวะเจ็บป่วยทางจิตใจหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) อาจมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
  • ผู้ชายบางคนระบุว่าเคยตกเป็นเหยื่อการทำร้ายหลายครั้ง บางคนเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก บางคนเคยถูกทารุณทางเพศแบบต่าง ๆ จากผู้ก่อเหตุหลายคน ซึ่งรวมถึงผู้ชายด้วย
  • ผู้ชายบางคนมีทัศนคติเชิงลบอย่างมากต่อตำรวจ ระบบยุติธรรม และกฎหมาย
Image copyright Getty Images

ความเชื่อผิด ๆ

ความเชื่อของคนทั่วไปที่งานวิจัยของ ดร.เวียร์ หักล้างลงอย่างสิ้นเชิงก็คือความเชื่อที่ว่า การบังคับสอดใส่ เป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เพราะผู้ชายมีกำลังมากกว่าผู้หญิง และเรื่องที่ว่าผู้ชายทุกคนมองว่าโอกาสที่จะได้มีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ดี

ความเชื่อผิด ๆ อีกอย่างก็คือ ถ้าผู้ชายอวัยวะเพศแข็งตัวก็แสดงว่าพวกเขาอยากมีเซ็กส์ ดร.เวียร์ บอกว่าที่จริงแล้ว "การที่องคชาตแข็งตัวเป็นการตอบสนองทางกายภาพต่อสิ่งเร้าเท่านั้น"

"ผู้ชายสามารถมีภาวะที่องคชาตแข็งตัวแม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกกลัว โกรธ หรือตื่นตกใจ ฯลฯ" เธออธิบาย

"มีงานวิจัยอื่นที่พบข้อบ่งชี้ว่าผู้หญิงก็มีการตอบสนองทางเพศเมื่อถูกข่มขืนเช่นกัน (เช่น การถึงจุดสุดยอดทางเพศ) เพราะร่างกายมีอาการตอบสนองทางกายภาพ นี่คือหนึ่งในประเด็นที่เหยื่อทั้งชายและหญิงไม่ได้พูดถึงมากนัก แต่ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องนี้"

อาสาสมัครที่ร่วมในงานวิจัยของ ดร.เวียร์ เมื่อปี 2017 ระบุว่า ถูกบังคับสอดใส่หลังจากพวกเขามีอาการเมาสุราหรือยาเสพติดอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งสิ่งที่เกิดขึ้นได้

หนึ่งในผู้ร่วมงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้เล่าให้ฟังว่า ได้พาผู้หญิงกลับบ้านหลังไปเที่ยวไนต์คลับ จากนั้นก็หมดสติไปเพราะถูกมอมยา ซึ่งเขาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็น "ยาข่มขืนคู่เดต" (date rape drug) หรือที่คนไทยมักเรียกว่า "ยาเสียสาว" จากนั้นเขาก็ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้สมัครใจ

ชายอีกคนเล่าว่า ถูกบังคับให้มีเซ็กส์ระหว่างทำงานที่ค่ายฤดูร้อนแห่งหนึ่งสมัยเป็นนักเรียน ตอนนั้นเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งไปพบจดหมายที่เขาเขียนหาแฟนหนุ่ม จึงขู่จะเปิดเผยเรื่องที่เขาเป็นเกย์ หากเขาไม่ยอมหลับนอนกับเธอ

เธอคิดว่าหากเขาได้มีเซ็กส์กับผู้หญิง "นี่ก็จะช่วยเปลี่ยนชีวิตผม และผมจะหันมาชอบผู้หญิง" เหยื่อรายนี้เล่าว่าเพราะตอนนั้นเขายังไม่ได้เปิดเผยเรื่องที่เป็นเกย์ให้เพื่อนฝูง ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานได้ทราบ ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทำตามคำสั่งของเธอ

ดร.เวียร์ ระบุว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ มองว่าประสบการณ์ถูกบังคับสอดใส่ที่พวกเขาเจอคือ "การข่มขืน" และบางคนรู้สึกคับข้องใจที่มันไม่เข้าข่ายการข่มขืนตามคำนิยามของกฎหมายอังกฤษและเวลส์ อีกทั้งยังมีความรู้สึกผิดหวังที่สังคมอังกฤษไม่ได้มองว่ามันคือการข่มขืน

ในงานวิจัยอีกชิ้นของ ดร.เวียร์ ที่มีชื่อว่า "Oh, you're a guy, how could you be raped by a woman, that makes no sense" เธอชี้ว่า กฎหมายในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ได้นิยามคำว่า "ข่มขืน" ไว้อย่างกว้าง ๆ คือ การล่วงล้ำทางเพศเข้าไปในร่างกายโดยที่ผู้ถูกกระทำไม่ยินยอม และในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียก็มีบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับ "การข่มขืนโดยบังคับสอดใส่"

หนึ่งในแปดข้อแนะนำจากงานวิจัยชิ้นล่าสุดของ ดร.เวียร์ ก็คือ ให้มีการพิจารณาอย่างจริงจัง ในการปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการข่มขืน โดยให้ผนวกกรณี "บังคับสอดใส่" เข้าไปบทบัญญัตินี้ด้วย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม