วันแม่: แม่วัยใสผ่านจุดวิกฤตที่คิดทำแท้งมาสู่การเป็นแม่เลี้ยงเดียวผู้เข้มแข็งได้อย่างไร

  • 11 สิงหาคม 2019
คุณแม่อุ้มลูก Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ "เวลาเราได้มองลูก แล้วลูกได้มองเรา เขาจะยิ้มตลอด บางทีเขาก็จะเรียกแม่ เรารู้สึกตื้นตันใจ รักเขา ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเขา"

ความเข้าใจและโอกาสจากครอบครัวและสังคมคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยคลี่คลายปัญหา "คุณแม่วัยใส" ทำให้พวกเธอและลูกน้อยได้ใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไปและมีสิทธิที่พึงมีตามกฎหมาย

บีบีซีไทยพูดคุยกับ "สิรินันท์ ศรีระดา" หนึ่งในคุณแม่วัยใสที่ยอมเปิดเผยเรื่องราวความผิดพลาดในชีวิตที่ทำให้เธอกลายเป็นแม่ในวัย 17 ปี ว่าต้องผ่านเรื่องราวอันเลวร้ายอะไรมาบ้าง และเธอผ่านมันมาได้อย่างไร ท่ามกลางแรงกดดันมากมาย

"ทุกคนมีสิทธิจะได้รับโอกาสจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ อยู่ที่ตัวเราให้โอกาสตัวเอง สามารถปรับปรุงตัวเองได้อย่างไร ปรับปรุงตัวเองในสถานการณ์ไหน หรือว่า เราได้รับโอกาสมาแล้วเราจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร" สิรินันท์ เล่าให้เราฟัง

คุณแม่วัยใสรายนี้ ปัจจุบันอายุ 20 ปี และอาศัยอยู่กับลูกชายวัย 1 ขวบ 8 เดือน ที่โรงเรียนมีชัยพัฒนาหรือที่รู้จักกันว่า "โรงเรียนไม้ไผ่" ใน อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

การใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบเงียบท่ามกลางธรรมชาติที่โรงเรียนแห่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความพลุกพล่านวุ่นวายของสังคมเมืองอย่างกรุงเทพฯ ที่นำพาความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ชีวิตของเธอ

แม่และพ่อของสิรินันท์แยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก ทำให้เธอต้องมาอาศัยอยู่กับปู่และย่าที่ อ. เดชอุดม จ.อุบลราชธานี หลังจากเรียนจบชั้น ม.3 เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ และเลือกเรียนต่อสายอาชีวะที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง

สู่สังคมใหม่ในเมืองหลวง

สังคมเมืองทำให้เธอมีอิสรภาพมากขึ้น พบเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ การเรียนที่วิทยาลัยก็ไปได้ดี ผลการเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีด้วยเกรดเฉลี่ย 3.6 และยังเป็นนักกิจกรรมอีกด้วย

เป็นธรรมดาของชีวิตวัยรุ่นที่เพื่อนมีอิทธิพลต่อความคิด บวกกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปของวัยสาว ทำให้ช่วงหนึ่งเธอมุ่งความสนใจไปที่เรื่องความรักความสัมพันธ์และการมีแฟน

แม้ว่าจะสนิทกับแม่ แต่เธอยอมรับว่าเรื่องของหัวใจและความสัมพันธ์แบบวัยรุ่นเป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะเปิดใจ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
อะไรทำให้ฝ่าวิกฤตมาได้

"ตอนแรกคุยกับเพื่อน ถามว่าทำไมจึงหาแฟนได้ง่ายจัง เพื่อนก็บอกว่ามีแอปพลิเคชันนี้นะ เพื่อนก็บอกให้ดาวน์โหลดมา ยังลังเลว่าจะโหลดดีไหม พอนาน ๆ ไปเพื่อนก็ไปกับแฟน ก็รู้สึกว่าเราเป็นส่วนเกิน ก็เลยโหลดแอปพลิเคชันนี้มา" เธอเล่าให้ฟังถึงที่มาของการค้นหาความรักในแบบยุค 4.0

หาคู่ง่ายแค่ปลายนิ้ว แต่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต

ถามว่าแปลกไหมในเรื่องนี้ งานวิจัยของ YouGov ที่จัดทำขึ้นในเดือน ก.ย. 2560 ตอบคำถามนี้ว่าคนไทยมากถึง 4 ใน 10 เคยใช้แอปพลิเคชันหาคู่และครึ่งหนึ่งคือคนรุ่นใหม่

สิรินันท์ ซึ่งขณะนั้นเรียนอยู่ชั้น ปวช. ปี 2 คือหนึ่งในจำนวนนั้น เธอบอกว่า "เจอผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งในแอปฯ ก็เลยกดแอดเขาไป เขาก็ทักทายมา ก็คุยกันปกติทั่วไป เหมือนเพิ่งรู้จักกัน คุยกันไปเรื่อย ๆ ประมาณ 2 เดือน ก็เลยนัดเจอกัน ก็มีเพศสัมพันธ์กันวันนั้นเลย"

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai

ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนมาถึงวันที่เธอพบว่า ประจำเดือนขาด

"พอประจำเดือนไม่มา ก็เลยซื้อเครื่องตรวจครรภ์มาตรวจ พบว่าขึ้นสองขีดก็คือ ท้อง ตอนนั้นกลัว ใจสั่น สงสัยว่าทำไม ท้องได้ไง เพราะเรากินยาคุม โทรหาแฟน แฟนก็รับสาย เราบอกว่า เราท้อง เขาก็บอกว่า ใช่ลูกเราเหรอ วันนั้นเธอกินยาคุมนะ เธอท้องได้ไง ตั้งแต่วันนั้นเขาก็ไม่รับผิดชอบอะไรเลย" เธอกล่าว

"ไม่อยากให้ใครรับรู้"

สิรินันท์เลือกที่จะปกปิดเรื่องที่เธอตั้งครรภ์เป็นความลับ ขณะเดียวกันก็หาข้อมูลเรื่องการทำแท้งไปด้วย

"หนูพิมพ์ในเน็ตเลยว่า 'ทำแท้ง' มันก็มีข้อมูลขึ้นมาทั้งคลินิก มีทั้งตัวยาทำแท้ง คลินิกทำแท้ง หนูก็เลยโทรเข้าไปในคลินิก คลินิกเขาก็สัมภาษณ์ว่า อายุเท่าไหร่ อายุครรภ์เท่าไหร่ หนูก็ตอบไปว่า อาทิตย์กว่า ๆ ยังไม่ถึงเดือน เขาก็บอกว่าทำได้ แต่หนูอายุ 17 ปี ต้องให้ผู้ปกครองลงชื่อรับรอง ซึ่งตอนนั้นหนูปิดบังอยู่ว่าหนูท้อง หนูไม่อยากให้ใครรับรู้"

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai

ท่ามกลางความสับสน สิ่งหนึ่งที่หวนระลึกได้คือ ภาพตอนเด็ก ๆ ของเธอในต่างจังหวัดที่ปู่และย่าพาเข้าวัดทำบุญอย่างสม่ำเสมอพร้อมกันพร่ำสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ จึงทำให้เธอได้สติขึ้นมา

"เราจะบาปไหม ถ้าเราทำแท้ง แล้วถ้าเราทำแท้ง เราจะตกเลือดไหม เป็นอันตรายกับเราไหม เราจะมีชีวิตยังไงต่อไป ก็เลยเปลี่ยนใจไม่ทำแล้ว คิดถึงคุณปู่คุณย่าที่สอนเราไว้ อันนี้เป็นบาป...บาปที่สุดแล้ว คือ ฆ่าคน"

เมื่อทำแท้งไม่ใช่ทางออกที่ดี

"มันต้องมีทางออกที่ดีกว่าการทำแท้ง" เธอบอกตัวเองและเริ่มต้นค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง ครั้งนี้เธอเปลี่ยนคำค้นจากคำว่า "ทำแท้ง" เป็นการหาทางเลือกอื่น ๆ ของแม่วัยใส

แล้วเธอก็ได้คำตอบที่น่าสนใจในหัวข้อการสนทนาในสังคมออนไลน์แห่งหนึ่ง

"มีคนคอมเมนต์มาว่า ถ้าเรายังไม่พร้อมยังมีทางอื่นที่ดีกว่า มีบ้านพักฉุกเฉิน ก็ลองไปปรึกษาดูว่า เขาจะช่วยให้เรามีทางออกยังไง"

Image copyright FACEBOOK/Numnim Sirinun
คำบรรยายภาพ "เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ ลูกเราต้องมีครอบครัว มีญาติพี่น้อง มีคนที่จะให้กำลังใจเรา หนูก็เลยโพสต์ลงในเฟสบุ๊กให้ภาพอธิบายเพราะการพูดมันยาก"

สองเดือนแรกของการตั้งครรภ์เธอทำตัวเป็นปกติ ในขณะที่ท้องยังไม่โตมากนัก แต่จะหลบหนีความจริงไม่ได้เพื่อท้องเริ่มโตขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอไม่กล้าไปฝึกงาน ทำให้ครูและเพื่อน ๆ ตามหา กลายเป็นแรงกดดันทำให้เธอต้องหาที่หลบภัยชั่วคราว ที่บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง

เมื่อถามว่าทำไมต้องหนี เธอตอบว่า "ตอนที่อยู่วิทยาลัย หนูก็เป็นเด็กกิจกรรม คนก็ค่อนข้างที่จะรู้จัก ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากให้ใครประณามว่า เราท้องไม่มีพ่อ หรือว่า ท้องในวัยเรียน ก็เลยตัดสินใจพักการเรียนไปก่อน"

บ้านพักฉุกเฉิน ช่วยได้อย่างไร

บ้านพักฉุกเฉิน เป็นกิจการภายใต้สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ให้การช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ โดยให้ที่พักระหว่างประสบปัญหา โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ใครบ้างที่สามารถเข้ามารับการช่วยเหลือ

  • ผู้ถูกกระทำความรุนแรง
  • ผู้ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ
  • กลุ่มท้องไม่พร้อม
  • ผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS
  • ผู้ที่ประสบปัญหาขัดแย้งภายในครอบครัว
  • ผู้ถูกทอดทิ้ง ไร้ที่พักอาศัยและไม่มีงานทำ

ที่มา : สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง

โอกาสใหม่ที่ได้รับ

สิรินันท์ตัดสินใจขอรับความช่วยเหลือจากบ้านพักฉุกเฉิน โดยยังคงปิดเรื่องตั้งท้องเป็นความลับ ความช่วยเหลือจากทั้งบ้านพักฉุกเฉินที่เธอได้รับผ่านการรับฟังอย่างเข้าใจและไม่ตัดสิน ตลอดจนกิจกรรมอย่าง "ศิลปะบำบัด" ทำให้เธอมีกำลังใจเข้มแข็งขึ้น หลังจากนั้น เธอก็ได้รับโอกาสจากโรงเรียนมีชัยพัฒนา จ.บุรีรัมย์ ซึ่งให้ที่พักและที่ทำงาน พร้อมกับโอกาสในการเรียนต่อและเลี้ยงลูกไปด้วย

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สิรินันท์ ทำหน้าที่ช่วยทำการเกษตรและงานด้านเอกสารที่โรงเรียนมีชัยพัฒนา

เมื่อมีคนที่เข้าใจและคอยสนับสนุน สภาพจิตใจของเธอก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ จนกล้าที่จะก้าวออกมายอมรับความเป็นจริงและเปิดเผยเรื่องราวทุกอย่างให้คนในครอบครัวและเพื่อน ๆ รับรู้

"เราอยู่แบบนี้ไม่ได้ ลูกเราต้องมีครอบครัว มีญาติพี่น้อง มีคนที่จะให้กำลังใจเรา หนูก็เลยโพสต์ลงในเฟสบุ๊กให้ภาพอธิบายเพราะการพูดมันยาก"

เธออธิบายว่า ด้วยสภาพแวดล้อมในโรงเรียนมีชัยพัฒนา ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น อีกทั้งนักเรียนที่นี่ก็ยอมรับเธอและชื่นชอบลูกของเธอ

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai

"เขารู้ว่าเรามีลูก เราไม่ต้องปิดบัง เราสามารถพูดประสบการณ์ให้เขาฟัง สามารถเตือนเด็กนักเรียนได้" เธอกล่าวและย้ำว่า ทุกคนมีสิทธิจะได้รับโอกาสจากสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่

เธอบอกว่า ทุกวันนี้ลูกคือแรงบันดาลใจให้เดินหน้าต่อ "เวลาเราได้มองลูก แล้วลูกมองเรา เขาจะยิ้มตลอด บางทีเขาก็จะเรียกแม่ เรารู้สึกตื้นตันใจ รักเขา ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายเขา"

Image copyright TOSSAPOL CHAISAMRITPOL/BBC Thai

ปัจจุบันเธอกำลังศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ สาขาบัญชี ปีที่ 1 เธอตั้งใจว่าเมื่อเรียนจบแล้วก็จะมุ่งมั่นทำงานหาเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง สอนให้เขาเป็นคนดีและให้เขารับผิดชอบตัวเองให้ได้

เรื่องราวของ สิรินันท์ เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยว่าด้วย "คุณแม่วัยใส" แม้ว่าปัญหาดังกล่าวเริ่มมีแนวโน้มที่คลี่คลายเพิ่มมากขึ้น หลังจากมี พ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งทำให้คุณแม่วัยใสที่ยังเป็นนักเรียนได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองขณะตั้งครรภ์ นอกจากนี้ พ.ร.บ. ดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้คุณแม่วัยใส ได้รับการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสม

กฎหมายฉบับนี้ ยังกำหนดให้สถานศึกษาจะต้องให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศวิถีศึกษา พร้อมกับให้คำปรึกษาเรื่องการป้องกันและการตั้งครรภ์อย่างเหมาะสมอีกด้วย

นพ. บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัยบอกกับบีบีซีไทยว่า แม้ปัญหาท้องไม่พร้อมในวัยรุ่นจะมีแนวโน้มลดลง หลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ รวมทั้งกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสื่อโซเชียลช่วยรณรงค์ให้วัยรุ่นเข้าใจปัญหามากขึ้น แต่การสนับสนุนคุณแม่วัยรุ่นในด้านการศึกษาและอาชีพยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม

"มีคุณแม่วัยใสบางส่วนเท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือ แม่วัยรุ่นบางคนต้องออกจากโรงเรียนและเป็นผู้รับผิดชอบหลักในเรื่องการเลี้ยงดูลูกเพียงผู้เดียว" นพ. บุญฤทธิ์กล่าว

เขาเน้นย้ำเช่นกันว่า "การให้โอกาส" เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับคุณแม่วัยใส ขณะเดียวกันก็ต้องปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบของฝ่ายชายให้มากขึ้นด้วย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม