“2,500 คนในร่างเดียว” หญิงถูกพ่อทารุณกรรมมีหลายบุคลิกเพื่อความอยู่รอด

  • 9 กันยายน 2019
Jeni Haynes Image copyright JENI HAYNES/ NINE NETWORK
คำบรรยายภาพ เจนี เฮย์นส์ ได้รับอนุญาตให้ตัวตนอื่น ๆ ของเธอซึ่งเกิดจากโรคหลายบุคลิก ร่วมให้ปากคำต่อศาลได้

คำเตือน : บทความนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการทารุณกรรมและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เจนี เฮย์นส์ วัย 49 ปีถูกพ่อแท้ ๆ ผู้ให้กำเนิด ข่มขืน ทรมาน และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ ตั้งแต่เธอยังมีอายุได้ไม่กี่ขวบ เจ้าหน้าที่ตำรวจออสเตรเลียถึงกับเอ่ยปากว่า กรณีของเธอถือเป็นคดีล่วงละเมิดทำร้ายเด็กที่โหดร้ายทารุณที่สุดคดีหนึ่งของประเทศ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจนีได้มีโอกาสเข้าให้ปากคำต่อศาลเพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับพ่อ แม้ในวันนั้นจะมีเธอขึ้นเบิกความในฐานะผู้เสียหายเพียงคนเดียว แต่ในระหว่างการให้ปากคำที่ยาวนานกว่าสองชั่วโมง กลับมีพยานอีกถึง 6 คนเข้าร่วมให้การด้วย โดยที่ศาลไม่ได้นัดหมายหรือล่วงรู้ถึงพยานบุคคลเหล่านี้มาก่อน พวกเขาพูดผ่านร่างและเสียงของเจนีซึ่งเปลี่ยนบุคลิกจนกลายเป็นคนละคน

นักจิตวิทยาบอกว่า เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นถือเป็นผลพวงจากการที่เจนีถูกทำร้ายทรมานติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้สภาพจิตใจของเธอต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในภาวะที่คนทั่วไปยากจะทานทนได้

เพื่อที่จะแยกตัวตนของเธอออกมา และไม่ต้องรับรู้ความเจ็บปวดที่ถูกกระทำอยู่ทุกวี่วัน เจนีจึงสร้างบุคคลในจินตนาการขึ้นมาแทนที่ตัวเองเป็นจำนวนมากถึง 2,500 คน ซึ่งแต่ละคนก็มีบุคลิกภาพแตกต่างกันออกไปคนละแบบ

กรณีของเจนีถือว่าเป็นครั้งแรกในออสเตรเลียหรืออาจจะเป็นครั้งแรกของโลก ที่เหยื่อผู้ถูกกระทำซึ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหลายบุคลิก (MPD/DID) ใช้ตัวตนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ตัวตนดั้งเดิมให้การต่อศาล จนสามารถเอาผิดอาชญากรที่ทำร้ายตนได้ โดยศาลนครซิดนีย์มีคำพิพากษาจำคุกนายริชาร์ด เฮย์นส์ วัย 74 ปี พ่อของเจนีเป็นเวลา 45 ปีด้วยกัน

ถูกล้างสมองให้หวาดกลัวตลอดเวลา

ครอบครัวของเจนีย้ายถิ่นฐานจากกรุงลอนดอนของสหราชอาณาจักร ไปอยู่ที่ออสเตรเลียในปี 1974 ขณะที่เธอมีอายุได้ 4 ขวบ พ่อของเจนีเริ่มลงมือทำร้ายเธอมาก่อนหน้านั้นสักพักแล้ว และหลังจากย้ายบ้านมาพฤติกรรมของเขายิ่งรุนแรงขึ้นจนเข้าขั้นซาดิสม์ (sadism) หรือมีความสุขที่ได้ทำร้ายผู้อื่นและเห็นผู้อื่นเจ็บปวด

Image copyright JENI HAYNES
คำบรรยายภาพ ตัวตนในจินตนาการที่มากมายถึง 2,500 บุคลิก เป็นวิธีปกป้องตัวตนที่แท้จริงจากการถูกทำร้าย

เจนีให้การต่อศาลเรื่องที่พ่อทำร้ายเธอเกือบทุกวันว่า "พ่อทำอย่างนั้นโดยคิดคำนวณและวางแผนไว้แล้วเป็นอย่างดี เขาจงใจทำและมีความสุขรื่นเริงกับทุกนาทีที่ได้ทำลงไป"

"พ่อได้ยินฉันขอร้องอ้อนวอนให้เขาหยุด ได้ยินเสียงฉันร้องไห้ ได้เห็นความเจ็บปวดและหวาดกลัว ได้เห็นทั้งเลือดและบาดแผลที่เขาทำกับฉัน แต่ในวันต่อมาพ่อก็จะทำแบบเดิมอีก"

พ่อของเจนีล้างสมองลูกสาวให้เชื่อว่า เขาสามารถอ่านใจของเธอได้ โดยขู่ว่าจะฆ่าแม่และพี่น้องของเธอเสีย หากเธอบังอาจแม้แต่จะคิดถึงเรื่องที่ตัวเองถูกทำร้าย และไม่ควรจะคิดบอกเรื่องนี้กับใครทั้งสิ้น

"แม้แต่โลกส่วนตัวภายในจิตใจของฉันพ่อก็ยังบุกรุกเข้ามา ฉันไม่เคยรู้สึกปลอดภัยได้เลย แม้กระทั่งในความคิดของตัวเอง" เจนีกล่าว "ฉันคิดวิเคราะห์ไม่ได้อีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ฉันหาบทสรุปไม่ได้"

ด้วยความกลัวว่าพ่อจะอ่านความคิดของเธอออก เวลาที่เจนีนึกถึงเรื่องครอบครัวหรือเรื่องที่ถูกทำร้าย เธอจะพยายามกลบเกลื่อนและซ่อนมันไว้ในรูปของการร้องเพลงในใจ หรือนึกถึงเนื้อเพลงยอดนิยม เช่นเพลงของวง Culture Club "เธออยากทำร้ายฉันจริงหรือ" (Do you really want to hurt me)

Image copyright Jeni Haynes
คำบรรยายภาพ นายริชาร์ด เฮย์นส์ กับลูก 3 คน ซึ่งรวมถึงเจนี (คนขวาสุด)

พ่อของเจนียังห้ามเธอร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่โรงเรียน เพื่อไม่ให้มีคนจับพิรุธเรื่องที่เขาทำร้ายลูกได้ เจนีจึงเรียนรู้ที่จะทำตัวให้ลีบเล็กและนิ่งเงียบมากที่สุดเวลาอยู่ที่โรงเรียน เพื่อไม่ให้ตัวเองโดดเด่นเป็นที่สังเกตของบรรดาผู้ใหญ่ ซึ่งมันจะทำให้เธอถูกพ่อลงโทษ เหมือนกับครั้งที่ครูสอนว่ายน้ำมาขอกับพ่อให้เจนีเข้ารับการฝึกเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่ามีความสามารถในทางนี้

พ่อยังไม่ยอมให้เจนีไปโรงพยาบาลหลังถูกข่มขืนหรือทุบตีอีกด้วย ทำให้บาดแผลของเธอกลายเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพตลอดชีวิต แพทย์บอกว่าเธอมีความเสียหายถาวรทั่วร่างกาย ทั้งที่กราม ลำไส้ รูทวาร กระดูกก้นกบ รวมทั้งการมองเห็นด้วย โดยเมื่อปี 2011 เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดให้ลำไส้ใหญ่มีช่องเปิดออกมาทางหน้าท้อง เพื่อเป็นรูทวารใหม่สำหรับการขับถ่าย

การทำร้ายทรมานดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนเจนีมีอายุได้ 11 ปี ครอบครัวของเธอย้ายถิ่นฐานกลับมาที่สหราชอาณาจักรอีกครั้ง และพ่อกับแม่ของเธอหย่าร้างกันหลังจากนั้นไม่นานในปี 1984 เจนีเชื่อว่าไม่มีใครรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้แต่แม่ของเธอเอง

กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด

ดร. แพม สตาฟโรปูลอส ผู้เชี่ยวชาญกรณีเด็กถูกล่วงละเมิดบอกว่า "โรคหลายบุคลิกนั้นพบได้มากกับกรณีเด็กถูกทำร้ายอย่างรุนแรง ในสภาพแวดล้อมที่ควรจะปลอดภัยและวางใจได้เช่นบ้านหรือโรงเรียน"

"ความผิดปกตินี้เป็นเหมือนกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่เด็กแยกตัวเองออกจากความรุนแรง ยิ่งเด็กอายุน้อยลงและถูกกระทำทารุณมากขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่จะเกิดโรคหลายบุคลิกยิ่งมีสูงขึ้นเท่านั้น"

Image copyright JENI HAYNES
คำบรรยายภาพ ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็ก เจนีบอกว่าเธอคือ "ซิมโฟนี" เด็กหญิงวัยสี่ขวบ

เจนีบอกว่า บุคคลแรกที่เธอรู้จักในฐานะอีกตัวตนหนึ่งของเธอก็คือ "ซิมโฟนี" เด็กหญิงอายุ 4 ขวบที่พูดด้วยเสียงแหลมสูงอย่างรวดเร็วแทบลืมหายใจ "เวลาที่พ่อทำร้ายฉัน จริง ๆ แล้วเขากำลังทำร้ายซิมโฟนี เธอรู้สึกเจ็บปวดในทุกนาทีที่พ่อทำแบบนั้น"

"เวลาที่มันเกิดขึ้น ตัวตนอื่น ๆ ของฉันจะเดินออกมาจากด้านหลัง และเบี่ยงเบนความสนใจไปจากตัวฉัน พวกเขาคือเกราะป้องกันไม่ให้พ่อทำร้ายฉันได้"

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี แม้แต่ "ซิมโฟนี" เองก็เริ่มจะมีตัวตนอื่น ๆ ของเธอเพิ่มขึ้นมาด้วยกว่าหลายร้อยคน โดยแต่ละคนจะมีบุคลิกต่างกันออกไปเพื่อรองรับสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น "มัสเซิล" วัยรุ่นชายร่างสูงสวมเสื้อแขนสั้นโชว์กล้าม จะปรากฏตัวขึ้นเพื่อปกป้องเจนีหรือซิมโฟนีอย่างใจเย็นในเวลาที่ถูกทำร้ายรุนแรงเป็นพิเศษ หรือ "ลินดา" หญิงสาวร่างระหงสวมกระโปรงบานแบบย้อนยุคที่ทั้งเฉลียวฉลาดและสง่างาม ก็มักจะปรากฏตัวขึ้นบ่อยครั้งเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับโรงเรียนและเพื่อนฝูง

ในการให้ปากคำต่อศาลเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เจนีและตัวตนอื่น ๆ ของเธออีก 6 คนรวมทั้งเด็กหญิงซิมโฟนี ได้ร่วมกันบอกเล่าแง่มุมต่าง ๆ ของการถูกล่วงละเมิดที่เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้พ่อของเจนีถูกตั้งข้อหาเอาผิดรวมทั้งสิ้นถึง 367 ข้อหา ซึ่งรวมถึงข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี, ล่วงเกินทางเพศ, และบังคับร่วมเพศทางทวารหนัก

Image copyright JENI HAYNES
คำบรรยายภาพ บ้านที่ผู้เป็นพ่อก่อเหตุทารุณกรรมเจนี ตั้งอยู่ในเมืองกรีนเอเคอร์ ทางตะวันตกของนครซิดนีย์

อัยการและผู้พิพากษาได้รับฟังความเห็นจากนักจิตวิทยา ซึ่งช่วยอธิบายไขความกระจ่างถึงอาการของโรคหลายบุคลิก รวมทั้งให้คำแนะนำเพื่อประเมินว่าถ้อยคำของเจนีเชื่อถือได้แค่ไหน

นักจิตวิทยาบอกว่าสิ่งที่ตัวตนอื่น ๆ ของเจนีให้การมานั้น แท้ที่จริงก็คือบันทึกความทรงจำของเธอที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยไม่ถูกลบเลือนไปจากสมองเหมือนผู้ป่วยอื่นที่ได้รับเหตุกระทบกระเทือนรุนแรงต่อจิตใจ คำให้การที่แม่นยำเหล่านี้ทำให้พ่อของเจนีต้องยอมรับสารภาพต่อข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด 25 ข้อหา ในวันที่สองของการพิจารณาคดีเท่านั้น

ไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการยุติธรรม

ดร. เคที เคเซลแมน ประธานมูลนิธิ Blue Knot Foundation ของออสเตรเลีย ซึ่งให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากการถูกทารุณกรรมในวัยเด็กบอกว่า "กรณีของเจนีถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศาลยอมรับฟังคำให้การจากตัวตนอื่น ๆ ของโจทก์ที่ป่วยด้วยโรคหลายบุคลิก และนำมาประกอบการพิจารณาคดีจนสามารถลงโทษเอาผิดกับอาชญากรได้"

Image copyright JENI HAYNES
คำบรรยายภาพ พ่อของเจนียอมรับสารภาพต่อข้อหาที่ร้ายแรงที่สุด 25 ข้อหา ในวันที่สองของการพิจารณาคดี

แต่กว่าที่เจนีจะได้รับความยุติธรรม เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดจากโรคหลายบุคลิกมาแล้วอย่างมหาศาล เจนีตัดสินใจฟ้องร้องดำเนินคดีกับพ่อของเธอในปี 2009 แต่ก็ใช้เวลาร่วมสิบปีกว่าที่ตำรวจจะสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานได้เพียงพอ ต่อมาในปี 2017 พ่อของเจนีถูกส่งตัวจากอังกฤษไปรับการพิจารณาคดีที่ออสเตรเลีย แต่เขายังคงไม่ยอมรับผิดและบอกกับญาติพี่น้องว่าเจนีแต่งเรื่องขึ้นเพื่อใส่ร้ายเขา

เป็นเรื่องยากที่เจนีจะได้รับความช่วยเหลือจากใคร ๆ ในเรื่องนี้ แม้แต่จากนักบำบัดและผู้ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เพราะตัวตนหลายบุคลิกของเธอนั้น ทำให้เรื่องเล่าจากอดีตอันโหดร้ายไม่น่าเชื่อถือ แม้แต่กับวงการแพทย์สมัยใหม่ที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องโรคหลายบุคลิกมากขึ้นแล้วก็ตาม

โรคหลายบุคลิกยังทำให้เจนีใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ลำบาก แม้จะเรียนจบถึงระดับปริญญาโทและเอกด้านกฎหมายและจิตวิทยาก็ตาม เธอยังคงหางานประจำทำไม่ได้ และปัจจุบันอาศัยอยู่กับแม่โดยทั้งสองอาศัยเงินสวัสดิการจากรัฐเลี้ยงชีพ

Image copyright JENI HAYNES
คำบรรยายภาพ "ลินดา" หญิงสาวร่างระหงที่ทั้งเฉลียวฉลาดและสง่างาม เป็นอีกบุคลิกหนึ่งของเจนี

"ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวังตลอดเวลา พยายามเก็บซ่อนบุคลิกอื่น ๆ ที่มีไม่ให้แสดงออกมา แต่มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปิดบังตัวตนอื่น ๆ อีก 2,500 คนภายในตัวฉัน" เจนีกล่าว

"แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ฉันปรารถนาอย่างยิ่งให้เรื่องราวของตัวเองถูกเล่าขานต่อกันไป ฉันต้องการให้ความพยายามดิ้นรนต่อสู้ถึงสิบปีนี้เป็นเหมือนไฟลามทุ่ง เผาทำลายอุปสรรคกีดขวางสำหรับคนรุ่นหลังที่ต้องเดินในเส้นทางเดียวกัน"

"หากคุณถูกทำร้ายล่วงละเมิดจนเป็นโรคหลายบุคลิก คุณสามารถจะได้รับความเป็นธรรมแล้วในทุกวันนี้ จงไปหาตำรวจและเล่าเรื่องทั้งหมด พวกเขาจะเชื่อคุณ และความเจ็บป่วยทางใจของคุณจะไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการยุติธรรมอีกต่อไป"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม