เอ็มมา วัตสัน : ผู้หญิงรุ่นใหม่กับการ “มีตัวเองเป็นคู่ใจ” และมองความโสดในแง่ดี

  • 12 พฤศจิกายน 2019
Emma Watson attends "The Circle" Paris Photocall at Hotel Le Bristol Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เอ็มมา วัตสัน นิยามสถานะในปัจจุบันของตนเองว่า "มีตัวเองเป็นคู่ใจ" (self-partnered)

ตอนที่นักแสดงชื่อดังชาวอังกฤษ เอ็มมา วัตสัน ประกาศอ้าแขนรับความเป็นโสดอย่างภาคภูมิใจ โลกต่างหันมาฟังเธอ

นักแสดงวัย 29 ปีที่โด่งดังจากภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเรื่องแฮร์รี พอตเตอร์ เปิดใจกับนิตยสารโว้ก ว่า เธอตัดสินใจนิยามสถานะในปัจจุบันของตนเองว่า "มีตัวเองเป็นคู่ใจ" (self-partnered)

ในขณะที่โลกโซเชียลมีเดียต่างหยิบยกคำนิยามใหม่ของเธอไปใช้ในเชิงตลกล้อเลียน แต่หลายคนได้ออกมาสนับสนุนเธอ

แม้ว่า วัตสัน จะสร้างความสั่นสะเทือนในทวิตเตอร์ด้วยการบัญญัติศัพท์ใหม่ของคำว่า "โสด" แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ทว่าเป็นการเข้าร่วมกระแสและความเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีอยู่แล้ว และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ "การมองความโสดในแง่ดี"

คนโสดกำลังเพิ่ม

จำนวนคนโสดไร้คู่ครองกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน

รายงานจากบริษัทวิจัย IORMA พบว่าจำนวนครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวพุ่งแตะ 330 ล้านครัวเรือนทั่วโลกในปี 2016 เพิ่มขึ้น 50% นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จำนวนครัวเรือนที่มีสมาชิกเพียงคนเดียวพุ่งแตะ 330 ล้านครัวเรือนทั่วโลก ในปี 2016 เพิ่มขึ้น 50% นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา

แม้แนวโน้มนี้จะไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่อธิบายกระแสที่ผู้คนหันมาเปิดรับการ "มีตัวเองเป็นคู่ใจ" กันมากขึ้น แต่ก็ช่วยแสดงให้เห็นถึงกระแสนิยมนี้

รองศาสตราจารย์ เอเลียคิม คิสเลฟ จากมหาวิทยาลัยฮิบรู ในเยรูซาเลม ของอิสราเอล ได้เขียนหนังสือเรื่อง Happy Singlehood - The Rising Acceptance and Celebration of Solo Living (2018) ซึ่งมุ่งศึกษาเรื่องความเป็นโสด

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ อธิบายเรื่องนี้ให้บีบีซีฟังว่า กระแสนิยมการใช้ชีวิตโสดมีปัจจัยมาจาก "ความซับซ้อนทางสังคม วัฒนธรรม หรือแม้แต่เหตุผลทางด้านเศรษฐกิจ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักวิชาการพบความเชื่อมโยงระหว่างการนิยมอยู่เป็นโสดที่เพิ่มขึ้น กับการที่ผู้หญิงมีสถานะทางสังคมที่แข็งแกร่งขึ้น

"แก่นของเรื่องนี้ก็คือ ปัจจุบันเรามีการโยกย้ายกันมากขึ้นเพื่อแสวงหาโอกาส และความคล่องตัวทางเศรษฐกิจ เราจึงไม่ต้องการผูกมัดอยู่กับที่ใดที่หนึ่ง" เขากล่าว

"เรายังต้องการความเป็นส่วนตัวและเวลาในการพัฒนาตัวเองเพิ่มขึ้นด้วย เราไม่ได้มองหาความมั่นคงและการ 'มีชีวิตนอกเมือง' อีกต่อไป"

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ และคณะยังพบความเกี่ยวโยงที่ชัดเจนระหว่างการ "มีตัวเองเป็นคู่ใจ" กับสถานะทางสังคมของผู้หญิงที่แข็งแกร่งขึ้น

ดร.เบลลา เดอเปาโล นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ผู้เขียนหนังสือเรื่องชีวิตโสดและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างครอบครัว ชี้ว่า "ผู้หญิงมักเป็นฝ่ายที่ถูกมองว่าเฝ้าปรารถนาถึงการแต่งงาน และการตกหลุกรัก หากพวกเธอยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน"

"เราคิดว่าผู้หญิงมักจิตนาการเรื่องการสร้างครอบครัวร่วมกับสามีและลูก ๆ แม้ว่าหลักฐานต่าง ๆ จะบ่งชี้ไปอีกทางก็ตาม"

แต่งงานน้อยลง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สหประชาชาติชี้ว่า ผู้หญิงทั่วโลกเลือกที่จะหันหลังให้การแต่งงาน และครองโสดกันมากขึ้น

ดร.เดอเปาโล อ้างอิงผลสำรวจเมื่อปี 2018 ที่จัดทำให้เว็บไซต์หาคู่ Match.com พบว่ามีผู้หญิงเพียง 20% ที่มองว่าการแต่งงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดในชีวิต

ผู้หญิงส่วนมาก วางการแต่งงานไว้เป็นตัวเลือกท้าย ๆ ในชีวิตของพวกเธอ รองจากการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว ความก้าวหน้าในอาชีพการงาน และความมั่นคงทางการเงิน

อันที่จริง การแต่งงานกำลังมีแนวโน้มลดลงทั่วโลกในหมู่สตรีวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) ข้อมูลจากสหประชาชาติ ระบุว่าในปี 1970 มีผู้หญิงที่ไม่แต่งงานหรือไม่มีคู่ 31%

ในปี 2010 ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มมาอยู่ที่ 36% และคาดว่าจะแตะ 40% ในปี 2030

ในระดับชาติ พบว่าอัตราดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นมาก ในสหรัฐฯ สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากร รายงานว่าในปี 2017 มีประชากรในสหรัฐฯ ที่ไม่แต่งงานกว่า 110 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 45% ของคนอเมริกันอายุ 18 ปีขึ้นไป

ตราบาป

แม้แนวโน้มที่คนหันมาครองโสดจะกำลังเพิ่มขึ้น แต่หากพิจารณาเป็นรายภูมิภาคอาจเห็นความต่างได้บ้าง เช่น สัดส่วนโดยเฉลี่ยของครัวเรือนที่มีสมาชิกคนเดียวในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปจะอยู่ที่กว่า 30% แต่ในแอฟริกากลับมีเพียง 3%

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "หลายคนยังคิดว่าการเป็นโสด เปรียบเหมือนสถานีก่อนที่จะไปถึงการมีคู่ครอง" รองศาสตราจารย์คิสเลฟ กล่าว

"การเป็นโสดยังเป็นตราบาปในหลายประเทศทั่วโลก แม้ในหมู่ประเทศพัฒนามากที่สุด" รองศาสตราจารย์คิสเลฟ กล่าว

เขาบอกว่า ในหลายประเทศมองว่าการไม่แต่งงานหรือไม่มีคู่ครองเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวทางสังคม และหลายคนยังมีทัศนคติแบบเหมารวมในเชิงลบต่อคนโสด

สู้กับอคติ

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ เชื่อว่า ตัวอย่างแบบ เอ็มมา วัตสัน มีความสำคัญในการลบล้างความมีอคติต่อการใช้ชีวิตโสด

"คำนิยามของเอ็มมา วัตสัน ไม่ใช่เรื่องใหม่มาก แต่ก็ช่วยตอกย้ำถึงความเป็นไปได้ของการเป็นโสดว่าเป็นสถานะที่ยอมรับได้"

"หลายคนยังคิดว่าการเป็นโสด เปรียบเหมือนสถานีก่อนที่จะไปถึงการมีคู่ครอง หรือเป็นสัญญาณว่าคุณได้ 'ตกรถไฟ' ไปเสียแล้ว"

รองศาสตราจารย์คิสเลฟ ชี้ว่า นักแสดงสาวชาวอังกฤษผู้นี้เปิดเผยสถานะอีกขั้นในชีวิตให้ผู้คนได้เห็น โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องเผชิญแรงกดดันให้แต่งงานมากกว่าผู้ชาย ว่า การเป็นโสดนั้นยังสามารถมีคุณสมบัติที่ดีอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วยกันได้ เช่น การมีอารมณ์ขัน ประสบความสำเร็จ และฉลาด

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "วันคนโสด" ของจีน กลับเป็นวันที่คู่รักจูงมือกันสละโสดมากที่สุดวันหนึ่ง

นักวิชาการหลายคนที่ศึกษาเรื่องความโสด ยังชี้ด้วยว่า จำนวนคนโสดที่เพิ่มขึ้นได้กลายเป็นปัญหาสำหรับผู้กำหนดแนวนโยบายของชาติ โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยและการศึกษา

การเป็นโสดมีความเกี่ยวโยงกับคนยุคสหัสวรรษ (millennials) หรือ คนเจนวาย (Gen-Y) และกลุ่มคนหนุ่มสาว

ยกตัวอย่างเช่นในจีน ซึ่งคนวัย 20-24 ปี คือคนกลุ่มใหญ่ที่สุดในหมู่ประชากรโสดของประเทศที่มีอยู่ราว 200 ล้านคน

จีนยังเป็นประเทศที่มี "วันคนโสด" (Singles Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เดือน 11 หรือ วันที่ 11 พ.ย. ของทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นโสด และได้กลายเป็นวันจับจ่ายซื้อของทางออนไลน์และตามร้านค้าที่คึกคักที่สุดในโลก

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม