สุขภาพ : 5 เรื่องเกี่ยวกับ “จุดซ่อนเร้น” ที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้

  • 11 พฤศจิกายน 2019
image of question mark in front of groin Image copyright Emma Russell

ในโลกโซเชียลมีเดียมีความเชื่อผิด ๆ มากมายเกี่ยวกับสุขภาพอวัยวะเพศหญิง และหนึ่งในสตรีผู้มีภารกิจสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ดร.เจน กันเทอร์ ผู้ทำงานเป็นสูตินรีแพทย์ในสหรัฐฯ และแคนาดามานาน 25 ปี เธอคือกระบอกเสียงเรื่องสุขภาพสตรี และบรรยายตัวเองว่าเป็น "สูตินรีแพทย์ประจำทวิตเตอร์"

เมื่อเร็ว ๆ นี้เธอเพิ่งจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับคำโฆษณาอวดอ้างที่ว่าการใส่ "ไข่หยก" (jade eggs) เข้าไปในช่องคลอดจะช่วยทำให้ "ฮอร์โมนสมดุล, ประจำเดือนมาปกติ และควบคุมการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ"

ดร.กันเทอร์แสดงข้อมูลที่พิสูจน์ว่าไข่หยกไม่ได้มาจากตำราแพทย์แผนโบราณจีน อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนว่าอุปกรณ์ชนิดนี้มีประโยชน์จริง

ในหนังสือเรื่อง Vagina Bible ของ ดร.กันเทอร์ ซึ่งเป็นหนังสือขายดีในหลายประเทศ เต็มไปด้วยข้อแนะนำที่มีประโยชน์ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้หญิง ช่วยให้พวกเธอสามารถดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือข้อมูลน่าสนใจบางส่วนจากหนังสือเล่มนี้ที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบ

Image copyright Kensington Publishing Corps
คำบรรยายภาพ ดร.เจน กันเทอร์ มีภารกิจสำคัญในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพทางเพศหญิง

1. เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้จักอวัยวะเพศของตัวเองตั้งแต่ภายนอก

ช่องคลอดคือส่วนที่อยู่ด้านในร่างกาย มันคือช่องกล้ามเนื้อซึ่งเชื่อมต่อกับมดลูกและโลกภายนอก โดยส่วนที่คุณมองเห็นจากด้านนอก ซึ่งสัมผัสกับเสื้อผ้าก็คือ "อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก" (vulva) ซึ่งรวมไปถึงผิวหนังที่ล้อมรอบแคมใหญ่, แคมเล็ก, ปุ่มคลิตอริส, ท่อปัสสาวะ และปากช่องคลอดที่นำไปสู่ช่องคลอด

ดร.กันเทอร์ ชี้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องทราบคำศัพท์เฉพาะที่ถูกต้อง และไม่ใช้ภาษาสละสลวย

"เมื่อคุณไม่สามารถพูดคำว่า ช่องคลอด หรือ อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกได้ ก็อาจบ่งชี้ถึงทัศนคติที่มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสกปรกหรือน่าอับอาย" ดร.กันเทอร์กล่าว

เธอชี้ว่า คำว่า pudenda ซึ่งเป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้เรียกอวัยวะเพศส่วนภายนอกนั้น มาจากคำภาษาละติน pudet ซึ่งแปลว่า "มันน่าอาย"

ดร.กันเทอร์บอกว่าการใช้คำลักษณะนี้ไม่เพียงจะเป็นการทำร้ายผู้หญิงทางด้านอารมณ์ แต่ยังส่งผลกระทบในเชิงการแพทย์ด้วย เพราะคนไข้อาจอายจนไม่อาจจะอธิบายอาการที่เกิดขึ้นและรับการรักษาที่ถูกต้องได้

2. ช่องคลอดทำความสะอาดตัวเอง

ดร.กันเทอร์เห็นว่าผู้หญิงมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าพวกเธอจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ดับกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่ช่องคลอด

จากการสำรวจในทวีปอเมริกาเหนือเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิงราว 57% ใช้วิธีสวนล้างช่องคลอด โดยหลายคนบอกว่าพวกเธอทำเช่นนั้นเพราะคู่นอนร้องขอ

แต่ ดร.กันเทอร์ชี้ว่า ไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์อะไรสวนล้างทำความสะอาดช่องคลอด

"มันทำความสะอาดตัวเอง" เธอบอก

ดร.กันเทอร์ ยังเตือนเป็นพิเศษถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอม

"นี่มันช่องคลอด ไม่ใช่ pina colada (ค็อกเทลชื่อดังของเปอร์โตริโก้ที่มีกลิ่นหอมหวานของมะพร้าวและสับปะรด)" เธอกล่าว พร้อมชี้ว่า "ผลิตภัณฑ์ล้างอวัยวะเพศที่มีส่วนผสมของน้ำหอมนั้นเปรียบได้กับบุหรี่สำหรับช่องคลอดของคุณ"

แม้แต่น้ำเปล่าก็อาจไปรบกวนระบบนิเวศที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนในช่องคลอดได้ ซึ่งจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ การอบไอน้ำจุดซ่อนเร้นก็เป็นอีกกระแสนิยมที่กำลังมาแรง ซึ่งไม่เพียงจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ยังอาจทำให้เกิดอาการพุพองได้

ส่วนอวัยวะเพศด้านนอกนั้น ควรล้างทำความสะอาดเมื่อจำเป็น ด้วยน้ำหรือสบู่ที่อ่อนโยน

สบู่อาจทำลายความเป็นกรดอ่อน ๆ (acid mantle) ซึ่งทำงานเป็นเกราะคุ้มกันผิวหนังตามธรรมชาติ โดยหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงหมดประจำเดือน ก็จะทำให้เกิดความแห้งและระคายเคืองได้ ดังนั้นจึงสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอกเพื่อสร้างความชุ่มชื้นได้

เซลล์ที่ช่องคลอดจะมีการผลัดเซลล์ทุก 96 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ดังนั้นมันจึงมีการซ่อมแซมได้เร็วกว่า

3. ช่องคลอดของคุณเปรียบเสมือนสวนนานาพรรณ

Image copyright Emma Russell

ในช่องคลอดเป็นแหล่งอาศัยของกองทัพ "แบคทีเรียดี" ซึ่งช่วยให้ช่องคลอดมีสุขภาพดีอยู่เสมอ

"จุลินทรีย์ในช่องคลอดเปรียบเสมือนสวนที่มีแบคทีเรียนานาชนิด ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อรักษาระบบนิเวศในช่องคลอดให้สุขภาพดี"

แบคทีเรียดีจะผลิตสารที่สร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นกรดอ่อน ๆ ซึ่งช่วยควบคุม "แบคทีเรียไม่ดี" และสร้างมูกที่ช่วยในการหล่อลื่นในช่องคลอด

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการใช้ทิชชู่ฆ่าเชื้อเช็ดในช่องคลอดจึงไม่ใช่เรื่องดี เพราะสิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด

นอกจากนี้ ดร.กันเทอร์ยังไม่แนะนำให้ใช้ไดร์เป่าผมเพื่อเป่าอวัยวะเพศภายนอกให้แห้งสนิท เพราะผิวหนังบริเวณนั้นควรมีสภาพที่ชุ่มชื้น

4. ขนที่อวัยวะเพศมีประโยชน์

Image copyright Emma Russell

ดร.กันเทอร์พบว่าปัจจุบันผู้หญิงนิยมกำจัดขนที่อวัยวะเพศแบบโล้นเตียนกันมากขึ้น แต่ก็อาจมีความเสี่ยงตามมา

"เวลาที่คุณแว็กซ์ หรือโกนขน คุณกำลังทำให้เกิดความบาดเจ็บขนาดเล็กจิ๋วที่แทบมองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า" เธอกล่าว "เราพบเห็นบาดแผล รอยถลอก และการติดเชื้อจากการกำจัดขนที่อวัยวะเพศเช่นกัน"

เธอแนะนำว่า ช่างแว็กซ์ขนไม่ควรใช้ไม้จุ่มแว็กซ์ซ้ำสอง เพราะมันอาจแพร่เชื้อแบคทีเรียจากลูกค้าคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้

หากใช้วิธีโกน ก็ควรใช้ใบมีดโกนที่สะอาด เตรียมผิวให้เหมาะสม และโกนไปทางเดียวกับทิศที่ขนงอกออกมา เพื่อป้องกันการเกิดขนคุด ซึ่งจะก่อให้เกิดการติดเชื้อได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ดร.กันเทอร์ แนะให้ผู้หญิงตัดสินใจโดยได้รับข้อมูลรอบด้าน

"ขนที่อวัยวะเพศมีประโยชน์ มันคือปราการที่ช่วยปกป้องผิวหนัง" เธอกล่าว

"มันอาจมีประโยชน์ใช้งานทางเพศด้วย เพราะขนที่อวัยวะเพศแต่ละเส้นเชื่อมต่อกับปลายประสาท นี่จึงทำให้เจ็บมากเวลาที่ถอนมัน"

5. ความชราอาจส่งผลต่ออวัยวะเพศ

Image copyright Emma Russell
คำบรรยายภาพ ดร.กันเทอร์เชื่อว่า การให้ข้อมูลที่ถูกต้องเรื่องสุขภาพทางเพศจะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้หญิง และช่วยให้พวกเธอสามารถดูแลสุขภาพจุดซ่อนเร้นของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากมีประจำเดือนมาหลายสิบปี และอาจผ่านการมีลูกอีกหลายคน ในที่สุดรังไข่ก็จะหยุดผลิตไข่และประจำเดือนก็จะหมดลง สิ่งนี้ทำให้ระดับฮอร์โมนด้านการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงลดลงอย่างฮวบฮาบ และทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงมีระดับต่ำลง ซึ่งจะส่งผลต่อช่องคลอด และอวัยวะเพศภายนอก

เนื้อเยื่อบริเวณนี้ ซึ่งเคยมีมูกช่วยรักษาความชุ่มชื้น อาจเสื่อมลงและทำให้ช่องคลอดแห้ง ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ เพราะไม่มีตัวช่วยในการหล่อลื่น

นี่อาจฟังดูน่าเศร้า แต่ ดร.กันเทอร์บอกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถขอความช่วยเหลือจากแพทย์ได้ และหลายคนอาจใช้สารหล่อลื่นที่ขายตามร้านขายยาได้ผลดี

"ดิฉันคิดว่ามันสำคัญมากที่ผู้หญิงควรรู้เรื่องนี้...เพราะคุณไม่จำเป็นต้องทนทุกข์กับมัน"

มีความเชื่อผิด ๆ (จากงานวิจัยคุณภาพต่ำ) ว่าการมีเพศสัมพันธ์จะช่วยให้ร่างกายผู้หญิงทำงานได้ตามปกติ แต่ที่จริงมันจะยิ่งทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่เนื้อเยื่อช่องคลอด ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม