กราดยิงโคราช : เรื่องเล่าจากห้องฉุกเฉิน ภารกิจชีวิตของเจ้าหน้าที่นับร้อยที่ รพ.มหาราชฯ

  • 11 กุมภาพันธ์ 2020
ภายในห้องฉุกเฉิน Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา เป็นโรงพยาบาลหลักที่รับตัวผู้บาดเจ็บ ในเหตุโศกนาฏกรรมกราดยิงห้างเทอร์มินอล 21 โคราช ระหว่างวันที่ 8-9 ก.พ. 2563

ค่ำคืนของวันที่ 8 ก.พ. ระหว่างที่เหตุการณ์สะเทือนขวัญภายในห้างเทอร์มินอล 21 ยังไม่อาจคาดเดาปลายทางปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร อีกกว่า 200 ชีวิต ที่โรงพยาบาลกำลังทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างสุดความสามารถ

พวกเขา คือ ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ส่วนต่าง ๆ ในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา โรงพยาบาลหลักที่รับตัวผู้บาดเจ็บ ซึ่งในช่วงที่ผ่านเราไม่ได้ยินเรื่องราวของพวกเขามากนัก

"พวกผมรีบไปช่วยที่ ER (ห้องฉุกเฉิน) เดินผ่านจุดรอญาติหลัง ER เสียงร้องไห้ดังระงมไปหมด บางคนกรีดร้องลงไปนอนที่พื้น ผมยอมรับว่าตอนนั้นใจเสียมากแต่ต้องทำหน้าที่ต่อไป..." บางส่วนของบันทึกจากหนึ่งในทีมแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในคืนที่ยากลำบากของชาวโคราช

ที่หน้าโรงพยาบาลของค่ำวันจันทร์หลังเหตุร้ายคลี่คลาย ความถี่ของรถพยาบาลและรถกู้ภัยที่วิ่งผ่านน้อยลงกว่าคืนนั้น บีบีซีไทยได้ฟังเรื่องราวจาก หมออาร์ม หรือ นพ.ณัฐวุฒิ นิธิธนาบวร แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 2 ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา หนึ่งใน "หมอตัวเล็ก ๆ" ที่อยู่ในโรงพยาบาล

"ไม่ใช่แล้ว เป็นเหตุกราดยิง..."

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาฯ หมออาร์ม เข้าเวรวันหยุดตั้งแต่ 8 นาฬิกา โดยเป็นเวรแพทย์ประจำบ้าน (R2) แพทย์ประจำบ้าน คือ แพทย์ที่ศึกษาจบแล้วแต่มาเรียนต่อเฉพาะทาง สำหรับหมออาร์ม หลังเรียนจบได้เป็นแพทย์ใช้ทุนอยู่ 1 ปี และตอนนี้ก็ศึกษาต่อเฉพาะทางในชั้นปีที่สอง

วันนั้นเขาอยู่ในทีมผ่าตัดทั่วไป โดยมีทีม Trauma (ทรอมา) หรือทีมผ่าตัดเคสอุบัติเหตุแยกเป็นอีกทีมหนึ่ง หน้าที่เวรของเขาจะไปสิ้นสุดที่ 8 นาฬิกาของอีกวัน

ห้าโมงเย็นหมออาร์มมีกำหนดต้องเข้าผ่าตัดคนไข้ แต่พอราวสี่โมงครึ่ง เมื่อแพทย์วิสัญญีเริ่มดมยาคนไข้ที่เขากำลังจะผ่าตัด กลุ่มไลน์ทีมแพทย์ผ่าตัดอุบัติเหตุ ได้รับแจ้งว่า มีเหตุยิงกัน มีเสียชีวิต และสาหัส 2-3 ราย กำลังนำส่ง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ทีมเจ้าหน้าทีกู้ภัยหลายทีมในโคราช คือ กำลังสำคัญในการลำเลียงผู้บาดเจ็บรวมทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ในห้าง

"ทรอมา (Trauma) ให้เตรียมพร้อม เราก็คิดว่าทรอมาเอาอยู่ เพราะปกติก็มีเหตุอย่างนี้ในเมืองโคราชบ่อย ๆ ถึงแม้ว่าจะสาหัสเข้ามาพร้อมกัน 2-3 ราย ทรอมา ทีมก็เอาอยู่... พอผ่านมาสักครึ่งชั่วโมง ทรอมาทีมก็แจ้งว่า ไม่ใช่แล้ว เป็นเหตุกราดยิง..."

ทุกคนในทีมหมอรับรู้ข่าวจากสื่อพร้อม ๆ กับคนทั่วไป จากรูป คลิป ต่าง ๆ พวกเขาเริ่มตระหนักได้ว่าเหตุนี้ไม่ธรรมดาแล้ว หมออาร์มต้องผ่าตัดคนไข้รายนั้นต่อ ห้วงขณะนั้นหัวหน้าแพทย์ประจำบ้านตัดสินใจทันทีที่จะส่งแพทย์ไปช่วยทีมผ่าตัดอุบัติเหตุ

เมื่อข่าวสารเริ่มกระจายออกไป ครอบครัวติดต่อมาตั้งแต่ข่าวออกแรก ๆ หมออาร์มรับโทรศัพท์แม่จากกรุงเทพฯ และตอบสั้น ๆ ว่า "อยู่ในเคส (ผ่าตัด) เดี๋ยวทำงานต่อไม่ต้องห่วง"

ระดมทีมอย่างรวดเร็ว

ระหว่างนั้นผู้บริหารโรงพยาบาลประสาน "ทรอมาทีม" ว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร มีแนวโน้มต้องผ่าตัดเยอะหรือไม่ หลังจากนั้นชั่วอึดใจ โรงพยาบาลก็ประกาศแผนเผชิญอุบัติภัยหมู่ ( multiple casualties ) ทันที

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายในโรงพยาบาลระดมกำลังกันกว่า 200 คน ในคืนนั้น

แผนเผชิญอุบัติภัยหมู่จะถูกประกาศใช้เมื่อเกิดภัยหรือเหตุการณ์ที่มีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แต่ยังอยู่ในการรับมือได้ของโรงพยาบาล ทุกแผนกถูกระดมกำลังเข้ามาตามแผน มีการแต่งตั้งแพทย์ผู้บัญชาการเหตุ ซึ่งเป็นอาจารย์หมอประจำห้องฉุกเฉิน ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าใหญ่สุด

"พอประกาศแผนแล้ว ก็ดำเนินการตามที่เคยซักซ้อมกันมา... มีการระดมทีมอย่างรวดเร็ว เกิดเหตุไม่นานทีมพร้อม ห้องผ่าตัดพร้อมก่อนที่เคสแรกจะมาถึง" หมออาร์มเล่า

ทุกแผนกในโรงพยาบาลเตรียมพร้อม ทั้งทีมดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ทีมเยียวยา ทีมห้องผ่าตัด ทีมบนวอร์ด ไอซียู ทีมคัดกรอง รวมทั้งห้องผ่าตัด 4 ห้องที่จะรับไม้ต่อจากห้องฉุกเฉิน ทุกคนเข้าพร้อมประจำหน้าที่ ในส่วนของทีมพยาบาลในห้องผ่าตัดถูกเสริมเข้ามาเป็น 20 คน และสแตนบายอีก 8 คน

เฉพาะแพทย์ทีมผ่าตัด ช่วงเวลาตั้งแต่คืนวันที่ 8 จนถึงวันที่ 9 ใช้กำลังแพทย์ 15-20 คน เมื่อรวมทีมแพทย์จากทุกส่วน เช่น แพทย์ในห้องฉุกเฉิน ตามแผนเผชิญเหตุนี้ มีหมอในคืนนั้นกว่า 50 ชีวิต

Image copyright EPA

นอกจากการเตรียมพร้อมหน้างาน อีกด้านหนึ่งที่เป็นความกังวลของโรงพยาบาล คือ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าผู้ก่อเหตุที่เคลื่อนที่ไปจุดใดอีก

"ทุกคนกังวลเข้ามาใกล้โรงพยาบาลหรือเปล่า เพราะประตูหลังมีซอยออกไปหน้าเทอร์มินอลประมาณหนึ่งกิโล" ความกังวลส่วนนี้ทำให้มีการสั่งการกำชับกำลัง รปภ. บริเวณประตูทางเข้าทุกด้าน

เชื่อมั่นในทีม

สภาพจิตใจของคนติดตามข่าวคืนนั้นเชื่อว่าหดหู่กับข่าวที่ออกมาเป็นระยะ ๆ เราถามว่าในใจเขาตอนผ่าตัดคนเจ็บรายแรกเขาคิดอะไร นายแพทย์หนุ่มลังเลอยู่ชั่วอึดใจในการไตร่ตรองคำตอบก่อนบอกว่า

"ในมุมมองของหมอ ความยากง่ายในห้องผ่าตัดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หมอผ่าตัดไม่ได้ทำงานคนเดียว เราทำงานเป็นทีม ผมเป็นตัวเล็ก ๆ ในทีม"

เขาว่า ผู้บาดเจ็บแต่ละคนคืนนั้นใช้หมอหลายคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้านเข้ารับมือกับคนเจ็บ แต่ละทีมมีอาจารย์หมอช่วยดูแล ปกติจะมีอาจารย์แค่คนเดียว แต่พอประกาศแผน อาจารย์ท่านอื่นที่อยู่ในโรงพยาบาลก็รีบมาช่วย รวมทั้งแพทย์ประจำบ้านปีสูงที่กำลังจะจบ ออกมาช่วยกันหลายคน

นอกจากนี้ยังมีน้องนักศึกษาแพทย์ปีสุดท้ายที่แม้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่ได้อาสาเข้ามาช่วยหน้างานด้วย

"ผมไปถึงห้องฉุกเฉิน เห็นอาจารย์เห็นพี่มา เราก็อุ่นใจว่าเคสยากขนาดไหน เราเชื่อมั่นในตัวอาจารย์ ในตัวทีมว่าทำได้แน่นอน"

หัวใจด่านแรก และบาดแผลจากอาวุธหนัก

ส่วนตัวเขามองว่า ความยากที่สุด คือ ในห้องฉุกเฉิน ที่ต้องประเมินคนไข้ คนบาดเจ็บคืนนั้นเข้ามาพร้อมกัน หลาย ๆ คน เป็นความยากที่ต้องแข่งกับเวลา

"ทีมพยาบาลทำงานรวดเร็วมาก มีสติ ไม่มีใครตื่นตกใจเลย ผมว่าทุกคนตกใจ เครียดเสียขวัญ แต่ว่าทุกคนเก็บไว้ ช่วยกันเต็มที่"

หัวใจสำคัญ คือผู้สั่งการเหตุ เขาได้มอบคำชื่นชมให้ "อาจารย์มด" แพทย์หญิงอาจารย์หมอฉุกเฉินที่ "เด็ดขาด" นั่นทำให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบ

"ในห้องผ่าตัดใช้คนเยอะแล้ว ในห้องฉุกเฉินยิ่งใช้คนมาก คนไข้เข้ามาคนหนึ่ง ทีมพยาบาลต้อง เข้าไป (ดูแล) 3-4 คน แพทย์ผู้สั่งการเหตุจะแจกเคส อันนี้ขอคนนี้เป็นหัวหน้าทีม แล้วหมอจะมาดึงน้องไป ฟอร์มทีมเข้าไปจัดการคนไข้"

ความหนักอึ้งของช่วงเวลาอันยาวนานในเหตุการณ์นี้ คือ ผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงด้วยอาวุธหนัก

"ตามตำราตะวันตก บอกไว้แบบหนึ่ง พออันนี้เป็นอาวุธสงครามหลายอย่างมันไม่ตามตำรา มันต้องตัดสินใจกันหน้างานตามประสบการณ์ของอาจารย์ ผ่าตัดเข้าไปหลายเคสคือ อวัยวะข้างในเสียหายเยอะ วิถีกระสุนควงสว่านและแรง โดนหลายอวัยวะ"

"คนตรงหน้าเราสำคัญที่สุด"

เวลาแต่ละชั่วขณะในคืนนั้นถูกใช้สอยไปกับการช่วยผู้บาดเจ็บเบื้องหน้า ข่าวความเคลื่อนไหว เจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉิน ทีมแพทย์พยาบาล ได้ยินได้ฟังจากกู้ภัย และทีมหน้าด่านเป็นหลัก หมออาร์ม บอกข้อความสำคัญที่อาจารย์หมอทุกคนสั่งสอนมาตลอดว่า "คนตรงหน้าเราสำคัญที่สุด"

"คนไหนที่เหนื่อยที่ท้อ หรือมีเหตุอะไรก็ตาม ยังมีคนที่อยู่ตรงหน้าเรา เรามีหน้าที่ช่วยเขา ถ้าเราไม่ช่วยไม่ทำ ไม่มีใครทำแทนเราได้ แต่คนของเราที่อยู่ตรงโน้น ก็มีคนที่มีหน้าที่ช่วยเหลือ ทุกคนก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วแผนก็จะไปได้"

Image copyright EPA

เขาได้เล่าถึงอาจารย์หมอผ่าตัดสมองที่กำลังผ่าตัดคนไข้ ซึ่งภรรยาและลูก กำลังติดอยู่ที่ชั้น G ภายในห้างเทอร์มินอล 21 ความกังวลจะปรากฏออกมาให้เห็น ระหว่างผ่าตัดก็ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตลอด ในที่สุดก็ช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย ตอนเวลาประมาณ 5 ทุ่ม

"ตอนแรกผมคิดว่าอาจารย์ไม่น่าจะไหวแล้ว แต่พอตีสอง อาจารย์หมอท่านนั้นก็กลับมา ผมก็ถามว่าอาจารย์เป็นไง ไม่กลับไปดูลูกเหรอ แกบอกว่าไปดูมาแล้ว ส่งลูกเข้านอนแล้ว มีเคสค้างอยู่ที่จะต้องผ่าตัดต่อ"

เมื่อคนเจ็บที่ส่งเข้ามา คือใบหน้าของคนรู้จัก

หมอหนุ่มเล่าว่า กว่า 9 นาฬิกา สัญญาณแจ้งเตือนกลุ่มแพทย์ผ่าตัดอุบัติเหตุโรงพยาบาลเตือนถี่ขึ้นอีกครั้ง อันเป็นเวลาที่เริ่มมีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทว่าในช่วงเวลาเช้านั้นเอง ที่ผู้บาดเจ็บรายหนึ่งที่ถูกส่งตัวเข้ามา คือ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ทีมแพทย์รู้จักคุ้นเคยดี

"เห็นแกตอนที่กำลังจะเข้าห้องผ่าตัด กระทบจิตใจผมพอสมควร เราไม่คิดว่าเป็นพี่เค้า" เขาหยุดที่ตรงนั้นและปล่อยให้สีหน้าและแววตาพูดกับเราต่อ

ไม่มีอะไรเสียใจ

ในฐานะหมอ เขาบอกว่า คนไข้ทุกคนสำคัญเท่ากันหมด ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุการณ์อะไร ฉุกเฉินไม่ฉุกเฉิน ไม่ว่าคนไข้จะใช้สิทธิ์อะไร แต่กับเหตุการณ์นี้ ในฐานะคนธรรมดา เขายอมรับว่า "มีหลายอารมณ์ความรู้สึก" เสียใจและสลดใจ เพราะความสูญเสียเยอะ

หากย้อนเวลาได้กลับไปคืนนั้นได้ หมออาร์มบอกว่า ไม่มีอะไรที่จะเสียใจ ทีมทำเต็มที่ทั้งแรงกาย ใจ สติปัญญา ใช้ทุกทรัพยากรที่มี แต่ก็มีจุดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ในหลาย ๆ จุด ซึ่งคงต้องมาถอดบทเรียนกันต่อไป ตามปกติก็มีการทบทวนการทำงานแบบสหวิชาชีพอยู่แล้วเป็นประจำทุกสัปดาห์ใน Trauma conference และการประชุมกลุ่มย่อยอื่น ๆ

"เราไม่มีอะไรที่คิดว่าเราจะเสียใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมา หรือว่ามีอะไรที่เราไม่ได้ทำ" เขากล่าว

"ขอบคุณทุกฟันเฟือง ทุกหน้าที่ในโรงพยาบาล หมอ พยาบาล เภสัช ทีมเทคนิคการแพทย์ ห้องแล็บห้องเลือด เจ้าหน้าที่เวรเปล คนงานต่าง ๆ ในโรงพยาบาล ยามรักษาการณ์ มีส่วนช่วยหมด" หมออาร์มทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม