ไวรัสโคโรนา : ทำไมคนเรามือซุกซน เลิกจับใบหน้าไม่ได้แม้ในช่วงมีโรคระบาด

Girl, distracted, touching her face

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

การเอามือสกปรกไปจับใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก ล้วนเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ได้ง่าย

ในภาวะที่หน้ากากอนามัยขาดแคลนเช่นนี้ วิธีการป้องกันเชื้อไวรัสโรคทางเดินหายใจโควิด-19 ที่ดีที่สุด เห็นจะได้แก่การล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ ตลอดวัน และหลีกเลี่ยงการเอามือไปสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา หรือแคะจมูก ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย

แต่หลายคนอาจพบว่า การระวังตัวงดเว้นไม่เอามือไปจับใบหน้าของตนเองนั้นทำได้ยากมาก หากเผลอเมื่อไหร่เป็นต้องเอามือเท้าคาง เช็ดถู ขยี้ หรือเกานั่นนี่อยู่เสมอ จนดูเหมือนว่าเป็นนิสัยที่คงจะแก้ไม่หาย

ดร. เควิน แชปแมน นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการศูนย์เคนทักกีเพื่อการรักษาโรคที่เกิดจากความวิตกกังวล (KYCARDS) ของสหรัฐฯ บอกว่าการสัมผัสจับต้องใบหน้าบ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัวนั้น เป็นพฤติกรรมปกติในขั้นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งสัญญาณว่า เราเกิดการตระหนักรู้ในตนเอง (Self-awareness) ซึ่งมาจากภาวะที่เราต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือถูกจับจ้องจากคนรอบข้าง

"คนเราจะเฝ้าดูสัญญาณต่าง ๆ ที่แสดงออกบนใบหน้าของผู้อื่นเสมอ และยังอ่อนไหวต่อสัญญาณเหล่านั้นมากเป็นพิเศษด้วย ดังนั้นพฤติกรรมชอบจับใบหน้าจึงเกี่ยวข้องกับแนวโน้มที่คนเราจะให้ความสนใจต่อรูปลักษณ์ และการแสดงอารมณ์บนใบหน้า เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมนั่นเอง" ดร. แชปแมนกล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

หากทำให้มือไม่ว่างโดยกอดอกหรือกำลูกบอลเพื่อการผ่อนคลายไว้ จะช่วยไม่ให้เราเผลอเอามือไปจับใบหน้าได้

มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Brain Research เมื่อปี 2014 ชี้ว่าพฤติกรรมชอบจับต้องใบหน้าของตนเอง ช่วยลดและควบคุมความเครียด ทั้งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความทรงจำในสมองอีกด้วย

เหตุที่พฤติกรรมชอบจับใบหน้าได้กลายเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างตัวตนของตนเองและผู้อื่น ทำให้มนุษย์เริ่มมีพฤติกรรมนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย และทำซ้ำเรื่อยมาจนกลายเป็นนิสัยที่เลิกไม่ได้ แม้ต้องตกอยู่ในภาวะที่เสี่ยงติดโรคระบาดก็ตาม

"ในทางจิตวิทยาแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะเชื่อมโยงเรื่องของภัยคุกคามจากโรคต่าง ๆ เข้ากับพฤติกรรมการจับต้องใบหน้าได้ ทำให้ขาดการระมัดระวังตัวในชีวิตประจำวัน" ดร. แชปแมนกล่าว

"แต่การเฝ้าย้ำเตือนตนเองซ้ำ ๆ หรือกดข่มจิตใจไม่ให้ทำตามความเคยชิน น่าจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะมีเพียงคนที่ป่วยด้วยโรคย้ำคิดย้ำทำเท่านั้น ที่จะสามารถนึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาได้"

"เราอาจใช้วิธีการที่ยืดหยุ่นกว่านั้นและทำให้เครียดน้อยกว่า เช่นบันทึกข้อความในโทรศัพท์มือถือให้แจ้งเตือนเป็นระยะในแต่ละวัน ก็จะช่วยให้เราลดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ลงได้บ้าง"

นักพฤติกรรมบำบัดบางคนแนะนำให้ลองพยายามทำ "มือไม่ว่าง" ระหว่างช่วงที่จะเกิดอาการเผลอไผลได้ง่าย เช่นอาจใช้ท่านั่งหรือยืนกอดอก กำสิ่งของที่เหมาะมือเช่นลูกบอลเพื่อการผ่อนคลายเอาไว้ เพียงเท่านี้ก็จะลดการเอาเอามือไปสัมผัสจับต้องใบหน้าโดยไม่ตั้งใจได้แล้ว