แผ่นหลังอันล้ำค่า

  • 2 กุมภาพันธ์ 2017
รอยสักบนแผ่นหลัง Image copyright WIM DELVOYE

ทิม สไตเนอร์ มีแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยรอยสักฝีมือการออกแบบของนักสักชื่อดัง บัดนี้แผ่นหลังที่ไม่เปลือยเปล่าถูกขายให้กับนักสะสมชาวเยอรมันไปแล้ว

นั่นหมายความว่า เมื่อสไตเนอร์ เสียชีวิต เขาจะถูกถลกหนัง มาใส่กรอบเพื่อแขวนโชว์! แต่ตอนนี้ หน้าที่ของเขาคือการไปนั่งถอดเสื้อแสดงศิลปะบนแผ่นหลังตามแกลอรี่ทั่วโลก

"สิ่งที่อยู่บนหลังของผมคือผลงานศิลปะ ตัวผมเองเป็นแค่คนที่นำมันไปไหนๆ ด้วย"

ทิม สไตเนอร์ อดีตผู้จัดการร้านรับสักลายในนครซูริค เล่าว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว แฟนเก่าของเขาได้พบกับศิลปินชาวเบลเยียมชื่อ วิม เดลโวยี ซึ่งมีชื่อเสียงจากผลงานสักลายบนตัวหมู ซึ่งเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างมาก ตอนนั้นเดลโวยี กำลังมองหาใครสักคน ที่จะรับหน้าที่เป็นผ้าใบมนุษย์เพื่อวาดรูป ซึ่งพอแฟนเก่าของทิมมาบอกข่าวนี้ เขาก็ตอบตกลงทันที

Image copyright YANG ZHEN
คำบรรยายภาพ รอยสักบนตัวหมูฝีมือวิม เดลโวยี เรียกเสียงวิจารณ์หนาหู

2 ปีหลังจากนั้น ทิมซึ่งนอนให้ช่างใช้เวลา 40 ชั่วโมงสักลาย ก็มีภาพศิลปะอยู่บนแผ่นหลังอย่างสมบูรณ์ โดยเป็นภาพพระแม่มารี ที่มีรูปกะโหลกศีรษะแบบเม็กซิกันอยู่ด้านบน มีรัศมีสีเหลืองแผ่ออกโดยรอบ ส่วนด้านข้างมีรูปนกบิน และด้านล่างเป็นภาพดอกกุหลาบสีน้ำเงิน กับใบไม้สีแดง รวมถึงภาพปลาคาร์ฟแบบจีนที่มีเด็กขี่อยู่บนหลังกำลังว่ายผ่านดอกบัว

ศิลปินเจ้าของผลงานยังสักลายเซ็นต์อยู่ที่มุมขวา ซึ่งสไตเนอร์กล่าวว่า "ผมมองว่านี่เป็นศิลปะชั้นยอด แต่ศิลปินนักสักลาย มักจะไม่ได้รับการยอมรับในโลกของศิลปะร่วมสมัย"

ภาพรอยสักบนหลังนี้ มีชื่อว่า 'ทิม' และถูกขายให้กับ ริค ไรน์คิง นักสะสมศิลปะชาวเยอรมันไปแล้วเมื่อปี พ.ศ.2551 ในราคา 130,000 ปอนด์ ( ประมาณ 5.8 ล้านบาท) โดยสไตเนอร์ ได้รับส่วนแบ่ง 1 ใน 3 นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายยังระบุว่า หลังจากที่ สไตเนอร์ เสียชีวิต ผิวหนังบริเวณแผ่นหลังของเขาจะถูกตัดออกมาใส่กรอบแบบถาวร เพื่อนำไปแขวนโชว์ในคอลเล็กชั่นศิลปะของไรน์คิง ต่อไป

Image copyright WIM DELVOYE
คำบรรยายภาพ ทิม สไตเนอร์ นอนให้ศิลปินสักลายนาน 40 ชั่วโมง แลกกับรายได้เกือบ 2 ล้านบาท แต่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของแผ่นหลังตัวเองเสียแล้ว

สไตเนอร์ กล่าวถึงการเก็บผิวหนังที่มีรอยสักหลังจากเสียชีวิตว่า "บางคนก็มองว่าน่าสยดสยอง" แต่เขาอธิบายว่า "นี่เป็นแนวคิดเก่าแก่ เช่นในประวัติศาสตร์การสักลายแบบญี่ปุ่น ก็เคยมีคนตัดผิวหนังที่มีรอยสักออกไปใส่กรอบกันหลายรายแล้ว ซึ่งก็ดูดีด้วย"

อย่างไรก็ตาม แง่มุมนี้ของผลงาน คือจุดที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก โดยบางคนก็มองว่าน่าสนใจ หรือไม่ก็บอกว่าเป็นการทำเกินไป และยังมีคนที่ไม่พอใจถึงขนาดบอกว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พอๆ กับการค้าทาสและค้าประเวณีเลยทีเดียว

อีกส่วนของสัญญาซื้อขายนี้ ยังมีข้อที่ระบุว่า สไตเนอร์ จะต้องไปนั่งถอดเสื้อโชว์ลายสักบนหลังตามแกลอรี่ต่างๆ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อปี โดยโชว์ครั้งแรกของเขา จัดขึ้นที่นครซูริค เมื่อปีพ.ศ.2549 ทั้งที่ผลงานยังวาดไม่เสร็จ

Image copyright MONA
คำบรรยายภาพ ทิม สไตเนอร์ มีโอกาสได้ดูผลงานศิลปะของศิลปินชื่อดังก่อนแกลลอรี่เปิดบริการ จากนั้นต้องนั่งนิ่งเป็นผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งเช่นกัน

ส่วนการฉลองครบรอบ 10 ปีของผลงานนี้ จัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเป็นช่วงที่ สไตเนอร์ ไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเก่าและใหม่ หรือ Museum of Old and New Art (Mona) ที่เมืองโฮบาร์ท ในรัฐแทสเมเนีย ของออสเตรเลีย ซึ่งงานนี้เขาบอกว่าจัดยาวเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม เขาต้องนั่งถอดเสื้อเฉยๆ วันละ 5 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 6 วัน และงานแสดงนี้เพิ่งจะสิ้นสุดลงไป

"แค่ให้นั่งที่โต๊ะทำงาน ห้อยขา หลังตรง และจับหัวเข่าไว้นิ่งๆ 15 นาทีก็ยากแล้ว แต่นี่ผมนั่งนานถึง 1,500 ชั่วโมง นับว่าเป็นประสบการณ์ที่โหดที่สุดเท่าที่เคยมีมาในชีวิต" สไตเนอร์กล่าวด้วยว่า เวลาที่นั่งเฉยๆ "สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คือความคิดในสมอง บางครั้งเหมือนอยู่บนสวรรค์ บางครั้งเป็นนรก แต่ต้องตื่นตัวตลอด"

Image copyright WIM DELVOYE
คำบรรยายภาพ ผู้ชมศิลปะบนแผ่นหลังของทิมบางคนถ่มน้ำลายใส่

ปกติแล้ว เวลาที่สไตเนอร์ ไปแสดงผลงาน เขาจะอยู่เฉยๆ หลังเส้นกั้น ที่ห้ามผู้ชมเข้าใกล้ แต่เท่าที่ผ่านมาก็จะมีผู้ฝ่าฝืน เข้ามาจับ เป่าลมใส่ ตะโกนใส่ ผลัก และถ่มน้ำลายใส่ อย่างไรก็ตาม เขาดีใจมาก ที่งานครั้งล่าสุดที่ออสเตรเลีย ไม่มีใครเข้ามาแตะต้องเเลย สไตเนอร์ กล่าวด้วยว่า เขาไม่คิดว่าสิ่งที่ทำเป็นศิลปะการแสดง แต่เป็นเรื่องของผลงานฝีมือของวิม เดลโวยี ที่มีชื่อเสียง และภาพที่มีชีวิตนี้ ก็สามารถเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลาด้วย

เมื่อถามว่าชอบอะไรเกี่ยวกับการไปแสดงผลงานที่ Mona ที่สุด สไตเนอร์กล่าวว่า ชอบช่วงเวลาก่อนแกลอรี่เปิด เพราะเป็นโอกาสที่ได้ฟังเพลง เดินดูผลงานศิลปะอื่นๆ อย่างเป็นส่วนตัวที่สุด โดยหลังจากโชว์ที่ เดนมาร์ก และสวิตเซอร์แลนด์แล้ว ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ เขาก็จะกลับไปโชว์ที่ Mona ต่ออีก 6 เดือนด้วย "ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า หน้าที่ของผมคือการนั่งอยู่บนกล่อง และวันหนึ่ง 'ทิม' ก็จะได้มาแขวนโชว์ ดูสวยดี"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง