สหรัฐฯ สั่งปิดสถานกงสุลรัสเซียที่ซานฟรานซิสโก

สถาทูตรัสเซีย
คำบรรยายภาพ,

นับแต่สุดสัปดาห์นี้เป็นต้นไป รัสเซียจะมีสถานกงสุลเหลืออยู่เพียง 3 แห่งในสหรัฐฯ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีคำสั่งให้รัฐบาลรัสเซียปิดทำการสถานกงสุลประจำนครซานฟรานซิสโก รวมทั้งสำนักงานด้านการค้าของสถานกงสุลดังกล่าวอีก 2 แห่งในนครนิวยอร์กและกรุงวอชิงตัน เพื่อเป็นการตอบโต้ที่ก่อนหน้านี้ผู้นำรัสเซียสั่งลดจำนวนบุคลากรที่ทำงานใต้สังกัดคณะทูตสหรัฐฯ ลง 755 คน

สถานกงสุลรัสเซียประจำนครซานฟรานซิสโก รวมทั้งสำนักงานในสังกัดข้างต้น ต้องปิดทำการภายในวันพรุ่งนี้ (2 ส.ค.) โดยจะต้องปิดทั้งตัวอาคารที่ตั้งสถานกงสุลและอาคารที่พักซึ่งอยู่ติดกัน แต่ไม่มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่รัสเซียคนใดต้องเดินทางออกจากสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้หนึ่งเผยว่า จะไม่มีการยึดตัวอาคารและทรัพย์สินของสถานกงสุลรัสเซีย เพียงแต่ไม่อนุญาตให้เข้าใช้งานได้เท่านั้น

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า คำสั่งในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อเป็น "การกระทำตอบโต้ให้เท่าเทียมกัน" โดยนับจากนี้สหรัฐฯ และรัสเซียจะมีสถานกงสุลในประเทศของคู่กรณีเหลืออยู่ฝ่ายละ 3 แห่งเท่ากัน

แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุว่า รัสเซียทำให้ทั้ง 2 ประเทศเข้าสู่วังวนของความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามสหรัฐฯได้ชี้เป็นนัยว่าต้องการยุติความบาดหมางในครั้งนี้

"สหรัฐฯ หวังว่าเมื่อเราได้ขยับเข้าใกล้ความต้องการสถานะเท่าเทียมของรัสเซียมากขึ้น เราจะสามารถหลีกเลี่ยงการกระทำตอบโต้กันไปมาเช่นนี้ในอนาคต และมุ่งสู่การบรรลุถึงเป้าหมายที่ประธานาธิบดีของทั้ง 2 ฝ่ายเคยกล่าวไว้ ซึ่งก็คือการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือทวิภาคีในประเด็นที่สนใจร่วมกัน" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

คำบรรยายภาพ,

สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงมอสโกถูกสั่งลดจำนวนบุคลากรลงหลายร้อยคนเมื่อช่วงสิ้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา

ด้านนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าวกับนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ในการสนทนาทางโทรศัพท์ว่า รู้สึกเสียใจที่ความตึงเครียดขัดแย้งในความสัมพันธ์ทวิภาคียิ่งทวีความรุนแรงขึ้น แต่รัสเซียจะศึกษาคำสั่งดังกล่าวอย่างถี่ถ้วนและปฏิบัติตาม

เมื่อเดือนก่อน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ซึ่งต้องการผูกสัมพันธ์กับรัสเซียได้กล่าวเตือนว่า ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศกำลังอยู่ที่จุดต่ำสุดซึ่งเสี่ยงต่ออันตราย อย่างไรก็ตามผู้นำสหรัฐฯ จำต้องยอมลงนามในกฎหมายรับรองมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่สภาคองเกรสสนับสนุนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้นำรัสเซียไม่พอใจ และสั่งลดจำนวนบุคลากรที่ทำงานใต้สังกัดคณะทูตสหรัฐฯในรัสเซียลงจำนวนมาก เมื่อสิ้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา