คุณจะขึ้นแท็กซี่ลอยฟ้าไร้คนขับหรือไม่?

  • 1 กันยายน 2017
นครดูไบระบุว่าจะเริ่มการทดสอบโวโลคอปเตอร์ (Volocopter) นาน 5 ปี ภายในปีนี้ Image copyright RTA/VOLOCOPTER
คำบรรยายภาพ นครดูไบระบุว่าจะเริ่มการทดสอบโวโลคอปเตอร์ (Volocopter) นาน 5 ปี ภายในปีนี้

บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งกำลังแข่งกันพัฒนาแท็กซี่ลอยฟ้ารับส่งผู้โดยสารที่ใช้การได้จริงลำแรก ทั้งแบบที่มีคนขับและไร้คนขับ แต่อีกนานแค่ไหนแท็กซี่ลอยฟ้าอัจฉริยะนี้จึงจะขึ้นบินให้บริการในเมืองต่าง ๆ ได้ แล้วผู้คนจะไว้ใจลองใช้บริการหรือไม่?

นครดูไบกำลังผลักดันให้เป็นเมืองแรกที่นำโดรนแท็กซี่ขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยเมื่อเดือนมิถุนายน หน่วยงานการขนส่งและถนน หรือ อาร์ทีเอ ของนครดูไบ ได้ลงนามในข้อตกลงกับ โวโลคอปเตอร์ (Volocopter) บริษัทสตาร์ทอัพของเยอรมนี เพื่อทดสอบแท็กซี่ลอยฟ้าไร้คนขับในช่วงปลายปีนี้

ทางบริษัทได้รับเงินราว 25 ล้านยูโร หรือประมาณ 988 ล้านบาท จากนักลงทุนต่าง ๆ รวมถึงจากเดมเลอร์ (Daimler) บริษัทผลิตรถยนต์ของเยอรมนี เพื่อพัฒนายานบิน 18 ใบพัดสำหรับขนส่งผู้โดยสารได้ 2 คนพร้อมกัน

วิดีโอโฆษณาโครงการนี้อ้างว่า ยานบินดังกล่าวสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถอยู่บนท้องฟ้าได้นานสูงสุด 30 นาที ขณะที่การทำงานแยกกันอย่างเป็นอิสระของระบบแบตเตอร์รี 9 ตัว ทำให้มั่นใจได้ว่าปลอดภัย โวโลคอปเตอร์ ยืนยันว่า "คุณจะไม่ต้องใช้" ร่มชูชีพฉุกเฉินที่อยู่บนเครื่อง

นอกจากนี้อาร์ทีเอของดูไบ ยังได้ร่วมมือกับบริษัทอี้หาง (Ehang) ของจีน ทดสอบอี้หาง 184 (Ehang 184) "อากาศยานที่ทำงานโดยอัตโนมัติ" บรรทุกผู้โดยสารได้ 1 คน

Image copyright RTA/EHANG
คำบรรยายภาพ ผู้ผลิตระบุว่า โดรนอี้หาง 184 (Ehang 184) จะร่อนลงจอดเองอัตโนมัติ ถ้าระบบทำงานผิดปกติ

อย่างไรก็ดี ไม่เพียงแค่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ทั้งโลกกำลังแข่งขันพัฒนาแท็กซี่อากาศกันอย่างดุเดือด

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทอูเบอร์ (Uber) ยักษ์ใหญ่ด้านระบบบริการร่วมเดินทาง (Ride-sharing) ได้ดึงตัว นายมาร์ค มัวร์ หัวหน้านักเทคโนโลยีของนาซา (Nasa) ให้มาร่วมกันพัฒนาโครงการ โปรเจ็กต์เอเลเวต (Project Elevate) ซึ่งเป็น "การเรียกใช้บริการขนส่งทางอากาศในเมืองในอนาคต"

ขณะที่แอร์บัส (Airbus) บริษัทผลิตเครื่องบินของฝรั่งเศส ก็กำลังเดินหน้าผลิตวาฮานา (Vahana) แท็กซี่อากาศต้นแบบ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะนำขึ้นทดสอบในช่วงปลายปีนี้ ก่อนจะใช้งานจริงในปี 2020

บริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาโอกาสบนท้องฟ้า เพราะการจราจรบนพื้นดินติดขัดมากขึ้นเรื่อย ๆ อภิมหานครหลายแห่งของโลกกำลังขยายตัว จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า แท็กซี่อากาศคือสิ่งที่ผู้คนกำลังจินตนาการถึง

นอกจากอี้หางซึ่งรับผู้โดยสารได้ 1 คน โวโลคอปเตอร์ได้ 2 คนแล้ว ซิตี้แอร์บัส (City Airbus) ก็เป็นอีกแห่งที่กำลังพัฒนาแท็กซี่อากาศที่จะรองรับผู้โดยสารได้ 4-6 คน โดยทุกรายต้องการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อน เพราะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเสียงเบากว่า

นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีใบพัดแนวนอน ซึ่งช่วยให้นำอากาศยานขึ้นลงในแนวดิ่งได้ เหมาะสำหรับพื้นที่ในเมืองที่หนาแน่น ส่วนวัสดุที่ใช้ในการผลิต มีอาทิ คาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีน้ำหนักเบา

Image copyright EHANG
คำบรรยายภาพ อี้หางมีแผนจะใช้ปฏิบัติการคลิกเดียวผ่านแผงควบคุมอย่างง่าย

แต่อากาศยานเหล่านี้จะใช้งานจริงได้แค่ไหน และผู้คนจะรับภาระค่าใช้จ่ายได้หรือไม่?

นายมาร์ค มัวร์ แห่งอูเบอร์ กล่าวว่า ค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสาร 3-4 คน ที่เดินทางไปด้วยกันจะ "ค่อนข้างใกล้เคียงกับราคาการเรียกใช้ (รถ) อูเบอร์เอ็กซ์ (UberX) ในปัจจุบัน"

แต่คำถามคือว่ายานพาหนะที่ต้องใช้ทั้งพลังงานและมีน้ำหนักมากเช่นนี้ จะล่องลอยอยู่บนฟ้าได้นานแค่ไหนหากใช้แบตเตอร์รีเพียงแค่อย่างเดียว?

ปัจจุบันโดรนของบริษัทอี้หางบินได้นาน 23 นาที แต่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ เอฟเอเอ กำหนดเงื่อนไขว่า เครื่องบินต้องมีเชื้อเพลิงสำรองสำหรับการบินได้นาน 20 นาที ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่โดรนของอี้หางจะให้บริการเชิงพาณิชย์นานเพียง 3 นาทีบนท้องฟ้า

Image copyright A3/AIRBUS
คำบรรยายภาพ แนวคิดในการสร้างโดรนวาฮานา (Vahana) ของแอร์บัสคือ ใบพัดที่สามารถทำให้เครื่องบินบินได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

อย่างไรก็ดี การพัฒนาประสิทธิภาพของแบตเตอร์รีกำลังดีขึ้นตามลำดับ ถึงขั้นที่นายมัวร์ แห่งอูเบอร์มั่นใจว่า "กำลังเป็นไปตามแผนเพื่อให้ทันใช้งานในปี 2023" ซึ่งอูเบอร์จะมีแท็กซี่อากาศพร้อมให้บริการ 50 ลำแรก เขากล่าวด้วยว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกทำให้ความเร็วในการชาร์จและความจุแบตเตอร์รีเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางในเมือง

ด้านทิม โรบินสัน บรรณาธิการของนิตยสารแอโรสเปซ (Aerospace) ของสมาคมการบินอังกฤษ (Royal Aeronautical Society) กล่าวว่า ทางออกอีกทางหนึ่งอาจจะเป็นการใช้โดรนสองส่วน (two-part drone) ส่วนหนึ่งเอาไว้เก็บแบตเตอร์รี่เพื่อเปลี่ยนระหว่างเที่ยวบิน

เขาเองไม่เชื่อว่าจะเกิดอุบัติเหตุแบตเตอร์รีหมดกลางอากาศเพราะเมื่อแบตเตอร์รีใกล้หมดจนถึงขีดอันตราย โดรนจะร่อนลงจอดฉุกเฉินทันที นอกจากนี้ยังจะมีระบบสำรองฉุกเฉินอื่น ๆ เช่น ร่มชูชีพแบบทิ้งตัว ซึ่งจะทำงานโดยอัตโนมัติ หากอากาศยานเคลื่อนตัวลงต่ำด้วยความเร็วเกินกำหนด

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การจราจรที่ติดขัดอย่างมากเช่นในนครเซาเปาโลของบราซิล ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแท็กซี่ลอยฟ้าเป็นแนวคิดที่น่าดึงดูดใจ

อย่างไรก็ดี ยังมีความท้าทายที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การควบคุมการจราจรบนน่านฟ้า

นายมัวร์กล่าวว่า เมืองใหญ่ส่วนใหญ่มีการกำหนดเส้นทางบินสำหรับเฮลิคอปเตอร์ไว้แล้ว และแท็กซี่อากาศสามารถร่วมใช้เส้นทางบินนี้ได้ แต่การขอใช้เส้นทางบินดังกล่าวปัจจุบันยังควบคุมโดยมนุษย์

ปัจจุบันศูนย์วิจัยเอ็นทีเอ็กซ์ (NTX) ของนาซากำลังหาวิธีสื่อสารใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยี "รับรู้และหลบหลีก" (sense-and-avoid) ที่จะทำให้โดรนสื่อสารกับเครื่องบินโดยสารลำอื่นเพื่อหลบหลีกกันและกันได้

แต่สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคของการพัฒนาแท็กซี่อากาศมากที่สุดก็คือเรื่องของกฎเกณฑ์ ซึ่งปัจจุบันทั้งสำนักงานความปลอดภัยการบินยุโรป (European Aviation Safety Agency) และเอฟเอเอของสหรัฐฯ ไม่อนุญาตให้ทำการบินโดยปราศจากนักบิน

Image copyright DANIELFORTMANN.COM
คำบรรยายภาพ แนวคิดของแอร์บัส: นี่ใช่รถยนต์หรือไม่? หรือว่าเป็นเครื่องบิน? หรือว่าเป็นทั้งสองอย่าง?

นายมัวร์ จากอูเบอร์ เชื่อว่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติจะพัฒนาได้สำเร็จในปี 2023 อย่างไรก็ดี ช่วง 5-10 ปีแรก แท็กซี่อากาศจะยังต้องอาศัยนักบินควบคุมอยู่ ผู้ให้บริการเองก็จะต้องแสดงให้เห็นว่าแท็กซี่อากาศมีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ในขณะที่นครดูไบกำลังตั้งเป้าให้ 1 ใน 4 ของบริการขนส่งมวลชนจะต้องเป็นบริการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ภายในปี 2023 แต่มาร์ค มาร์ติน ที่ปรึกษาด้านการบินที่ทำงานในนครดูไบ เตือนว่าอาจเป็นก้าวย่างที่รวดเร็วเกินไป เพราะ "ถ้าเกิดตกขึ้นมา จะมีใครขึ้นโดรนอีกไหม?"