มุสลิมโรฮิงญา : เรื่องราวสะเทือนใจในเมียนมา

คนเดินที่ชายหาด Image copyright Reuters

ผู้คนหลายหมื่นคนหลีกหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ของเมียนมา หลายคนบอกเล่าเรื่องราวการเข่นฆ่า การข่มขืน และบางคนพูดถึงการสังหารหมู่

นอกชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ เรือไม้หาปลารูปร่างเหมือนพระจันทร์เสี้ยวเข้ามาใกล้ชายฝั่ง ลมแรงทำให้เรือเอียงจนเกรงว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้

ขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้ เห็นได้ว่ามีคนแน่นขนัดบนลำเรือ ผู้หญิงนั่งกันอยู่บนพื้น หลายคนอุ้มลูกอยู่ ส่วนผู้ชายเบียดกันอยู่ที่ขอบเรือ

นี่คือสภาพที่ชาวมุสลิมโรฮิงญาหนีออกมาจากรัฐยะไข่ของเมียนมาทางเรือต้องเผชิญ

คำบรรยายภาพ ผู้ลี้ภัยอย่างดิล บาฮาร์กำลังหวาดฝาและอ่อนแรง หลังเผชิญกับเรื่องราวที่น่าสยดสยอง

ชาวบังกลาเทศในพื้นที่รวมตัวกันที่ชายหาดและโบกมือเรียก "ทางนี้ ทางนี้" พวกเขาพูดขณะนำทางเรือไปบริเวณน้ำตื้น

ขณะที่เรือลำแรกมาถึงชายฝั่งใกล้กับเมืองชัมลาปูร์ ผู้ชายหลายคนก็กระโดดลงจากเรือ ส่วนผู้หญิงและเด็กได้รับการช่วยเหลือ

หลังจากมีชาวโรฮิงญาจำนวนมากจมน้ำขณะพยายามว่ายน้ำข้ามฝั่งแม่น้ำนาฟ ทำให้ทางการบังกลาเทศคุมเข้มไม่ให้ผู้อพยพลี้ภัยใช้เส้นทางดังกล่าว

พวกเขาเลยต้องเปลี่ยนเส้นทางโดยออกไปทางทะเลก่อนจะกลับเข้ามาใหม่ ทำให้ต้องใช้เวลานาน 6-8 ชั่วโมง จากเดิมที่ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

เมื่อมาถึงชายหาด หลายคนล้มตัวลง บ้างก็ดูเหม่อลอย พวกเขาอยู่ในสภาพขาดน้ำอย่างเห็นได้ชัด และบางคนก็อาเจียน

มีคนอยู่ส่วนน้อยรวมถึงผู้ชายด้วย ที่เริ่มร้องไห้โฮออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ร้องจนตัวสั่น พวกเขาดูเหมือนว่าไม่เชื่อว่าจะยังมีชีวิตอยู่รอด คนในพื้นที่หลายคนยื่นโทรศัพท์ให้พวกเขาใช้โทรบอกคนอันเป็นที่รักว่าได้เดินทางมาถึงแล้ว

หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดดำ กำลังมองออกไปทางทะเลอย่างกังวลใจ และยกมือขึ้นป้องตา

โรฮิมา คาทุน กำลังรอน้องชายของเธอ หมู่บ้านในเมืองมองดอว์ของพวกเขาถูกโจมตีเมื่อกว่า 10 วันก่อน เพราะรีบหนีเอาชีวิตรอด พวกเขาเลยพลัดพรากกัน เธอข้ามเข้ามาในบังกลาเทศได้ก่อน และมาที่ชายหาดแห่งนี้ทุกวัน หวังว่าจะเจอนาบี ฮาซัน น้องชายในกลุ่มคนที่เดินทางมาถึงหลายร้อยคน

ขณะที่เรือลำที่ 4 แล่นเข้าใกล้ชายฝั่ง เธอก็กรีดร้อง และลุกขึ้นวิ่ง

ส่วนชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินกระเผลกลุยน้ำขึ้นมาที่ชายหาด แล้วทั้งสองคนก็โผเข้ากอดกันและร้องไห้โฮ

คำบรรยายภาพ นาบี ฮาซัน และโรฮิมา คาทุน พี่สาว ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันขณะที่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

"พระองค์อัลเลาะห์ พระองค์อัลเลาะห์" เธอพึมพำไม่หยุด

"ผมไม่คิดว่าจะได้เจอพี่" นาบี ฮาซัน พูดและเช็ดน้ำตาให้เธอ

"หมู่บ้านของเราถูกทหารโจมตี แล้วก็พวกชาวมอกส์ (Mogs) ด้วย" พวกเขาหมายถึงกลุ่มคนที่นับถือศาสนาพุทธที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่

"ครอบครัวเรามีกัน 10 คน เราเป็นเพียง 2 คนที่รอดชีวิต" สองพี่น้องเล่า

ขณะที่เดินสำรวจไปรอบ ๆ ก็พบว่า คนอื่นก็มีเรื่องราวไม่ต่างกันนัก

ดิล บาฮาร์ ผู้หญิงในวัยกว่า 60 ปีกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่วนซาคีร์ มามุน ชายที่ดูอ่อนแรงและมีเคราบาง ๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็คือสามีของเธอ

เด็กวัยรุ่นชายคนหนึ่งก็อยู่กับพวกเขา แขนของเด็กหนุ่มถูกหุ้มด้วยเฝือกที่ทำขึ้นเอง

คำบรรยายภาพ ผู้ที่เดินทางมาถึงบางคนมีรอยแผลเป็นที่พวกเขาบอกว่าเป็นรอยกระสุน

ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด

"เขาคือหลานชายฉัน มาห์บับ" ดิล บาฮาร์เล่า "เขาถูกยิงที่แขน"

"มันเป็นการสังหารหมู่" ซาคีร์ มามุน พูดเบา ๆ ขณะที่มองมาที่เรา

หมู่บ้านของพวกเขาอยู่ในเมืองบูทิดอง ห่างจากพรมแดนบังกลาเทศราว 50 กิโลเมตร

การโจมตีเกิดขึ้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

"พวกเขาไล่ล่าเรา" ซาคีร์เล่า "ทหารใช้เครื่องขยายเสียงสั่งให้คนเข้าไปอยู่ในบ้าน" จากนั้นทหารและกลุ่มม็อบก็ปาระเบิดใส่และจุดไฟเผาบ้านพวกเรา"

พวกเขาเล่าว่า เมื่อชาวบ้านพยายามจะหนีออกมา ก็ถูกกราดยิงใส่

"ผู้คนพากันล้มลง เพราะถูกยิง" ซาคีร์เล่า "เราวิ่งไปหลบบนภูเขา"

คำบรรยายภาพ ซาคีร์ มามุน เล่าว่า ทหารเมียนมาโจมตีหมู่บ้านของพวกเขา

แต่ลูกชายของเขา ซึ่งก็คือพ่อของมาห์บับ ถูกฆ่า

"เราได้ยินเสียงปืนทั้งคืน มีเสียง 'จรวด' ด้วย" ซาคีร์เล่า

เช้าวันต่อมา พวกเขาเห็นหมู่บ้านตัวเองเหลือแต่ซาก มีควันลอยขึ้นมาจากซากบ้านที่ยังคุกรุ่นอยู่

"ทุกอย่างพังราบ" เขาบอก

ครอบครัวของเขาได้เก็บจานชามช้อนที่ยังดีอยู่ ข้าวสารบ้างนิดหน่อย แล้วก็เดินทางจากมา

พวกเขาเดินป่าเป็นเวลา 12 วัน ข้ามภูเขา 2 ลูก และผ่านป่าหลายแห่ง

"เสบียงของเราหมดลงในวันที่ 8" ซาคีร์กล่าว "เราไม่มีอะไรกิน ต้องกินใบไม้และดื่มน้ำฝนประทังชีวิต"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ส่องวิกฤตโรฮิงญาจากท้องที่เกิดเหตุ

ไม่มีหน่วยงานอิสระใดที่จะพิสูจน์สิ่งที่พวกเขาเล่าได้ เพราะการเข้าถึงรัฐยะไข่เป็นไปอย่างลำบากและถูกจำกัด

กองทัพเมียนมาปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด และบอกว่าตั้งใจจัดการกับกลุ่มติดอาวุธโรฮิงญาที่โจมตีด่านตำรวจเท่านั้น

ชาวโรฮิงญาที่เดินทางมาถึงบังกลาเทศกลุ่มนี้ถูกนำตัวไปอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่งในเมืองบาลูคาลี มาห์บับถูกนำไปตัวไปที่คลินิกขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เขามีเฝือกใหม่และได้ทำความสะอาดบาดแผล

ค่ายผู้ลี้ภัยคือที่อยู่ชั่วคราวของพวกเขาในระหว่างที่ยังไม่รู้ชะตาหรืออนาคตตัวเอง เต็นท์เป็นเพียงพลาสติกธรรมดา ๆ ขึงอยู่บนไม้ไผ่ ส่วนน้ำดื่มน้ำใช้ในค่ายมาจากบ่อเก็บน้ำฝน

แต่การมีชีวิตอยู่รอดและปลอดภัยก็ทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง

"ผมมีความสุขที่อยู่ในบังกลาเทศ" ซาคีร์กล่าว "ที่นี่เป็นประเทศมุสลิม เรามีความปลอดภัยที่นี่"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เหตุรุนแรงรัฐยะไข่

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม