วิกฤตโรฮิงญา : ทำไมซู จี ยังไม่ขยับ?

  • 9 กันยายน 2017
ภาพโพสเตอร์ของนางอองซานซูจี Image copyright Getty Images

ออง ซาน ซู จี คือสัญลักษณ์แห่งความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เธอทั้งชาญฉลาด หลักแหลม เปี่ยมด้วยความรู้ และดูดี ไม่มีทางเสียเลยที่สื่อทั่วโลกจะมองบรรดานายพลผู้โหดเหี้ยมในเมียนมาด้วยทัศนะเดียวกัน

นักข่าวที่เคยแฝงตัวเข้าไปทำข่าวในเมียนมายังจดจำคืนวันอันยากลำบากที่ต้องคอยหลีกลี้บรรดาสายลับและตำรวจ กับการตกเป็นเป้าถูกรัฐบาลทหารจงเกลียดจงชัง

ท้าทายทรราชย์

ตอนที่ได้พบนางซู จี เป็นครั้งแรกหลังเธอได้รับการปล่อยตัวจากการถูกคุมขังอยู่แต่ในบ้านพัก เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1995 นางซู จี มีความสำคัญเป็นรองเพียงนายเนลสัน แมนเดลา บุคคลที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของโลกผู้ไม่ยอมลงให้กับระบบทรราชย์ เท่านั้น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของออง ซาน ซู จี ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ

นักข่าวต่างชาติที่เข้าไปในเมียนมายุคนั้น ล้วนผ่านสนามข่าวเหตุการณ์โศกนาฏกรรมอย่างในรวันดาและคาบสมุทรบอลข่านมาแล้ว หลังได้เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาอย่างโชกโชน ต่างรู้สึกฮึกเหิมเมื่อได้ยินได้ฟังคำพูดจากปากหญิงแกร่งอย่าง ซู จี

ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์อันซับซ้อน

กระบวนการสร้างสันติภาพของโลกในยุคนั้นถูกบดบังด้วยเงามืดอันเกิดจากการกระทำของบุคคลอย่างนายสโลโบดาน มิโลเชวิค อดีตประธานาธิบดีเซอร์เบีย นายฟรานโจ ทัดจ์มาน แห่งโครเอเชีย และกลุ่มหัวรุนแรงเชื้อสายฮูตูในรวันดา

ในตอนนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับเมียนมา ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ความยากจนข้นแค้นและการกุมอำนาจยาวนานหลายทศวรรษของรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นสิ่งที่สื่อแทบจะไม่ค่อยจะมีความรู้ พอ ๆ กับที่สื่อแทบจะไม่รู้จักตัวตนของนาง ซู จี เช่นกัน ไม่มีใครคิดว่าความดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อให้รัฐบาลทหารในตอนนั้น เป็นพลังสั่งสมในตัวของเธอไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของต่างชาติ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ออง ซาน ซู จี รายล้อมไปด้วยบรรดาผู้สนับสนุนครั้งที่เธอได้รับการปลอดตัวจากการกักตัวเป็นนักโทษการเมืองเมื่อปี 2002

พลังอันแข็งแกร่งอาจกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ มิตรสหายในแวดวงสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองที่เคยเห็นอกเห็นใจได้กลายมาเป็นผู้ที่ส่งเสียงติติงอย่างหนัก

ใครก็ตามที่เคยใกล้ชิด รู้ดีว่าเมื่อนางซู จี ปักใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว การจะไปเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ยากเย็นอย่างยิ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างหนึ่ง คือเมื่อครั้งที่นายวิเจย์ นัมเบียร์ ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติประจำเมียนมา เรียกร้องให้นางซู จี เดินทางไปรัฐยะไข่ เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นางซู จี บอกปัดอย่างสิ้นเชิง

ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

คนใกล้ชิดนางซู จี เองเคยเอ่ยปากว่า "ไม่มีทางที่นางซู จี จะทำตามคำขอของนายนัมเบียร์"

ไม่มีทางที่นางซู จี จะยอมรับว่าชาวมุสลิมโรฮิงญากำลังตกเป็นเป้าของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ไม่แม้กระทั่งตอนที่บ้านเรือนของชาวโรฮิงญานับหมื่นคนถูกเผาทำลาย ท่ามกลางรายงานเรื่องการสังหารและการกระทำรุนแรงทางเพศ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางซู จี ถูกตำหนิในเรื่องเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา สิ่งเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อ 5 ปีก่อนตอนที่ชาวโรฮิงญากว่า 1 แสนคนต้องละทิ้งบ้านเรือน

Image copyright GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ น.ส.มาลาลา ยูซาฟไซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเรียกร้องนางออง ซาน ซู จี มาออกมากล่าวปกป้องชาวโรฮิงญา

ดอว์ ซู อีกชื่ออันเป็นที่รู้จักของนางซู จี ไม่แม้กระทั่งไปเยือนพื้นที่หรือเอ่ยถ้อยคำปกป้องชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงรังแก

ในขณะที่รัฐบาลของเธอขยับไปจัดการกับกลุ่มพุทธสุดโต่งที่ก่อกระแสสร้างความเกลียดชัง แต่นางซู จี ยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงท่าทีอย่างที่มหาตมะ คานธี วีรบุรุษของเธอ และนายเยาวราห์ล เนรู เคยแสดงออกถึงแรงสนับสนุนที่มีต่อชาวมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในเหตุการณ์แยกประเทศอินเดีย

มหาตมะ คานธี ต้องอุทิศชีวิต ขณะที่แกนนำคนอื่น ๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งการเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นได้ แต่คนเหล่านั้นคือผู้ที่ปลุกสำนึกเพื่อนร่วมชาติและวางรากฐานค่านิยมที่อินเดียควรจะเป็น จากเหตุการณ์ครั้งนั้น

ภาพความทรงจำที่นายเนห์รู ฝ่าฝูงชนฮินดูเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงอันมีที่มาจากความขัดแย้งทางศาสนา เป็นหนึ่งในการกระทำอันหาญกล้าแห่งศตวรรษที่ 20

Image copyright GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ เยาวราห์ล เนรู (ซ้าย) และ มหาตมะ คานธี เคยแสดงออกถึงแรงสนับสนุนที่มีต่อชาวมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในเหตุการณ์แยกประเทศอินเดีย

ไม่มีใครหวังว่านางซู จี จะทำเช่นเดียวกัน แต่การไม่มีถ้อยคำใดออกจากปากนางซู จี เลยนั้น ทำให้ผู้ที่เคยเกื้อหนุนรู้สึกตะขิดตะขวงใจ

ความทุกข์ระทมที่ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญนั้นเป็นโศกนาฏกรรมในตัวของมันเองอยู่แล้ว แต่ภาพบ้านเรือนที่ถูกเผาในรัฐยะไข่สะท้อนให้การกระทำของกองทัพเมียนมาที่ไม่แยแสว่าโลกจะมองอย่างไร

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ออง ซาน ซู จี ควรถูกริบโนเบลสันติภาพหรือไม่?

สิ่งที่เกิดกับชาวโรฮิงญาในขณะนี้จะไม่ต่างไปจากสิ่งที่เกิดกับพื้นที่ชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นรัฐฉาน หรือการปราบปรามกลุ่มกะเหรี่ยง

เกราะกำบังทางการเมือง

นางซู จี นั้นไม่มีอำนาจควบคุมกองทัพ ขณะที่ทหารเมียนมาก็ไม่วางใจนาง แต่การที่นางซู จี นิ่งเฉยไม่เอ่ยปากประณามการกระทำอันโหดร้ายของกองทัพนั้นไม่ต่างจากการเสริมเกราะกำบังทางการเมืองให้บรรดานายพลทั้งหลายในเมียนมา

Image copyright VARUN NAYAR/BBC
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญาหลายหมื่นคนอพยพเพื่อหนีจากความรุนแรงในรัฐยะไข่ของเมียนมา

ตอนนี้บรรดานักการทูตใต้อาณัติของนางซูจีกำลังจับมือกับทั้งรัสเซียและสหประชาชาติหาทางป้องกันไม่ให้รัฐบาลเมียนมาต้องถูกชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติตำหนิ ตัวนางซู จี เองออกมาระบุว่าเหตุรุนแรงครั้งล่าสุดเป็นปัญหาการก่อการร้าย

การไม่ยอมรับในสิ่งที่นางซู จี เองมองว่าเป็นคำตำหนิที่ไม่มีเหตุผลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาเหนือไปกว่านั้นคือคำมั่นสัญญาอันยาวนานว่าจะขจัดความไม่เที่ยงธรรมทางสิทธิมนุษยชนนั้นเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่

Image copyright Getty Images

นางซู จี อาจหาคำตอบให้กับคำถามข้างต้นได้ด้วยการกดดันกองทัพเมียนมาให้หยุดใช้กำลังปราบปรามชาวโรฮิงญา ทว่า ณ ตอนนี้มีสัญญาณเพียงริบหรี่เท่านั้นว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น