วิกฤตโรฮิงญา: ออง ซาน ซู จี มีอำนาจจริงมากแค่ไหน?

  • 13 กันยายน 2017
เป็นเวลา 20 ปีแล้วที่กองทัพและนางออง ซาน ซู จี เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เป็นเวลา 20 ปีแล้วที่กองทัพและนางออง ซาน ซู จี เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต้องทำงานร่วมกัน

การอพยพครั้งใหญ่ของชาวโรฮิงญาออกจากรัฐยะไข่ของเมียนมา และการใช้กลยุทธ์ที่โหดร้ายของกองกำลังความมั่นคง ทำให้นางออง ซาน ซู จี เจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพซึ่งปกป้องการกระทำของรัฐบาลว่าเป็นการตอบโต้อย่างชอบธรรมต่อกลุ่มก่อการร้าย ถูกประณามอย่างรุนแรง โดยเธอจะไม่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ปัจจุบัน จริง ๆ แล้วเธอมีอำนาจมากแค่ไหนในประเทศ?

ตำแหน่งอย่างเป็นทางการของ ออง ซาน ซู จี คือ "มนตรีแห่งรัฐ" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เธอตั้งขึ้นเพื่อเลี่ยงบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติหรือมีบุตรเป็นชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งเป็นการกีดกันเธอโดยเฉพาะ

นางซู จี ถือเป็นบุคคลสำคัญทางการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมียนมา และเธอได้นำพาพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในปี 2015 เธอเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องส่วนใหญ่ภายในพรรคและในคณะรัฐมนตรี เธอยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาด้วย

ในทางปฏิบัติ นายถิ่น จอว์ ประธานาธิบดีเมียนมา ต้องรายงานเธอ

รัฐธรรมนูญร่างขึ้นโดยรัฐบาลทหารก่อนหน้านี้ ซึ่งครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 1962 ร่างรัฐธรรมนูญได้รับการรับรองในการลงประชามติที่น่ากังขาปี 2008 ในช่วงนั้น พรรคเอ็นแอลดีและนางซู จี ไม่ยอมรับ

รัฐธรรมนูญนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้กองทัพเมียนมายังคงมีบทบาทในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ประชาธิปไตยที่เฟื่องฟูอย่างมีวินัย" รัฐธรรมนูญนี้ ได้จัดสรรที่นั่งในรัฐสภาถึง 1 ใน 4 ไว้ให้ตัวแทนกองทัพ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แม้ว่านายถิ่น จอว์ เป็นประธานาธิบดีเมียนมา แต่ในทางปฏิบัติเขาต้องรายงานต่อนางออง ซาน ซู จี

กองทัพยังคงควบคุม 3 กระทรวงสำคัญ คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงกิจการชายแดน นั่นหมายความว่ากองทัพควบคุมตำรวจด้วย

6 จาก 11 ที่นั่งในสภาความมั่นคงและกลาโหมแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจในการพักการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยได้ เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพ

อดีตนายทหารจำนวนมากได้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของพลเรือน กองทัพยังคงได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก โดยงบประมาณของกระทรวงกลาโหมยังคงคิดเป็น 14% ของงบประมาณทั้งหมด มากกว่ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขรวมกัน

กองทัพและออง ซาน ซู จี เป็นปฏิปักษ์ต่อกันมานานกว่า 20 ปีแล้ว เธอถูกควบคุมตัวในบ้านพักนาน 15 ปี

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นางซู จี กล่าวต่อผู้สนับสนุน หลังจากเธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากการควบคุมตัวในบ้านพักเมื่อปี 1995

หลังเลือกตั้ง เธอต้องหาหนทางในการทำงานร่วมกับกองทัพ เธอออกคำสั่ง แต่บรรดานายพลคือผู้ที่มีอำนาจจริง ๆ

เธอและกองทัพยังคงเห็นต่างกันในหลายเรื่อง อย่างเช่น การแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเธอต้องการแก้ และการเจรจาสันติภาพกับชนกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ที่สู้รบกับรัฐบาลตามแนวชายแดนมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา

แต่ทั้งสองฝ่ายเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องมีเสถียรภาพในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนทำให้เกิดความตึงเครียดทางสังคมมากขึ้น

การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้น

แต่ในประเด็นโรฮิงญา นางซู จี ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก แทบไม่มีความเห็นอกเห็นใจชาวโรฮิงญาจากสาธารณชนเลย

ประชากรเมียนมาส่วนใหญ่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ทางการว่า พวกเขาไม่ใช่พลเมืองของเมียนมา แต่เป็นผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ แม้ว่าครอบครัวของชาวโรฮิงญาจำนวนมากได้อาศัยอยู่ในเมียนมามาหลายชั่วอายุคนแล้ว

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
มุสลิมโรฮิงญาคือใคร?

การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากกลุ่มติดอาวุธจากกองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกันโจมตีด่านตำรวจเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และเดือนสิงหาคมปีนี้

ในรัฐยะไข่เอง ประชากรพุทธในพื้นที่ก็ยิ่งไม่พอใจชาวโรฮิงญา ความขัดแย้งระหว่างทั้งพวกเขาและชาวโรฮิงญา ซึ่งพวกเขาเรียกว่า เบงกาลี มีมานานหลายสิบปีแล้ว

ชาวพุทธในยะไข่เชื่อว่า สุดท้ายแล้วพวกเขาจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อย และกลัวว่าจะสูญเสียอัตลักษณ์ พรรคเอเอ็นพี ซึ่งเป็นพรรคชาตินิยมในรัฐยะไข่ ได้ครองที่นั่งข้างมากในรัฐสภาท้องถิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคเอ็นแอลดีของนางซู จี

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พลเอกมิน อ่อง หล่าย แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เห็นอกเห็นใจต่อชาวโรฮิงญา

ตำรวจซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งเป็นชาวพุทธในยะไข่เอง และทหาร ต่างเห็นใจชาวพุทธ ขณะที่พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการสูงสุดของเมียนมา แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาแทบไม่มีความเห็นใจต่อชาวโรฮิงญาเลย

สื่ออิสระ

เขาได้กล่าวถึงปฏิบัติการ "กวาดล้าง" ที่นั่นว่าเป็นเรื่องจำเป็นในการทำให้ปัญหาที่ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1942 ยุติลง โดยปีนั้นเป็นการเปลี่ยนแนวรบระหว่างกองทัพญี่ปุ่นกับอังกฤษมาเป็นชาวพุทธยะไข่กับชาวโรฮิงญา

กองทัพเห็นว่า สิ่งที่ทำอยู่คือการสู้รบกับขบวนการก่อการร้ายที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากภายนอก ซึ่งประชาชนจำนวนมากก็เห็นเช่นนั้น

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ใครเผาหมู่บ้านโรฮิงญา

ดูเหมือนว่าสื่อก็เป็นปัจจัยหนึ่ง หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในเมียนมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาคือการเกิดขึ้นจำนวนมากของสื่ออิสระ และการเพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้ใช้อินเทอร์เนตและโทรศัพท์มือถือ ในเมียนมา ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนสายโทรศัพท์ยังเป็นเรื่องหายาก

อำนาจที่มีคุณธรรม?

มีสื่อไม่กี่แห่งที่รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในบังกลาเทศ หรือความทุกย์ยากของชาวโรฮิงญา ส่วนใหญ่เน้นไปที่ชาวพุทธและชาวฮินดูพลัดถิ่นในรัฐยะไข่ ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามาก ความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์ก็ทำให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและข้อความที่สร้างความเกลียดชังอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นออง ซาน ซู จี จึงแทบไม่มีอำนาจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่เลย การพูดสนับสนุนชาวโรฮิงญาจะทำให้ชาวพุทธชาตินิยมไม่พอใจและตอบโต้

อำนาจที่มีคุณธรรมของเธอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอคติที่มีต่อชาวโรฮิงญาหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ เธอคิดคำนวณแล้วว่า มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เป็นที่รู้กันดีว่านางซู จี เป็นคนดื้อรั้น เมื่อเธอตัดสินใจไปแล้วก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นางซู จี ถูกประณามอย่างกว้างขวางจากนานาประเทศเกี่ยวกับวิกฤตโรฮิงญา

มีความเสี่ยงว่า กองทัพอาจจะก้าวเข้ามาบริหารประเทศแทนเธอ ถ้าเธอยังคงท้าทายสิ่งที่พวกเขากำลังทำในรัฐยะไข่หรือไม่? พวกเขามีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้ ในสภาพปัจจุบัน ทหารอาจจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนด้วยซ้ำ

แต่การจัดสรรอำนาจกันในปัจจุบันระหว่างกองทัพกับพรรคเอ็นแอลดี เป็นสิ่งที่กองทัพต้องการจะให้เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย เมื่อกองทัพเมียนมาประกาศเส้นทางสู่ประชาธิปไตย 7 ขั้นในปี 2003

ในขณะนั้น ผู้คนคิดว่าเป็นเรื่องเสแสร้ง แต่กลับกลายเป็นว่าการพัฒนาการเมืองของเมียนมาในช่วง 14 ปีถัดมาได้เดินตามเส้นทางที่วางไว้อย่างใกล้ชิด แม้แต่ในช่วงหลังจากพรรคการเมืองของกองทัพเองจะแพ้การเลือกตั้งอย่างราบคาบ กองทัพก็ยังคงเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดในเมียนมา

ส่วน ออง ซาน ซู จี ในขณะนี้ ถูกใช้เป็นโล่รับมือกับความไม่พอใจจากประชาคมโลกที่มีต่อกองทัพเมียนมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง