คุณแม่ชาวอินโดฯ รวมพลังเปิดโปงกลุ่มล่วงละเมิดเด็กออนไลน์

  • 13 กันยายน 2017
กราฟฟิกประกอบ

การโพสต์ภาพขบขัน น่ารัก และน่าประทับใจของลูกบนสื่อสังคมออนไลน์ ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งชาวอินโดนีเซียและทั่วโลก เช่นนางริสโรนา สิโมรังกีร์ ก็โพสต์ภาพลูกสาววัย 7 ขวบ และลูกชายวัยแบเบาะ บนเฟซบุ๊กมาตั้งแต่ลูกๆ ลืมตาขึ้นดูโลก

แต่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เธออังเอิญไปพบบล็อกเกี่ยวกับกลุ่มออนไลน์ที่แบ่งปันภาพการล่วงละเมิดเด็ก โดยในเนื้อหาระบุว่า "กลุ่ม (เฟซบุ๊ก) นี้ มีสมาชิกเป็นพันคน พวกเขาแชร์ภาพและวีดีโอ บางคนบอกว่าถ่ายเองจากเด็กข้างบ้านหรือแม้กระทั่งญาติ" ซึ่งสมาชิกของกลุ่มจะเรียกเหยื่อว่า "ลอลลี" ซึ่งคำเต็มในภาษาอังกฤษคือ ลอลลีป๊อปแคนดี หรือขนมหวาน

Image copyright RISRONA SIMORANGKIR
คำบรรยายภาพ นางริสโรนา สิโมรังกีร์ แทรกซึมเข้าไปในกลุ่มเฟซบุ๊กที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

นางสิโมรังกีร์ อายุ 29 ปี นำเรื่องนี้ไปเตือนเพื่อนๆ ในทันที และพวกเธอตัดสินใจที่จะหาวิธีแทรกซึมเข้ากลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งบีบีซีจะไม่เอ่ยชื่อ

นางสิโมรังกีร์ เล่าว่า "เรามีชุมชนออนไลน์สำหรับคุณแม่ ไว้คุยเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องชีวิต และทุกเรื่องทั่วไป หลังจากที่ฉันโพสต์บทความจากบล็อกนั้น ก็มีบางคนพยายามเข้าไปในกลุ่ม เพื่อรวบรวมหลักฐาน และเรานำข้อมูลที่ได้มาปรึกษากัน"

อยู่ได้ 4 ชั่วโมงก็ทนไม่ไหว

"ฉันเป็นสมาชิกกลุ่มนั้นอยู่ 4 ชั่วโมง แล้วฉันก็ทนไม่ไหว เนื้อหาในนั้นเลวร้ายมาก พวกเขาไม่ใช่มนุษย์(ที่โพสต์เรื่องเหล่านั้น)"

นางสิโมรังกีร์ พบว่า "มีการแลกเปลี่ยนวิธีการเข้าหาและล่อลวงเด็กเพื่อมีเพศสัมพันธ์รวมถึงวิธีที่จะไม่ให้เด็กไปบอกพ่อแม่ และวิธีการร่วมเพศกับเด็กโดยไม่ให้มีเลือดออก"

Image copyright Facebook
คำบรรยายภาพ ชุมชนออนไลน์สำหรับคุณแม่ มีไว้คุยเรื่องการเลี้ยงลูก เรื่องชีวิต และทุกเรื่องทั่วไป

"มีคนหนึ่ง เล่าเรื่องเกี่ยวกับเหยื่อ และสิ่งที่เขาทำกับหลานชายของตัวเอง มันน่ากลัวมาก"

นางมิเชล เลสตารี เพื่อนของนางสิโมรังกีร์ กล่าวว่า พวกเธอได้เก็บภาพจากหน้าจอไว้เป็นหลักฐาน รวมถึงข้อความการสนทนา ลิงค์ไปยังหน้าโปรไฟล์ของแอดมินกลุ่ม แม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้น "ฉันเป็นคนนำไปแจ้งตำรวจ"

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มออนไลน์ของผู้ปกครองคนอื่นๆ ที่ได้ร้องเรียนไปยังเฟซบุ๊กด้วย ทำให้เฟซบุ๊กปิดกลุ่มที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดดังกล่าวไปแล้ว และโฆษกของเฟซบุ๊กกล่าวกับบีบีซีว่า กำลังมีการสืบสวนเป็นรายตัว

เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา ตำรวจอินโดนีเซียได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 5 ราย โดยเรื่องนี้เป็นข่าวที่สื่อท้องถิ่นรายงานอย่างกว้างขวาง ส่วนความพยายามของคุณแม่กลุ่มนี้ ได้รับการยกย่อง จากผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งว่านี่คือ "พลังของเหล่าคุณแม่"

ด้านตำรวจอินโดนีเซียระบุว่ากลุ่มออนไลน์ดังกล่าวมีสมาชิกกว่า 7,000 คน และมีเนื้อหาการล่วงละเมิดเด็ก เป็นภาพวีดีโออย่างน้อย 400 คลิป รวมถึงภาพนิ่งอีก 100 ภาพ นอกจากนี้ ทางตำรวจอินโดนีเซียกำลังประสานงานกับสำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือเอฟบีไอ เนื่องจากสงสัยว่าสมาชิกจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายในระดับสากล

Image copyright AFP / GETTY

โฆษกตำรวจกรุงจาการ์ตา กล่าวว่าบีบีซีว่า "หนึ่งในผู้ต้องสงสัย เป็นสมาชิกกลุ่ม วอทส์แอปพ์ อีก 11 กลุ่มที่เชื่อมโยงกับอีก 11 ประเทศ พวกเขาแลกเปลี่ยนเนื้อหาอนาจารข้ามประเทศ ทางอินโดนีเซียส่งไป 1 ภาพ ทางอเมริกาเหนือก็ส่งกลับมาอีกภาพ"

นายอาริสท์ เมอร์เดคา สิราอิต ประธานคณะกรรมการปกป้องผู้เยาว์ของอินโดนีเซียกล่าวว่า การล่วงละเมิดทางเพศเด็กออนไลน์ เป็นอันตรายที่มีอยู่จริงในอินโดนีเซีย แต่ปฏิกิริยาของสังคมกับการแก้ปัญหายังไม่ชัดเจน "ในบริบทเชิงวัฒนธรรมของอินโดนีเซียแล้ว ประชาชนยังคิดว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือการล่วงละเมิดทางเพศ คือการข่มขืนเท่านั้น พวกเขาควรจะตระหนักว่าแค่จับบั้นท้ายเด็กก็ถือเป็นการลวนลามทางเพศได้ เป็นต้น"

เมื่อปีที่ผ่านมา รัฐสภาอินโดนีเซียผ่านร่างกฎหมายที่เป็นข้อถกเถียง ซึ่งอนุญาติให้ใช้สารเคมีทำหมัน และลงโทษประหาร กับผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

Image copyright AFP

แต่กลุ่มนักรณรงค์เตือนว่า สิ่งที่นางสิโมรังกีร์ และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายคนทำ เช่นการแอบแฝงตัวเข้าไปในกลุ่มผู้ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก อาจกลายเป็นอันตรายได้ เนื่องจากเท่ากับเปิดเผยตัวเองด้วย โดยนายดอนนี บี ยู ผู้อำนวยการบริหาร ของวอทช์ ไอซีที ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมของอินโดนีเซีย กล่าวว่า "เทียบได้กับการออกตรวจชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องตระหนักถึงอันตรายด้วย"

นอกจากนี้ นายบี ยู กล่าวว่า การแฝงตัวเข้ากลุ่มออนไลน์ อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่า "ในกรณีนี้ ถือเป็นแค่ปลายภูเขาน้ำแข็ง คนพบได้ง่ายเพราะอยู่บนเฟซบุ๊ก ซึ่งมักจะเป็นมือสมัครเล่น ความเสี่ยงอยู่ที่ดาร์กเว็บ ซึ่งต้องเข้ารหัสมากกว่า"

อย่างไรก็ตาม นางสิโมรังกีร์ กล่าวว่าไม่รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำไป ประสบการณ์ 4 ชั่วโมงกับการเป็นสมาชิกกลุ่มออนไลน์ที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ทำให้เธอหันมาเป็นห่วงคนรอบตัวมากขึ้น และยังได้ตระหนักว่าต้องสอนให้ลูกๆ รู้จักระวังตัวมากขึ้น

เธอกล่าวว่า "จนถึงขณะนี้ ฉันยังรู้สึกขยะแขยง เวลานึกถึงสิ่งที่พวกเขาโพสต์" และเธอได้เปลี่ยนการตั้งค่าเฟสบุ๊กให้เป็นส่วนตัวแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น "ฉันก็อัพโหลดรูปลูกออนไลน์ไป อาจจะหลายพันรูปแล้ว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง