วิกฤตโรฮิงญา: เหตุใดความช่วยเหลือจึงถึงผู้ลี้ภัยล่าช้า?

  • 14 กันยายน 2017
ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเกือบ 400,000 คนเดินทางเข้ามาในบังกลาเทศนับตั้งแต่ความรุนแรงล่าสุดปะทุขึ้นในเมียนมา Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาเกือบ 400,000 คนเดินทางเข้ามาในบังกลาเทศนับตั้งแต่ความรุนแรงล่าสุดปะทุขึ้นในเมียนมา

ภาพความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของบังกลาเทศ ในช่วงที่คลื่นผู้อพยพหลั่งไหลเดินทางไปถึงเป็นสิ่งที่คาดอยู่แล้วว่าจะเกิด แต่เวลาผ่านมาเกือบครึ่งเดือนแล้วยังไม่มีการจัดการกับผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ ทั้งที่สิ่งนี้ควรจะเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในเมืองค็อกซ์บาซาร์ ซึ่งชาวโรฮิงญาจำนวนมากหนีภัยความรุนแรงจากเมียนมาเข้ามาที่นี่

เราไม่เห็นการรับมือที่เป็นระบบเกิดขึ้นในค็อกซ์บาซาร์ เมืองที่ชาวโรฮิงญาจำนวนมากหนีภัยความรุนแรงจากเมียนมาเข้ามาที่นี่

ไม่เห็นเครื่องบินลำเลียงซี-130 บรรทุกอาหารและอุปกรณ์สำหรับทำที่พักพิงชั่วคราวแล่นลงจอดที่สนามบิน รถบรรทุกขนส่งความช่วยเหลือที่บรรทุกเต็นท์และเครื่องกรองน้ำก็ไม่ปรากฏให้เห็นบนท้องถนนสักคัน

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดในบรรดาเรื่องน่าสะเทือนใจที่เกิดขึ้นที่นี่คือความจริงที่ว่า ชาวโรฮิงญาจำนวนมากบอกว่า พวกเขาไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากหน่วยงานความช่วยเหลือต่าง ๆ หรือองค์กรบรรเทาทุกข์จากต่างประเทศเลยแม้แต่แห่งเดียว

หลายคนบอกว่าพวกเขาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองไว้ตั้งแต่เดินทางมาถึงพรมแดน ทั้งชื่อและหมู่บ้านที่พวกเขาจากมา แต่นับแต่นั้นพวกเขาก็ได้แต่พึ่งตัวเอง

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ชาวบังกลาเทศผู้หวังดีนำสิ่งของมามอบให้แก่ผู้ลี้ภัยที่เพิ่งมาถึง

เต็นท์ที่พักโกโรโสที่เห็นตามค่ายพักพิงชั่วคราวต่าง ๆ ล้วนสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและเงินของผู้ลี้ภัยเอง ชาวโรฮิงญาตัดต้นไม้ที่ขึ้นตามเนินเขาเตี้ย ๆ นำมาสร้างเป็นที่พัก

มีธุรกิจย่อย ๆ ริมถนนเกิดขึ้น จากการขายไม้ไผ่และแผ่นพลาสติกสีดำบาง ๆ แก่ผู้ลี้ภัย ถ้าไม่มีเงินจ่ายก็ไม่ได้ของเหล่านี้มา

ผู้อพยพหลายหมื่นคนต้องนอนกลางแจ้งท่ามกลางฝนในฤดูมรสม คนเหล่านี้ขาดแคลนอาหาร และพากันไปออที่รถบรรทุกของชาวบังกลาเทศที่เอื้อเฟื้อนำอาหารและเสื้อผ้ามาโยนให้ มีการแย่งของกันชุลมุนจนเด็กและคนแก่ถูกเหยียบในระหว่างที่เกิดความโกลาหล

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญาที่อพยพครั้งใหญ่เข้ามาพักพิงตามค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ จนบางแห่งต้องรองรับผู้ลี้ภัยมากเกินกว่าที่รองรับได้

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีใครทำอะไรเลย หน่วยงานบรรเทาทุกข์และองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ล้วนอยู่ในพื้นที่แล้ว

ในการให้สัมภาษณ์พวกเขาค่อนข้างจะระมัดระวังคำพูดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี พวกเขายอมรับว่า คนจำนวนมากไม่ได้รับความช่วยเหลือที่จำเป็น และยอมรับว่า องค์กรบรรเทาทุกข์สามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้

แต่เมื่อมาคุยกันนอกรอบ สิ่งที่เขาพูดกลับกลายเป็นคนละเรื่อง พวกเขาบอกว่าไม่พอใจที่ขาดการประสานงานกัน และยังมีข้อจำกัดต่าง ๆ ที่รัฐบาลบังกลาเทศกำหนดขึ้นเกี่ยวกับการจัดการให้ความช่วยเหลือ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือระเบียบที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ต้องปฏิบัติมายาวนาน คือการกำหนดให้ปฏิบัติหน้าที่ได้เฉพาะที่ค่ายผู้ลี้ภัยสองแห่งเท่านั้น คือ คูตูปาลอง และนายาปารา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้หญิงโรฮิงญาสูงอายุได้รับการช่วยเหลือ หลังจากเรือไม้ที่พวกเขาโดยสารมาพลิกคว่ำ

ค่ายทั้งสองแห่งนี้นี้ตั้งขึ้นมานานหลายปีแล้ว และรองรับผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาที่หนีมาจากเมียนมาในการอพยพหลายระลอกก่อนหน้านี้แล้วราว 20,000 ถึง 30,000 คน

สหประชาชาติ ระบุว่า นับตั้งแต่การอพยพของชาวโรฮิงญาครั้งใหญ่รอบล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม จำนวนผู้ลี้ภัยภายในค่ายทั้งสองแห่งนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 70,000 คน ซึ่ง "เลยจุดอิ่มตัว" ไปแล้ว

ดังนั้นผู้ลี้ภัยที่เหลือจาก 400,000 คน หรือผู้ลี้ภัยรายใหม่ไม่สามารถเข้ามาอาศัยที่ค่ายผู้ลี้ภัยทั้งสองได้ และตามกฎของรัฐบาลบังกลาเทศ UNHCR ไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือพวกเขาได้

เมื่อวันอังคาร UNHCR ประกาศว่า ได้เริ่มขนส่งความช่วยเหลือทางอากาศแล้ว โดยมีเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ 2 ลำกำลังบรรทุกเต็นท์ ผ้าห่ม แกลลอนใส่น้ำ ถุงนอน และสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งจะเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย 25,000 คน และกำลังวางแผนจะขนส่งความช่วยเหลือมาทางอากาศเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ชาวโรฮิงญาได้ทั้งหมดราว 120,000 คน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ความช่วยเหลือสำหรับชาวโรฮิงญากำลังถูกขนส่งจากอินโดนีเซีย (ด้านบน) และประเทศอื่น ๆ แต่หน่วยงานหลายแห่งระบุว่า ความช่วยเหลือเหล่านี้ส่งไปไม่ถึงชาวโรฮิงญา

แต่กระนั้น UNHCR ก็ไม่มีอำนาจในการส่งมอบสิ่งของเหล่านี้ให้แก่ผู้คนที่กำลังเดือดร้อน

เหตุใดรัฐบาลบังกลาเทศถึงทำให้องค์กรต่าง ๆ อย่าง UNHCR ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำงานขนาดนี้?

บังกลาเทศกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะชาวบังกลาเทศจำนวนมากเองก็รู้ดีว่า การต้องลี้ภัยนั้นโหดร้ายแค่ไหน

ประชาชนกว่า 10 ล้านคนเคยต้องอพยพออกจากประเทศในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองนองเลือดเมื่อปี 1971 ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้งประเทศบังกลาเทศที่เป็นเอกราช จากเดิมที่เป็นประเทศปากีสถานตะวันออก

บังกลาเทศต้องการช่วยเหลือเพื่อนร่วมศาสนาซึ่งทนทุกข์กับการถูกข่มเหงรังแกอย่างหนัก แต่ก็รู้ดีว่า ผู้ลี้ภัยจะเป็นภาระอันหนักอึ้งของบังกลาเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในชาติที่ยากจนที่สุดและมีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับการติดต่อใด ๆ จากหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่าง ๆ หรือองค์กรระหว่างประเทศแม้แต่แห่งเดียว

อย่าลืมว่า คนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญากลุ่มแรกที่มาขอที่พักพิงในบังกลาเทศ แต่ก่อนหน้านี้ตามประมาณการของรัฐบาลบังกลาเทศ มีผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาอพยพเข้ามาแล้ว 400,000 คน

ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาลบังกลาเทศต้องการสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือพวกเขา ดังเช่นที่นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศกล่าวเมื่อวันอังคาร แต่ทางรัฐบาลก็ไม่ต้องการทำให้ผู้ลี้ภัยเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่สุขสบายเกินไป เพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้มีผู้ลี้ภัยอพยพข้ามพรมแดนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น

กลยุทธ์นี้มีความเสี่ยงหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงแค่ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยต้องทนทุกข์เท่านั้น จนถึงตอนนี้การประณามจากนานาชาติยังพุ่งเป้าไปที่เมียนมา แต่ถ้าความทนทุกข์ทรมานและสิ้นหวังยังเกิดขึ้นอยู่ต่อไปที่นี่ อีกไม่นานบังกลาเทศก็อาจจะตกเป็นเป้าถูกประณามอีกชาติหนึ่งได้

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม