วิกฤตชาวโรฮิงญา: ข้ออ้างของนางซู จี จริงหรือไม่?

  • 21 กันยายน 2017
ออง ซาน ซู จี Image copyright EPA

จากการที่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำโดยพฤตินัยของเมียนมา ได้ออกมากล่าวต่อประชาคมโลกถึงความรุนแรง และวิกฤตผู้ลี้ภัยในรัฐยะไข่เมื่อ 2 วันก่อน มาติดตามการประเมินข้อเท็จจริงโดยโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรายงานเรื่องชาวโรฮิงญาจากทั้งฝั่งเมียนมาและบังกลาเทศ

นางออง ซาน ซู จี: "นับตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย.เป็นต้นมา ไม่ได้เกิดการปะทะกันขึ้น และไม่มีปฏิบัติการกวาดล้าง"

เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ผมเดินทางร่วมคณะที่รัฐบาลเมียนมาจัดให้ผู้สื่อข่าว เข้าไปยังเมือง อเลล์ ตัน จอ เราได้ยินเสียงอาวุธปืนอัตโนมัติดังอยู่ในระยะห่างออกไป และเห็นควันดำลอยขึ้น 4 จุด ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าหมู่บ้านกำลังถูกเผา

Image copyright BBC/JHEAD
คำบรรยายภาพ ควันดำลอยขึ้น 4 จุดใกล้กับเมือง อเลล ตัน จอ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.

ในเวลาต่อมาของวันเดียวกัน เราพบว่าหมู่บ้านกอว์ ดู ธาร์ ยา กำลังถูกชายชาวพุทธจุดไฟเผา ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พกอาวุธ และอยู่ใกล้กับค่ายของตำรวจ

คำบรรยายภาพ หมู่บ้านชาวโรฮิงญาถูกเผาเมื่อวันที่ 7 ก.ย.

ส่วนทางฝั่งบังกลาเทศ เราพบว่ามีกลุ่มควันไฟลอยขึ้นจากอีกฝั่งของแม่น้ำนาฟ ซึ่งเป็นกลุ่มควันที่หนาพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่ามีหมู่บ้านกำลังถูกเผา

นางออง ซาน ซู จี อาจจะไม่ได้จำกัดความสิ่งที่เกิดขึ้นว่า "การกวาดล้าง" แต่ด้วยทหารและตำรวจจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าวใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำ ทำให้ยากจะเชื่อได้ว่า พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล

นางออง ซาน ซู จี: "จะเอาผิดกับผู้ที่ละเมิดกฎหมายและละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานของประชาคมนานาชาติ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะมาจากศาสนา เชื้อชาติ หรือจุดยืนทางการเมืองใดก็ตาม"

ตลอดช่วงเวลากว่า 70 ปีที่มีหลักฐานบันทึกการข่มเหงโดยทหารของเมียนมา แทบไม่มีประวัติการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ในรัฐยะไข่เลย หรือแม้กระทั่งในอีกหลายพื้นที่ ที่เกิดการสู้รบในประเทศ จึงทำให้เชื่อได้ยากว่าจะมีการเอาผิดจริงในตอนนี้ โดยเฉพาะในภาวะที่กองทัพยืนยันว่า ชาวโรฮิงญาทั้งหมดกว่า 400,000 คน หนีไป เพราะความเกี่ยวพันกับการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ กองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน

พันเอกนายหนึ่งในเมืองมองดอว์กล่าวกับเฮดว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขืนที่ชาวโรฮิงญาอ้าง ไม่เป็นความจริง เพราะทหารของกำลังยุ่งกับการต่อสู้ และคิดว่าผู้หญิงชาวโรฮิงญาไม่สวย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ไฟไหม้ในเมียนมา มองเห็นได้จากฝั่งบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 14 ก.ย.

นางออง ซาน ซู จี: "ทุกคนที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ เข้าถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุข โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ"

ข้อนี้ไม่เป็นความจริงอย่างเห็นได้ชัด ชาวโรฮิงญาตกเป็นเป้าการถูกจำกัดภายใต้การเลือกปฏิบัติมาหลายปี โดยมีข้อห้ามย้ายถิ่นฐาน หรือแม้กระทั่งแต่งงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ซึ่งมักจะต้องจ่ายสินบน

นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในชุมชนเมื่อปี 2012 ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากขึ้น มีจำนวนมากในค่ายผู้พลัดถิ่นหลายแห่งในเมียนมาที่ถูกจำกัดบริเวณ ไม่ให้ออกจากค่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และการอนุญาตเป็นเรื่องยากมาก

ผมรู้จักนักเรียนในค่าย ซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือมา 5 ปีแล้ว และเมื่อ 4 ปี ก่อนผมได้ไปที่หมู่บ้าน อาห์ นอก ปยิน ซึ่งชาวโรฮิงญาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่ แม้กระทั่งเพื่อเดินทางไปรักษาตัว เนื่องจากความไม่ลงรอยกับชุมชนชาวพุทธที่อยู่โดยรอบ

เมื่อวันจันทร์ (18 ก.ย.) ผมได้พบกับนายอัลดุลมาจีด จากหมู่บ้านกอว์ ดู ธาร์ ยา ที่ผมเห็นว่าถูกเผา เขาเล่าว่า "ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่สามารถออกไปทำงานนอกหมู่บ้านได้"