ทรัมป์ลงนามคว่ำบาตรเกาหลีเหนือเพิ่ม

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะหารือกับประธานาธิบดีมูน แจอิน ของเกาหลีใต้ Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะหารือกับประธานาธิบดีมูน แจอิน ของเกาหลีใต้ (ซ้าย)

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรตอบโต้โครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ เน้นคว่ำบาตรบริษัทและสถาบันการเงิน ที่ทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ

มาตรการคว่ำบาตรใหม่นี้ ออกมาเพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ หลังจากที่สหประชาชาติอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ธนาคารกลางจีนได้ออกคำสั่งให้ธนาคารอื่นๆ ของจีน เลิกทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือเช่นกัน

ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากเกาหลีเหนือได้เดินหน้าทดสอบขีปนาวุธ แม้ว่าจะต้องเผชิญแรงกดดันจากกลุ่มประเทศมหาอำนาจ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักรณรงค์หน้าทำเนียบขาวในสหรัฐฯ เรียกร้องให้ใช้การพูดคุยเพื่อสันติภาพกับเกาหลีเหนือ

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อ "ตัดแหล่งเงินทุน ที่ให้การสนับสนุนความพยายามของเกาหลีเหนือ ในการพัฒนาอาวุธที่เป็นอันตรายที่สุดต่อมนุษยชาติ" โดยได้เน้นไปที่อุตสาหกรรมสิ่งทอ ประมง เทคโนโลยีสารสนเทศ และภาคการผลิตของเกาหลีเหนือ

"เป็นเวลานานมาแล้ว ที่เราปล่อยให้เกาหลีเหนือหาประโยชน์จากระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อนำไปเป็นเงินทุนสนับสนุนโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ" และประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุด้วยว่า มาตรการคว่ำบาตรมุ่งเน้น "เพียงประเทศเดียว นั่นคือเกาหลีเหนือ"

ด้านนายสตีฟ มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังว่า "สถาบันการเงินของต่างประเทศ ได้รับแจ้งแล้วว่า ต้องเลือกระหว่างการดำเนินธุรกิจกับสหรัฐฯ ต่อไป หรือกับเกาหลีเหนือ แต่ทำทั้งสองอย่างพร้อมกันไม่ได้"

เมื่อวันอังคาร (19 ก.ย.) ระหว่างกล่าวเป็นครั้งแรกต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้คำว่า จะ "ทำลายให้สิ้นซาก" หากเกาหลีเหนือเป็นอันตรายต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร

Image copyright Reuters

ด้านนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ตอบโต้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์ "จะต้องชดใช้อย่างสาสม" สำหรับคำพูดนี้ โดยในแถลงการณ์ที่ออกมาวันนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ว่า "บ้า" และระบุว่า คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ "ทำให้มั่นใจว่า แทนที่จะกลัวหรือต้องหยุด กลับทำให้คิดว่าเข้าใจถูกแล้ว และจะเดินทางนี้ต่อไปจนถึงที่สุด"

นายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย กล่าวถึงสหรัฐฯ ในทางอ้อม ด้วยการเตือนองค์การสหประชาชาติว่า "ความหวาดผวาของกองทัพ" เรื่องการทดสอบนิวเคลียร์ จะนำไปสู่ "หายนะ"

ส่วนนายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน กล่าวเตือนเกาหลีเหนือไม่ให้เลือกหนทางอันตราย และกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่า คาบสมุทรเกาหลีไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ "ไม่ว่าจะเป็นในเกาหลีเหนือ หรือ เกาหลีใต้ก็ตาม"

ขณะเดียวกันประธานาธิบดีมูน แจอิน ของเกาหลีใต้ กล่าวระหว่างหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรากคว่ำบาตร เพื่อกดดันให้เกาหลีเหนือกลับสู่การเจรจาอีกครั้งและล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้คำขู่มากขึ้น กับนายคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ (ขวาสุดในภาพ)

สหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ปี 2008 โดยได้อายัติทรัพย์สินของบุคคลและบริษัทที่เชื่อมโยงกับโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงห้ามส่งออกสินค้าและบริการไปยังเกาหลีเหนือ

เมื่อวานนี้ (21 ก.ย) ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวชื่นชมรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าที่ใกล้ชิดที่สุดของเกาหลีเหนือว่า "ธนาคารกลางจีน แจ้งธนาคารอื่นๆ ว่าให้หยุดทำธุรกิจกับเกาหลีเหนือ ซึ่งนั่นเป็นระบบการธนาคารที่ใหญ่มาก"

ด้านสำนักข่ายรอยเตอร์รายงานว่า จีนได้ออกคำสั่งให้ธนาคารของตน ปฏิบัติตามมติคว่ำบาตรของสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด แต่ทางการจีน ยังไม่ได้ออกมายืนยันเรื่องนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรล่าสุดที่ออกมา ไม่มีข้อไหนที่ระบุว่าห้ามส่งออกน้ำมันให้เกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนต้านทานมาตลอด

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม