ถอดรหัสผู้นำเกาหลีเหนือ ภูมิภาคแปซิฟิกเสี่ยงเผชิญภัยนิวเคลียร์แค่ไหน ?

คิม Image copyright REUTERS/KCNA

หลังจากที่ผู้นำเกาหลีเหนือออกมาแถลงโดยตรงต่อชาวโลกเป็นครั้งแรก โดยโจมตีผู้นำสหรัฐฯว่าเป็น "คนบ้า" และมีการขานรับถ้อยแถลงดังกล่าวด้วยคำขู่จากรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือ ที่ประกาศว่าอาจมีการทดสอบระเบิดไฮโดรเจนครั้งรุนแรงที่สุดในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ถ้อยคำเหล่านี้สร้างความหวั่นเกรงต่อหลายฝ่ายว่า สงครามนิวเคลียร์ใกล้จะปะทุขึ้นจากการปะทะคารมอย่างร้อนแรงของเหล่าผู้นำประเทศนี้แล้วหรือไม่ ?

เหตุใดจึงมีคำขู่ออกมาในตอนนี้?

ถ้อยแถลงของผู้นำเกาหลีเหนือ ดูเหมือนจะมีเป้าหมายเพื่อตอบโต้ผู้นำสหรัฐฯ ที่คุยโวโอ้อวดไว้เมื่อวันอังคาร (19 ก.ย.) ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติว่าจะ "ทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก" และน่าจะเป็นจุดเดือดสูงสุดของวิวาทะซึ่งคุกรุ่นมาระยะหนึ่งระหว่างรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กับรัฐบาลเกาหลีเหนือ

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เราได้เห็นนายคิม จอง อึน ถ่ายภาพคู่กับแผนที่พร้อมกับคำขู่ว่าจะยิงขีปนาวุธโจมตีโอบล้อมเกาะกวมซึ่งเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้ด้วยคำขู่ว่าจะใช้ "ไฟและความโกรธเกรี้ยว" ซึ่งเป็นนัยหมายถึงการเป็นฝ่ายโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ก่อน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ รัฐบาลเกาหลีเหนือดำเนินโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่ลดละ

แม้สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือจะมีงานหลักเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ แต่แทบทุกครั้งที่ผ่านมา ถ้อยแถลงผ่านสื่อก็ได้บอกตรง ๆ ให้โลกรู้ถึงสิ่งที่เกาหลีเหนือต้องการ รวมทั้งแผนการในอนาคตด้วย

คำพูดที่ใช้ถือว่าโจมตีตัวทรัมป์โดยตรงหรือไม่?

ประการแรก แม้แต่ผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับแถลงการณ์จากรัฐบาลเกาหลีเหนือ ก็ยังจะสามารถจับใจความจากถ้อยแถลงครั้งล่าสุดนี้ได้ว่า มีถ้อยคำโจมตีที่ตัวประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง เช่น "ป่วยทางจิต" "เลอะเทอะฟั่นเฟือน" และ "สุนัขที่ขลาดกลัว" ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เองก็โจมตีที่ตัวบุคคลเช่นกัน ด้วยคำว่า "มนุษย์จรวด"

ประการที่สอง สังเกตได้ว่าในถ้อยแถลงนั้นนายคิมไม่ได้กล่าวถึง "นโยบายที่เป็นศัตรู" ของสหรัฐฯเลย ทั้งที่เกาหลีเหนือไม่พอใจความเป็นพันธมิตรระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชียตะวันออก รวมถึงการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น รวมทั้งการที่สหรัฐฯให้สัญญาจะปกป้องทั้งสองประเทศในฐานะผู้ไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Umbrella) โดยนายคิมเลือกที่จะพูดถึงคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะ "ทำลาย" ประเทศของตน พร้อมกับวิจารณ์ที่ตัวบุคคลเท่านั้น

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ความตึงเครียดครั้งนี้ มีประเด็นความไม่ลงรอยส่วนตัวมากน้อยแค่ไหน?

ข้อสังเกตทั้งสองประการชี้ว่า นายคิมอาจมองว่าวาจาแข็งกร้าวของนายทรัมป์นั้นเป็นเรื่องของตัวบุคคล เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายทั่วไปของสหรัฐฯ โดยคำขู่ที่มีความหมายดูหมิ่นเกาหลีเหนือนั้น ไม่ได้มีน้ำหนักพอจะนับได้ว่าเป็นนโยบายในระดับชาติ

ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พูดเป็นนัยเมื่อวันอังคาร (19 ก.ย.) ว่าผู้นำเกาหลีเหนือบกพร่องในการใช้เหตุผล โดยใช้คำว่านายคิมกำลัง "ทำภารกิจฆ่าตัวตาย" ด้านนายคิมก็พูดเป็นนัยเช่นกันว่า สุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ "หยาบคายและไร้สาระ อย่างที่ไม่เคยได้ยินผู้นำสหรัฐฯ คนไหนเคยพูดมาก่อน"

น่าสังเกตว่าแม้ถ้อยแถลงของนายคิม จอง อึน จะชวนทะเลาะมากขนาดไหน แต่ไม่มีคำขู่โดยตรงต่อชาวอเมริกันหรือต่อสหรัฐฯทั้งประเทศเลย ซึ่งน่าจะเป็นข้อสรุปได้ว่า ปัญหาความตึงเครียดครั้งนี้มีประเด็นส่วนตัวระหว่างบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

แถลงเพื่อโหมโรงก่อนการยั่วยุครั้งใหญ่จะตามมาใช่หรือไม่ ?

นายคิมกล่าวถึงคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วยว่า "การเผยเจตนาที่จะ 'ทำลายล้าง' รัฐเอกราชให้สิ้นซากนั้น ทำให้แม้แต่คนทั่วไปที่มีระดับสติปัญญาพื้น ๆ ถึงกับต้องฉุกคิดเรื่องการระวังปากและการควบคุมอารมณ์" ซึ่งถ้อยแถลงนี้ตีความได้อย่างชัดเจนว่า นายคิมเองมองประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนที่ "มีความคิดไม่ปกติ" และนายคิมใช้คำพูดตอบโต้ในประเด็นนี้ว่า "จะใช้ไฟกำราบคนบ้าสติเลอะเลือนของสหรัฐฯ "

แถลงการณ์นี้ตีความได้ง่ายๆ ว่า นายคิมกำลังใช้ถ้อยคำดังกล่าวเพื่อปูทางไปสู่การยั่วยุครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งอาจหมายถึงการทดสอบขีปนาวุธที่ก้าวหน้ากว่าเดิมและอาวุธนิวเคลียร์ที่มีศักยภาพสูงขึ้น

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายคิม จองอึน ไปเฝ้าสังเกตการยิงขีปนาวุธด้วยตัวเอง

"พฤติกรรมยั่วยุ" ของเกาหลีเหนือข้างต้นอาจมาในหลากหลายรูปแบบ เช่นมาในรูปของขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีปฮวาซอง-14 หรืออาจจะมีการทดสอบยิงขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ หรือระดมยิงขีปนาวุธพิสัยกลางใส่เกาะกวมของสหรัฐฯ

นับแต่เหตุการณ์จมเรือรบของเกาหลีใต้ที่ทำให้ลูกเรือชีวิตไป 40 คน เมื่อปี 2010 จนถึงขณะนี้เกาหลีเหนือยังไม่ได้โจมตีสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างซึ่งหน้าอีกเลย แต่พฤติกรรมยั่วยุครั้งต่อไปอาจจะมาในลักษณะนี้ก็เป็นได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ทันทีหลังจากที่นายคิมอ่านแถลงการณ์จบ รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือก็ออกมาให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ผู้นำของตนกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ "ระดับสูงสุด" โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะ "ทดสอบระเบิดไฮโดรเจนครั้งรุนแรงที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิก"

คำขู่ทดสอบระเบิดในมหาสมุทรแปซิฟิกหมายความว่าอย่างไร ?

คำขู่นี้ทำให้ผู้ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของเกาหลีเหนือเป็นกังวลมาระยะหนึ่งแล้ว และดูมีแนวโน้มจะเป็นจริงได้มากขึ้นในปีนี้ โดยนายคิม จอง อึน อาจสั่งทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกก็เป็นได้

ผู้นำเกาหลีเหนืออาจจะตัดสินใจติดตั้งอุปกรณ์ชิ้นที่ปรากฏในภาพข่าว ซึ่งเผยแพร่ออกมาก่อนการทดสอบนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 3 กันยายน โดยอาจติดตั้งไว้บนขีปนาวุธ แล้วยิงข้ามน่านฟ้าญี่ปุ่นให้ไปตกในมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมีศักยภาพในการผลิตและใช้งานระเบิดไฮโดรเจนอย่างแท้จริง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เกาะกวมในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศแอนเดอร์เซน ของสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังเป็นไปได้ว่าการได้เห็นศักยภาพด้านนิวเคลียร์ที่ยิ่งใหญ่อาจ "กำราบ" ให้ประธานาธิบดีทรัมป์หันมายอมรับ "ดุลยภาพ" ที่เกาหลีเหนืออ้างถึงเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ซึ่งหมายถึงการยอมรับเกาหลีเหนือในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ป้องกันตนเองเหมือนกัน ส่วนระบบป้องกันขีปนาวุธที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นมีอยู่ นับว่ายังไม่เพียงพอจะให้ความมั่นใจได้ว่า จะสามารถยิงสกัดการทดสอบขีปนาวุธในลักษณะดังกล่าวได้

นายเจฟฟรีย์ ลูอิส ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมอาวุธจากสถาบันการระหว่างประเทศศึกษามิดเดิลเบอรี ที่เมืองมอนเทอเรย์ของสหรัฐฯ ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีของเกาหลีเหนือกับการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 4 ของจีนว่า ในช่วงทศวรรษ 1960 ผู้สังเกตการณ์ของสหรัฐฯ ไม่เชื่อว่าจีนมีอาวุธนิวเคลียร์ จนกระทั่งได้เห็นจีนนำหัวรบไปติดตั้งบนขีปนาวุธและทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศได้สำเร็จ จึงได้เปลี่ยนมายอมรับจีนในฐานะประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง โดยการทดสอบครั้งดังกล่าวของจีน เป็นการทดสอบนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศครั้งสุดท้ายของโลก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1980

ผลลัพธ์ที่อาจตามมา

ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับการทดสอบลักษณะนี้มีสูงมาก หากเกาหลีเหนือไม่ประกาศเตือนล่วงหน้า ก็อาจทำให้ผู้ที่สัญจรไปมาทั้งทางอากาศและทางเรือในบริเวณดังกล่าวเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว ประเทศอื่นที่ทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำจะแจ้งเตือนก่อนทุกครั้ง

นอกจากนี้ การทดสอบอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมขั้นรุนแรง เช่นในกรณีที่ขีปนาวุธทำงานผิดพลาดขณะอยู่ในน่านฟ้าญี่ปุ่น หรือเกิดระเบิดก่อนถึงจุดทดสอบ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่า อาจะมีการตอบโต้ด้วยสงครามนิวเคลียร์ตามมา

อย่างไรก็ตาม เกาหลีเหนืออาจจะเลือกลดความเสี่ยงโดยไม่ใช้ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ แต่หันไปใช้วิธีนำระเบิดนิวเคลียร์ขึ้นเรือออกไปทดสอบกลางทะเลแทน ซึ่งจะเปิดโอกาสให้หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ตรวจจับและเข้าสกัดกั้นได้ง่ายขึ้น

ทว่าในขณะนี้ เกาหลีเหนือยังไม่ระบุแน่ชัดว่าตนจะทำอะไรต่อไป ส่วนคำให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือยังสามารถตีความได้หลายทาง แต่การทดสอบนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ จะถือได้ว่าเป็นจุดสูงสุดของพฤติกรรมยั่วยุ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทหาร หากรัฐบาลสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น มองว่าไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป

เกาหลีเหนือรู้ขอบเขตการกระทำยั่วยุของตนหรือไม่ ?

เท่าที่ผ่านมา โชคดีที่เกาหลีเหนือทดสอบขีปนาวุธและนิวเคลียร์อย่างค่อยเป็นค่อยไป และตระหนักถึงขอบเขตที่ประชาคมนานาชาติมีอยู่ เช่น หลังจากการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งล่าสุด เกาหลีเหนือแถลงว่าไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบ แม้ว่าจะมีพฤติกรรมยั่วยุที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม

ในที่สุดแล้ว คาดว่านายคิม จอง อึน น่าจะมองว่าถ้อยแถลงของตนคือการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อกับคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และวิวาทะจะยังคงดำเนินต่อไป ระหว่างผู้นำประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ของโลก กับผู้นำประเทศที่กำลังจะมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นรายล่าสุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง