ทรัมป์สั่งห้ามพลเมืองเกาหลีเหนือเข้าสหรัฐฯ

  • 25 กันยายน 2017
ผู้โดยสารจากชาติมุสลิมเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติวอชิงตัน Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้โดยสารจากชาติมุสลิมเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนานาชาติวอชิงตัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกประกาศเพิ่มเติมเรื่องคำสั่งห้ามพลเมืองบางประเทศเดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยในครั้งนี้ได้สั่งงดออกวีซ่าแก่พลเมืองเกาหลีเหนือ ชาด รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลเวเนซุเอลาบางส่วน เช่นเดียวกับที่เคยมีคำสั่งห้ามเดินทางกับพลเมืองจาก 5 ชาติมุสลิมไปก่อนหน้านี้

หลังการออกประกาศดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงข้อความทางทวิตเตอร์ซึ่งระบุว่า "การทำให้อเมริกาปลอดภัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของผม เราจะไม่ยอมให้คนที่เราตรวจสอบคัดกรองอย่างมั่นใจไม่ได้เข้าประเทศเด็ดขาด"

ทางทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชี้แจงว่า ที่มาของการออกคำสั่งห้ามเดินทางกับทั้ง 3 ประเทศ เป็นไปตามเกณฑ์ที่พิจารณาถึงพฤติกรรมการให้ความร่วมมือและแบ่งปันข้อมูลความมั่นคงกับสหรัฐฯ โดยที่ผ่านมาเกาหลีเหนือไม่ยอมให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯในทุกด้าน และยังมีพฤติกรรมด้านความมั่นคงอื่นๆ ที่ทำให้ไม่ผ่านเกณฑ์กำหนดของรัฐบาลสหรัฐฯ ทุกข้อ

ส่วนในกรณีของชาดนั้น แม้จะเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเรื่องต่อต้านการก่อการร้าย แต่ชาดก็ไม่ยอมแบ่งปันข้อมูลความมั่นคงและข้อมูลของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องให้ตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ จึงต้องระงับการออกวีซ่านักท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจแก่พลเมืองของชาดไปโดยไม่มีกำหนด

Image copyright @realDonaldTrump/twitter
คำบรรยายภาพ ทวิตเตอร์ของนายโดนัลด์ ทรัมป์

สำหรับกรณีของเวเนซุเอลานั้น สหรัฐฯ มีคำสั่งห้ามเดินทางเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนรวมทั้งครอบครัว ซึ่งเป็นผลจากการไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบรับรองประวัติพลเมืองของตนว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือต่อสาธารณะหรือไม่ เวเนซุเอลายังไม่เต็มใจยอมรับพลเมืองของตนที่ถูกเนรเทศจากสหรัฐฯ กลับไปด้วย

คำสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ ตามประกาศเพิ่มเติมนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นไป แต่พลเมืองของประเทศในบัญชีรายชื่อต้องห้ามที่มีวีซ่าเข้าสหรัฐฯ อยู่แล้วก่อนหน้านี้ สามารถเดินทางได้ตามปกติ

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ห้ามพลเมืองจาก 5 ชาติมุสลิม ซึ่งได้แก่อิหร่าน ลิเบีย ซีเรีย เยเมน และโซมาเลียเดินทางเข้าสหรัฐฯ ถูกชาวอเมริกันจำนวนมากคัดค้านต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากถือได้ว่าเป็นการรังเกียจกีดกันทางเชื้อชาติศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวมุสลิม แต่เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้รัฐบาลบังคับใช้คำสั่งห้ามเดินทางนี้ได้บางส่วนเป็นการชั่วคราว โดยศาลจะมีคำตัดสินเด็ดขาดว่าคำสั่งนี้มีความชอบธรรมหรือไม่ในเดือนหน้า