สหรัฐฯ อาจเลิกสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

  • 13 ตุลาคม 2017
ผู้ประท้วงหน้าทำเนียบขาว Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้ประท้วงด้านหน้าทำเนียบขาว เรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนข้อตกลง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจประกาศเลิกสนับสนุนข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านภายในวันนี้ และหันไปใช้วิธีการเผชิญหน้ามากขึ้น โดยหากเป็นไปตามคาดการณ์ ความเคลื่อนไหวนี้จะไม่ใช่การถอนตัวจากข้อตกลง แต่ทำให้รัฐสภาสหรัฐฯ จะมีเวลา 60 วัน เพื่อตัดสินใจว่าจะกลับไปใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านหรือไม่

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า นายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้หารือกับประเทศคู่เจรจาทางยุโรปและจีน ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับแรงกัดดันทั้งในและนอกประเทศ ไม่ให้ล้มเลิกข้อตกลงที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2015 ให้อิหร่านระงับโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้วิจารณ์และให้สัญญาเอาไว้ในระหว่างหาเสียงว่าจะล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน

ตามกฎหมายสหรัฐฯ รัฐสภามีข้อกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องให้การรับรองทุก ๆ 90 วันว่าอิหร่านยังคงปฏิบัติตามข้อตกลง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้การรับรองไปแล้ว 2 ครั้ง และคาดการณ์ที่ว่าเขาอาจจะไม่รับรองข้อตกลงในรอบนี้ ทำให้ประเทศพันธมิตรและบุคคลในรัฐบาลสหรัฐฯ เองเริ่มเป็นกังวล

เมื่อต้นเดือนนี้ พล.อ.เจมส์ แมททิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวระหว่างให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาว่าการละทิ้งข้อตกลงฉบับนี้ จะไม่เป็นประโยชน์กับประเทศ

นายเอด รอยซ์ สมาชิกวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นประธานะกรรมาธิการต่างประเทศ กล่าวว่า "แม้จะเป็นข้อตกลงที่บกพร่อง แต่ผมเชื่อว่าเราควรปฏิบัติตาม" เช่นเดียวกับผู้นำนานาชาติ รวมถึงนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ แห่งสหราชอาณาจักร และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ที่ต่างเรียกร้องให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยึดมั่นตามข้อตกลง

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ช่วงเดือน ก.ย. อิหร่านได้ประกาศทดสอบขีปนาวุธ "โครัมชาร์" ได้สำเร็จ ท้าทายแรงกดดันจากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ย้ำจุดยืนเดิมเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวว่า "เป็นหนึ่งในข้อตกลงที่ร่างขึ้นอย่างไร้ความสามารถที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา" และกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ฟอกซ์ นิวส์ ว่า "พวกเขาได้หนทางเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์โดยง่ายมาก และคิดถึงกรณีเงิน 1.7 พันล้านดอลลาร์ (5.63 หมื่นล้านบาท)" ซึ่งหมายถึงการที่รัฐบาลโอบามาตัดสินใจยอมตกลงเรื่องคดีความกับอิหร่านที่ดำเนินมานานเป็นทศวรรษ

ด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ และรัฐสภาสหรัฐฯ เห็นตรงกันว่าอิหร่านยังทำตามข้อตกลงอยู่ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านได้ละเมิดเจตนาของข้อตกลงเมื่อปี 2015 ซึ่งออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยอิหร่านต้องลดปริมาณแร่ยูเรเนียมในคลังเก็บ เลิกสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 15 ปี และอนุญาตให้ผู้ตรวจการณ์เข้าไปเก็บข้อมูลในประเทศ แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วนที่ห้ามอิหร่านซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกและขายน้ำมันให้แก่ประเทศอื่นโดยตรง