ฝรั่งเศสเผยเอกสารลับชี้เหตุประหาร “มาตา ฮารี” เมื่อ 100 ปีก่อน

  • 16 ตุลาคม 2017
Portrait of Mata Hari, by Reutlinger photo studio in Paris Image copyright Bibliothèque nationale de France

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ปี 1917 นางมาร์คารีตา เจลเลอ (Margaretha Zelle) หญิงชาวดัตช์วัย 41 ปี ถูกศาลสั่งประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าที่ลานแห่งหนึ่งชานกรุงปารีสของฝรั่งเศส ในขณะนั้นแทบไม่มีใครรู้จักหญิงชื่อดังกล่าว แต่สาเหตุที่ทำให้เธอต้องโทษร้ายแรงกลับมาจากตัวตนอีกด้านหนึ่ง ซึ่งผู้คนรู้จักกันดีภายใต้โฉมหน้าของนักเต้นระบำเลื่องชื่อผู้ทรงเสน่ห์ "มาตา ฮารี" ทางการของหลายชาติในยุโรปเชื่อว่า เธอคือสายลับตัวอันตราย ที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับสมรภูมิรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

การตายของเธอยังคงเป็นปริศนาว่า ตัวตนของจารชนรหัส "H21" ซึ่งก็คือนักเต้นสาวผู้โด่งดังคนนี้ ถูกเปิดเผยขึ้นได้อย่างไร และใครคือผู้บงการให้เธอต้องจบชีวิตลงกันแน่ และที่สำคัญที่สุด มีนักประวัติศาสตร์หลายคนตั้งคำถามว่า เธอคือสายลับมือฉมังผู้อุทิศตนรับใช้เยอรมนี หรือแค่ผู้หญิงธรรมดาที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด จนถูกสถานการณ์ชักนำให้ต้องจำยอมทำหน้าที่ล้วงความลับของคู่สงครามทั้งสองฝ่ายกันแน่

ในวาระที่ครบรอบหนึ่งศตวรรษมรณกรรมของมาตา ฮารี กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสได้เปิดเผยเอกสารลับจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีและการประหารสายลับสาวผู้นี้ออกสู่สาธารณะเป็นครั้งแรก ในจำนวนนี้รวมถึงบันทึกการสอบปากคำมาตา ฮารีโดยหน่วยต้านจารกรรมของฝรั่งเศส และสำเนาโทรเลขของทูตทหารเยอรมันที่เป็นต้นเหตุให้เธอถูกจับกุมอีกด้วย

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ การประหารชีวิตมาตา ฮารี ที่ชานกรุงปารีส

เด็กหญิงมาร์คารีตา เจลเลอ ถือกำเนิดในครอบครัวชาวดัชต์ที่มีฐานะ แต่ต่อมาพ่อของเธอล้มละลายและแม่ก็ตายจากไปตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้ชีวิตวัยเยาว์ของเธอต้องยากลำบาก เมื่ออายุได้ 18 ปี เธอลองเสี่ยงแต่งงานกับนายทหารชาวดัชต์ซึ่งมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของเธอ โดยต้องเดินทางข้ามโลกไปอยู่กินกับเขาที่เกาะชวาของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ในยุคนั้น

ชีวิตสมรสของมาร์คารีตาไม่ราบรื่นนัก สามีชอบใช้ความรุนแรงและยังนำโรคซิฟิลิสมาติดเธออีกด้วย หลังจากที่มีลูกกัน 2 คน เธอตัดสินใจแยกทางกับสามีและเดินทางไปกรุงปารีสคนเดียวในปี 1905 ที่กรุงปารีสนี้เองเธอเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการยึดอาชีพนักเต้นระบำแบบตะวันออก โดยตั้งชื่อให้ตัวเองใหม่ว่า "มาตา ฮารี" ซึ่งเป็นภาษามลายูที่หมายถึง "ดวงตาแห่งวัน" หรือดวงอาทิตย์นั่นเอง

มาตา ฮารี สร้างเรื่องโฆษณาตนเองโดยอ้างว่ามีเชื้อสายชาวอินโดนีเซีย และเป็นลูกของนักเต้นบูชาเทพในวิหารศาสนาฮินดู ต้องเต้นเปลือยในพิธีกรรมทางศาสนามาแต่อายุยังน้อย และเป็นที่มาของลีลาท่าเต้นประหลาดน่าพิศวงซึ่งที่จริงเธอคิดขึ้นเอง ชาวยุโรปในขณะนั้นยังไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมตะวันออกดีนัก ต่างพากันหลงเชื่อและตื่นเต้นฮือฮาในตัวเธอกันอย่างมาก ในที่สุดเธอสามารถเข้าคลุกคลีในแวดวงสังคมชั้นสูงของกรุงปารีส และเดินทางเข้าออกประเทศต่าง ๆ ในยุโรปเป็นว่าเล่น โดยเชื่อกันว่าเธอคบหาและมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมือง นายทหาร และบุคคลสำคัญหลายคน

Image copyright Museum of Friesland Collection, Leeuwarden
คำบรรยายภาพ เอกสารบันทึกคำสั่งศาลที่สั่งประหารชีวิตมาตา ฮารี

ชีวิตนักเต้นที่กำลังไปได้สวยของมาตา ฮารี ต้องหักเหมาสู่เส้นทางมืดของจารชน เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น กองทัพเยอรมนีได้เข้ายึดทรัพย์สินของเธอที่อยู่ในเขตยึดครองของทหารเยอรมัน และต่อมาได้เข้าเกลี้ยกล่อมให้เธอเดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อช่วยล้วงความลับจากบุคคลสำคัญฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเธอจำต้องยอมเป็นสายลับให้ทหารเยอรมันเพราะอยากได้ทรัพย์สินที่ถูกยึดไปบางส่วนคืนมา

มาตา ฮารี ต้องกลายเป็นสายลับสองหน้า เมื่อทางการฝรั่งเศสได้ใช้ให้เธอสืบความลับจากบรรดาผู้นำระดับสูงของเยอรมนีด้วยเช่นกัน โดยใช้เรื่องโอกาสในการสร้างครอบครัวกับคนรักของเธอ เป็นข้อต่อรองให้เธอยอมทำตามคำสั่ง เธอต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจจารชนในหลายประเทศ แต่จุดจบก็มาถึงเมื่อเธอพยายามล้วงความลับจากทูตทหารเยอรมันชื่ออาร์โนลด์ ฟอน คัลเลอ ขณะอยู่ที่กรุงมาดริดของสเปน

ทูตทหารเยอรมันผู้นี้ได้ตลบหลังเธอ ด้วยการส่งโทรเลขไปยังกรุงเบอร์ลิน รายงานเกี่ยวกับ "สายลับ H21" ซึ่งก็คือตัวเธอโดยระบุข้อมูลชี้ตัวอย่างชัดแจ้ง แต่กลับส่งข้อความด้วยรหัสลับที่ผู้ส่งก็ทราบดีว่าทางการฝรั่งเศสในขณะนั้นได้ไขรหัสออกแล้ว ทำให้โทรเลขนั้นตกไปอยู่ในมือของหน่วยต้านจารกรรมฝรั่งเศส และนำไปสู่การจับกุมตัวมาตา ฮารี ในที่สุด

มีหลายทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ที่อธิบายเหตุการณ์นี้ ซึ่งนอกจากข้อสันนิษฐานที่ว่าทางการเยอรมนีต้องการกำจัดเธอทิ้ง โดยใช้โทรเลขของอาร์โนลด์ ฟอน คัลเลอ ที่จงใจส่งแบบให้ฝรั่งเศสจับได้เป็นเครื่องมือแล้ว ยังมีข้อสันนิษฐานว่าการพบเพียงสำเนาโทรเลขดังกล่าวในแฟ้มเอกสารลับที่เปิดเผยในปีนี้ โดยไม่พบต้นฉบับรวมอยู่ด้วย อาจหมายถึงว่าฝ่ายฝรั่งเศสได้ปลอมโทรเลขนั้นขึ้นมาเอง เพื่อทำลายมาตา ฮารี

Image copyright Museum of Friesland Collection, Leeuwarden
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายของตำรวจในวันที่เข้าจับกุมมาตา ฮารี เมื่อต้นปี 1917

ผู้ศึกษาด้านแนวคิดสตรีนิยมและประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสสมัยสงครามชี้ว่า มาตา ฮารี ตกเป็นเหยื่อของสงครามโฆษณาชวนเชื่อ โดยฝรั่งเศสต้องการให้เธอเป็นแพะรับบาป เพื่อสร้างคำอธิบายกับประชาชนว่า เหตุใดฝรั่งเศสจึงพ่ายแพ้หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบบ่อยครั้งในการสู้รบกับเยอรมนี การเป็นสายลับสองหน้าของเธอถูกทางการฝรั่งเศสกล่าวโทษว่า ทำให้ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรต้องเสียชีวิตไปในสมรภูมิหลายพันคน ภาพลักษณ์การเป็นนักเต้นเปลื้องผ้ายั่วยวนของเธอก่อนหน้านี้ ยิ่งตอกย้ำให้ดูเป็นหญิงไร้ศีลธรรมที่ทำทุกอย่างได้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แม้แต่การทรยศต่อชาติที่ทำให้เธอมีตัวตนชื่อเสียงขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม บันทึกการสอบสวนมาตา ฮารีของฝรั่งเศสที่ได้รับการเปิดเผยใหม่ชี้ว่า ในการสอบปากคำเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1917 เธอยอมรับสารภาพว่าเป็นสายลับให้เยอรมนีจริง แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1915 ครั้งที่เธออยู่ในกรุงเฮกและไม่สามารถเดินทางกลับกรุงปารีสตามที่ต้องการได้ กงสุลเยอรมันผู้หนึ่งได้เสนอตัวเข้าช่วยเหลือ แต่ก็ขอให้เธอให้ข้อมูลบางอย่างกับเขาเป็นครั้งคราวด้วย

ในการให้ปากคำดังกล่าวเธอยืนยันว่า ไม่ได้มีเจตนาจะช่วยเหลือเยอรมนีจริง ๆ แต่แค่ตกปากรับคำไปเพราะต้องการเงินก้อนหนึ่งเพื่อใช้หนีกลับกรุงปารีสเท่านั้น เธอสาบานว่าจงรักภักดีต่อฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่เธอช่วยสืบความลับให้ฝรั่งเศสหลายครั้ง แต่น่าเสียดายว่า คำให้การนี้เป็นหลักฐานมัดตัวเธอเอง จนทำให้ต้องโทษประหารในที่สุด

หลังมาตา ฮารีเสียชีวิตแล้ว ไม่มีญาติหรือผู้ใดมาขอรับศพ โรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงปารีสจึงนำร่างของเธอไปใช้ในการเรียนการสอนกายวิภาค ศีรษะของเธอถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ทางการแพทย์ แต่เมื่อ 20 ปีก่อนมีการตรวจสอบพบว่าส่วนศีรษะนั้นหายไปแล้ว และสันนิษฐานกันว่าอาจถูกขโมยไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม