ไอเอสใกล้สูญพันธุ์หรือกำลังรอวันคืนชีพกันแน่ ?

  • 25 ตุลาคม 2017
Fighters of the Syrian Democratic Forces stand guard on a rooftop in Raqqa after retaking the city from Islamic State Image copyright Getty Images

รายงานล่าสุดจากศูนย์ซูฟาน (The Soufan Center) สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาด้านความมั่นคงในสหรัฐฯ ชี้ว่ามีนักรบจีฮัดและบรรดาผู้สนับสนุนกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) จากต่างชาติ ทยอยเดินทางออกจากอิรักและซีเรีย มุ่งหน้ากลับบ้านเกิดของตนเองใน 33 ประเทศกันอย่างน้อย 5,600 คนแล้ว ตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่เดิมคาดว่ามีนักรบต่างชาติเข้าร่วมกับไอเอสทั้งสิ้นราว 30,000 คน

ความพ่ายแพ้ของไอเอสในสมรภูมิรบหลายแห่ง ทำให้ต้องสูญเสียฐานที่มั่นสำคัญในอิรักและซีเรียไปอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดคือเมืองรักกาในซีเรีย ซึ่งเป็นฐานบัญชาการใหญ่ที่เปรียบเสมือน "เมืองหลวง" ของไอเอสทีเดียว หลายคนมองว่าการที่ไอเอสต้องล่าถอยไปอย่างหมดรูป อาจหมายถึงการสลายตัวของเครือข่ายก่อการร้ายที่เคยสั่นสะเทือนโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หลายฝ่ายก็ยังไม่วางใจ และเห็นว่าไอเอสยังคงมีโอกาสกลับมารวมตัวก่อเหตุร้ายได้ในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของโลก

ดร. ลอเรนโซ วิดิโน จากสถาบันเพื่อการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศแห่งอิตาลี (ISPI) มองว่า แม้นักรบไอเอสจะกำลังกลับมาประเทศบ้านเกิดกันมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป มีแนวโน้มว่าคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะยังคงอยู่ในอิรักและซีเรีย แต่เปลี่ยนรูปแบบการจัดองค์กรไปเป็นกองโจรขนาดเล็ก และรวมตัวกับกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่น บางส่วนอาจหลบหนีกระจัดกระจาย แล้วแทรกซึมข้ามพรมแดนเข้าไปยังประเทศข้างเคียง เช่นตุรกี เลบานอน และจอร์แดนก็เป็นได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สมาชิกไอเอสที่แตกกระจายหลบหนีจากฐานที่มั่นต่าง ๆ สามารถแทรกซึมข้ามพรมแดนไปยังประเทศอื่นได้

ยังคงมีกองกำลังไอเอสขนาดใหญ่ที่มีกำลังพลสูงสุดถึง 6,500 คนในลิเบีย และยังมีกองกำลังย่อย ๆ ที่หลงเหลือตาม "วิลายัต" (Wilayat) หรือดินแดนครอบครองที่ตั้งเป็นจังหวัดต่าง ๆ ของไอเอสในเยเมน, แหลมไซนาย, แถบเทือกเขาคอเคซัสตอนเหนือ, ภูมิภาคเอเชียกลาง และในอัฟกานิสถานอีกหลายร้อย ยังไม่รวมถึงกลุ่มติดอาวุธที่สวามิภักดิ์ต่อไอเอสในดินแดนห่างไกล หรือพวกที่ไปร่วมรบในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) เมียนมา และฟิลิปปินส์อีกด้วย

นักรบจีฮัดของไอเอสที่กลับบ้านนั้น แม้บางส่วนจะไม่เคลื่อนไหวต่อสู้แล้ว แต่บางส่วนก็ยังอาจลอบจัดตั้งเครือข่ายลับเพื่อหาโอกาสโจมตีก่อการร้ายต่อไปในประเทศของตน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศนั้นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบแอฟริกาเหนือเช่นตูนิเซีย ที่มีพลเมืองไปเข้าร่วมกับไอเอสถึง 6,000 คน คิดเป็นสัดส่วนต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก ส่วนประเทศแถบอ่าวอาหรับก็อาจได้รับผลกระทบเช่นนี้เหมือนกัน

ด้านประเทศต่าง ๆ ในยุโรปนั้น ถือว่าการกลับมาของแนวร่วมไอเอสกว่า 6,000 คน เป็นปัญหาความมั่นคงระดับชาติ แม้ที่ผ่านมาผู้ก่อเหตุร้ายในยุโรปที่มีประวัติเป็นอดีตนักรบจีฮัดผู้มีประสบการณ์สู้รบในต่างแดน จะมีน้อยกว่า 1 ใน 5 ของทั้งหมด แต่เป็นไปได้ว่า พวกนี้จะใช้ทักษะการรบและฐานะที่โดดเด่นได้รับการยกย่องในเครือข่ายของตนก่อเหตุก่อการร้ายขึ้นได้ ซึ่งการเสียดินแดนครอบครองของไอเอสในตะวันออกกลางและแอฟริกา ไม่ส่งผลกระทบต่อนักรบอิสระเหล่านี้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กลุ่มกบฏที่ก่อเหตุยึดเมืองมาราวีในฟิลิปปินส์ เป็นกลุ่มที่สวามิภักดิ์ต่อไอเอส

อันที่จริงทางการในประเทศบ้านเกิดของสมาชิกไอเอส ควรจะรวบตัวนักรบจีฮัดที่กลับมาพวกนี้ไว้ได้แต่แรก โดยไม่ปล่อยให้ลอยนวลไปสร้างความเสี่ยงก่อเหตุร้ายในอนาคต แต่ที่ทำเช่นนั้นไม่ได้ในบางครั้ง เพราะมีการลักลอบกลับประเทศมาทางอื่น เช่นปลอมเป็นผู้อพยพเข้ามาดังในกรณีผู้ก่อเหตุร้ายในกรุงปารีส เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2015

อย่างไรก็ตาม คนพวกนี้ส่วนใหญ่กลับประเทศมาอย่างเปิดเผยและถูกกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังไม่อาจรวบตัวไว้ได้อีก เช่นในกรณีของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ซึ่งรู้ล่วงหน้าว่าจะมีสมาชิกไอเอสกลับมา 400 คน แต่สุดท้ายสามารถจับกุมตัวและลงโทษตามความผิดได้เพียง 54 คน เพราะปัญหาข้อกฎหมาย

ทั้งนี้ การเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายหรือการไปรบในต่างแดน ไม่ใช่ความผิดตามกฎหมายในบางประเทศ ส่วนประเทศที่เพิ่งออกกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายมาใหม่ ก็ไม่สามารถเอาผิดกับคนพวกนี้ เพราะกฎหมายไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้ ในหลายกรณีไม่สามารถจับกุมหรือบังคับใช้กฎหมาย เพราะขาดหลักฐานชัดเจนที่จะพิสูจน์เอาผิดคนเหล่านี้ในศาล ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองที่เคยใช้เป็นเบาะแสชี้ตัวนักรบจีฮัด ก็อาจนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมไม่ได้เสมอไป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เหตุโจมตีก่อการร้ายกรุงปารีสปลายปี 2015 ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือนักรบจีฮัดของไอเอสที่เคยไปร่วมรบในต่างแดน

รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในยุโรป จึงถูกท่วมทับด้วยปัญหาการรับมือกับสมาชิกไอเอส ทั้งที่กลับมาอยู่ในประเทศแล้วและที่กำลังเดินทางกลับมา ซึ่งในหลายกรณีต้องจัดให้มีการบำบัดแก้ไขความคิดสุดโต่ง (Deradicalisation ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่เป็นลูกของคนเหล่านี้ซึ่งเกิดหรือเติบโตในดินแดนไอเอสมาก่อน และส่วนใหญ่มีพฤติกรรมส่อแววความคิดรุนแรงชัดเจน

เมื่อมองถึงแนวโน้มในอนาคต ดร. วิดิโนมองว่าไอเอสยุคใหม่จะปรับรูปแบบของขบวนการให้แยกส่วน และกระจายการทำงานไปทั่วทุกมุมโลกได้โดยไม่มีปัญหา แม้ "รัฐกาหลิบ" (Caliphate) ที่เป็นดินแดนปึกแผ่นของไอเอสจะปิดฉากลงไป แต่รัฐกาหลิบในโลกเสมือนจริงที่ปฏิบัติการทางไซเบอร์จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และชื่อของไอเอสจะยังคงไม่เลือนหายไปง่าย ๆ จากสายตาและการรับรู้ของคนทั่วโลก

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม