หินจาก “ชิกซูลุบ” เผยข้อมูลใหม่เรื่องฤดูหนาวล้างเผ่าพันธุ์ไดโนเสาร์

  • 5 พฤศจิกายน 2017
(ภาพจากฝีมือศิลปิน) พลังงานที่เกิดขึ้นจากการชนของอุกกาบาตยักษ์ เทียบเท่ากับระเบิดปรมาณูที่ทิ้งใส่เมืองฮิโรชิมะ 10,000 ล้านลูก Image copyright BARCROFT PRODUCTIONS/BBC
คำบรรยายภาพ (ภาพจากฝีมือศิลปิน) พลังงานที่เกิดขึ้นจากการชนของอุกกาบาตยักษ์ เทียบเท่ากับระเบิดปรมาณูที่ทิ้งใส่เมืองฮิโรชิมะ 10,000 ล้านลูก

คณะนักธรณีฟิสิกส์นานาชาติ ผู้ขุดเจาะชั้นหินของหลุมอุกกาบาตชิกซูลุบ (Chicxulub) ซึ่งจมอยู่ใต้อ่าวเม็กซิโก เผยถึงผลการศึกษาใหม่เกี่ยวกับฤดูหนาวอันยาวนานที่ไดโนเสาร์ต้องเผชิญ หลังอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน และทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตบนโลก

ผลการวิเคราะห์ชั้นหินที่ขุดเจาะขึ้นมาชี้ว่า อุกกาบาตยักษ์ความกว้าง 12 กิโลเมตร พุ่งเข้าหาจุดปะทะจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 18 กิโลเมตรต่อวินาที และพุ่งชนพื้นโลกที่บริเวณทะเลตื้นโดยทำมุม 60 องศา ทำให้เกิดหลุมลึกในชั่วพริบตา เนื่องจากหินและแร่ธาตุปริมาณหลายล้านล้านตันระเหยเป็นไอขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ

ในบรรดาหินที่ระเหยเป็นไอนี้ มีแร่ธาตุอย่างยิปซัมและแอนไฮไดรต์ ซึ่งมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบปะปนอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีแร่ธาตุจำพวกคาร์บอเนต ที่ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นอีกจำนวนมากด้วย

Image copyright NHM
คำบรรยายภาพ แบบจำลองโครงกระดูกไดโนเสาร์ "ดิปปี้" (Dippy) ตั้งแสดงในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติกรุงลอนดอน

ไอระเหยของแร่ธาตุเหล่านี้ พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วสูง โดยมีกำมะถันราว 325 กิกะตัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 425 กิกะตันรวมอยู่ด้วย

แม้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกและอุณหภูมิที่สูงขึ้นในระยะยาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือไอกำมะถันซึ่งผสมกับฝุ่นควัน ได้ทำให้อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

Image copyright MAX ALEXANDER/B612/ASTEROID DAY
คำบรรยายภาพ ศ.มอร์แกน กับตัวอย่างชั้นหินที่ขุดเจาะขึ้นมาเป็นแท่งจากใต้อ่าวเม็กซิโก

ศาสตราจารย์โจอันนา มอร์แกน นักธรณีฟิสิกส์ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ในสหราชอาณาจักรบอกว่า ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์คำนวณผลของสภาพอากาศที่เกิดขึ้น หากมีไอกำมะถัน 100 กิกะตัน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,400 กิกะตัน ฟุ้งกระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโลก

โดยพบว่าสภาพการณ์เช่นนี้จะทำให้ค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิอากาศที่พื้นผิวโลกทั้งปี ลดลงอย่างน้อย 26 องศาเซลเซียส และจะมีช่วงเวลา 3-16 ปีหลังจากนั้นที่โลกมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

"ขณะนี้เราทราบแล้วว่า ปริมาณกำมะถันที่ระเหยเป็นไอขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศหลังอุกกาบาตพุ่งชนโลก 66 ล้านปีก่อน มีสูงกว่าที่แบบจำลองดังกล่าวคาดการณ์ไว้มากหลายเท่า ซึ่งก็หมายความว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกรวมทั้งไดโนเสาร์ต้องเผชิญกับสภาพอากาศหนาวเหน็บรุนแรงเป็นเวลานานยิ่งกว่านั้นมากนัก" ศ. มอร์แกนกล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม