เส้นทางพระราชทรัพย์ของควีนในแหล่งเลี่ยงภาษีต่างแดน
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้

เส้นทางพระราชทรัพย์ของควีนในแหล่งเลี่ยงภาษีต่างแดน

  • 7 พฤศจิกายน 2017

มีการตรวจสอบพบว่าพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์มูลค่าราว 10 ล้านปอนด์ ของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักร ถูกนำไปลงทุนอย่างไม่โปร่งใสเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ตามแผนการจัดการของบริษัทบริหารสินทรัพย์ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่เกาะเคย์แมน และที่เกาะเบอร์มิวดาซึ่งเป็นดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร

พระราชทรัพย์ดังกล่าวเป็นรายได้จาก "ดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์" (Duchy of Lancaster) ซึ่งเป็นเขตแดนในสหราชอาณาจักรที่สมเด็จพระราชินีนาถฯ ทรงดำรงพระยศในฐานะ "ดยุคแห่งแลงคาสเตอร์" และทรงมีสิทธิในการเก็บผลประโยชน์จากที่ดินและทรัพย์สินอื่น ๆ ในเขตนั้น แต่ในปัจจุบันสำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอนเป็นผู้บริหารดูแลผลประโยชน์ในส่วนนี้แทนพระองค์

ข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้น หลังเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เผยแพร่เอกสาร "พาราไดซ์ เปเปอร์ส" (Paradise Papers ) 13.4 ล้านฉบับ ซึ่งรั่วไหลจากบรรดาบริษัทบริหารสินทรัพย์ในแดนสวรรค์แห่งการหลบเลี่ยงภาษี (Tax haven) หลายแห่ง รวมถึงบริษัทแอปเปิลบี (Appleby) ซึ่งเป็นบริษัทกฎหมายชั้นนำที่ให้บริการซุกซ่อนทรัพย์สินเพื่อหลบเลี่ยงภาษีแก่บรรดามหาเศรษฐีทั่วโลก

เอกสารลับ "พาราไดซ์ เปเปอร์ส" แสดงให้เห็นว่า สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ได้ลงทุนเป็นเงิน 5 ล้านปอนด์ ในกองทุนของบริษัท Jubilee Absolute Return Fund Limited ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะเบอร์มิวดาเมื่อปี 2004 แต่ต่อมาได้ปิดการลงทุนไปเมื่อปี 2010

ส่วนในปี 2005 สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ได้ลงทุนอีกครั้ง เป็นเงิน 5.7 ล้านปอนด์ในกองทุน Dover Street VI Cayman Fund LP. ซึ่งลงทุนในกิจการด้านการแพทย์และเทคโนโลยี แต่ไม่กี่ปีต่อมาการลงทุนครั้งนี้นำไปสู่การเกี่ยวข้องพัวพันกับกิจการที่มีปัญหาเรื่องภาษีและธรรมาภิบาลในสหราชอาณาจักร

ในปี 2007 บริษัทผู้บริหารกองทุน Dover Street VI Cayman Fund LP. ในสหรัฐฯ ได้เสนอให้สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ลงทุนเพิ่ม 450,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงการแสวงผลกำไรด้วยการเข้าซื้อกิจการต่าง ๆ ซึ่งทางบริษัทใช้ชื่อว่า "โปรเจกต์เบอร์ตี" (Project Bertie)

เงินส่วนนี้ถูกใช้เข้าลงทุนในบริษัท "วิชัน แคปิตอล" (Vision Capitol) ซึ่งซื้อหุ้นในกิจการค้าปลีกชื่อดังของอังกฤษ 2 แห่ง คือเครือข่ายร้านผ่อนซื้อเครื่องใช้ภายในบ้าน "ไบรท์เฮาส์" (BrightHouse) ซึ่งวิชัน แคปิตอล ได้เข้าไปถือหุ้น 100% และเครือข่ายร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ "เทรเชอร์ส"( Threshers ) ซึ่งได้เข้าไปถือหุ้นไว้ 75%

เมื่อวิชัน แคปิตอล เข้าไปถือหุ้นในกิจการของเทรเชอร์สนั้น กิจการดังกล่าวเต็มไปด้วยหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่ยอมจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลมาเป็นเวลาสองปีแล้ว ต่อมาในปี 2009 กิจการของเทรเชอร์สล้มละลาย โดยยังติดค้างภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐอยู่ 17.5 ล้านปอนด์ ส่วนกิจการเครือข่ายร้านไบรท์เฮาส์นั้น ถูกย้ายฐานไปจดทะเบียนในลักเซมเบิร์ก ซึ่งทำให้จ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่สหราชอาณาจักรน้อยลง

เมื่อเดือนที่แล้ว องค์กรควบคุมแนวปฏิบัติทางการเงินของสหราชอาณาจักรได้ประกาศว่า ไบรท์เฮาส์มีความผิดฐานกำหนดราคาสินค้าเพื่อการผ่อนซื้อสูงเกินกว่าที่ควรอย่างมาก และคิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 94% ซึ่งเป็นการเอาเปรียบแสวงประโยชน์จากลูกค้าผู้มีรายได้น้อย ทางการยังสั่งให้ไบรท์เฮาส์จ่ายค่าชดเชยแก่ลูกค้า 249,000 คน เป็นเงิน 14.8 ล้านปอนด์ด้วย

การที่พระราชทรัพย์ของสมเด็จพระราชินีนาถฯ ต้องเข้าไปอยู่ในแหล่งหลบเลี่ยงภาษี และเข้าไปพัวพันกับกิจการที่มีปัญหาทางกฎหมายและจริยธรรม ทำให้สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า กระทำการให้เป็นที่เสื่อมพระเกียรติ

นางมาร์กาเร็ต ฮอดจ์ ส.ส. พรรคแรงงานตำหนิว่า "ถ้าคุณรับหน้าที่ดูแลการเงินของสถาบันกษัตริย์ แน่นอนว่าคุณจะต้องทำให้สะอาดหมดจดเสียยิ่งกว่าธรรมดา จะต้องไม่ไปเข้าใกล้วงการสกปรกอย่างแหล่งฟอกเงิน เลี่ยงภาษี หรือหากำไรอย่างน่าเคลือบแคลงสงสัยใด ๆ ทั้งสิ้น"

อย่างไรก็ตามสำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ปฏิเสธว่า ไม่ทราบมาก่อนว่าการลงทุนในกองทุนดังกล่าวจะสามารถใช้หลบเลี่ยงภาษีได้ รวมทั้งไม่มีเจตนาหรือแผนการจะหาประโยชน์จากการเลี่ยงภาษี เนื่องจากตามกฎหมายของสหราชอาณาจักร พระราชทรัพย์ที่เป็นรายได้จากดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์นั้นไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาสมเด็จพระราชินีนาถฯ ทรงเต็มพระทัยจ่ายภาษีในส่วนนี้เยี่ยงประชาชนทั่วไปด้วยพระองค์เอง

สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์ยังระบุว่า การลงทุนในกองทุนที่หมู่เกาะเคย์แมนนั้น จะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2019 หรือ 2020 แต่มีมูลค่าการลงทุนเหลือน้อยมาก คิดเป็นเพียง 0.3% ของสินทรัพย์ที่มีทั้งหมด ส่วนมูลค่าหุ้นปัจจุบันที่ถืออยู่ในกิจการร้านไบรท์เฮาส์นั้น คิดเป็นมูลค่าเพียง 3,208 ปอนด์เท่านั้น

นายเดฟ แม็กคลัวร์ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพระราชทรัพย์ของราชวงศ์อังกฤษบอกกับบีบีซีว่า นับจากนี้สำนักงานดัชชีแห่งแลงคาสเตอร์จะต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก ให้มีการเปิดเผยบัญชีพระราชทรัพย์เพื่อการตรวจสอบอย่างเต็มที่และเป็นทางการในรัฐสภา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางสำนักงานปฏิเสธหลบเลี่ยงมานานนับหลายสิบปี