พบกับเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุดของโลก

  • 22 พฤศจิกายน 2017
จอห์น คอลลิสัน ไม่ชอบพูดถึงความมั่งคั่งของตัวเอง Image copyright Stripe
คำบรรยายภาพ จอห์น คอลลิสัน ไม่ชอบพูดถึงความมั่งคั่งของตัวเอง

แม้จะเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดในโลก ที่สร้างฐานะให้ตัวเองจนกลายเป็นเศรษฐีพันล้านได้สำเร็จ แต่นายจอห์นสัน คอลลิสัน วัย 27 ปี ดูเหมือนยังไม่ค่อยอยากพูดถึงชื่อเสียงที่น่าประทับใจของเขามากนัก

"คนถามผมเยอะมาก และผมรู้สึกว่าเขาอยากได้คำตอบที่น่าสนใจ แต่ผมไม่มีอะไรจะบอก" นายคอลลิสันกล่าว "คนถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร และเขาอยากเห็นผมมีงานอดิเรกใหม่แบบที่ต้องดูแลเอาใจใส่ เช่น การสะสมไข่ฟาแบร์เช หรือแข่งเรือยอชท์"

แต่แทนที่จะมีงานอดิเรกที่หรูหรา เขายังคงชอบไปวิ่งออกกำลังเมื่อมีเวลา โดยระบุว่า "เป็นงานอดิเรกที่ทำได้ง่ายและสะดวก"

ความสำเร็จของนายจอห์นสัน คอลลิสัน เกิดจากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซอฟท์แวร์ขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งสไตรพ์ (Stripe) เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้จักมาก่อน

Image copyright Stripe
คำบรรยายภาพ บริษัทแอปเปิล ใช้เทคโนโลยีของสไตรพ์

นายคอลลินสัน ก่อตั้งบริษัทขึ้นในเมืองซานฟราสซิสโก ร่วมกับนายแพทริค ซึ่งเป็นพี่ชายวัย 29 ปี ที่ขณะนี้เป็นเศรษฐีพันล้านจากการสร้างตัวเองที่อายุน้อยเป็นอันดับ 3 ของโลก อันดับสองที่คั่นระหว่างกลางของสองพี่น้อง คือนายอีแวน สปีเกิล อายุ 27 ปี ผู้ร่วมก่อตั้งสแน็ปแชท

สไตรพ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2011 โดยไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เนื่องจากไม่ได้ผลิตซอฟท์แวร์เพื่อผู้บริโภค แต่เป็นซอฟท์แวร์ที่บริษัทกว่า 100,000 แห่งทั่วโลกใช้ เพื่อให้รับเงินค่าสินค้าหรือบริการจากลูกค้าได้ง่ายขึ้น และเพื่อบริหารเว็บไซต์

Image copyright Stripe
คำบรรยายภาพ จอห์น (ซ้าย) กับแพทริค พี่ชาย กลายเป็นเศรษฐีพันล้านก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย

เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทสไตรพ์ ประกาศว่าได้รับเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติม ทำให้มีมูลค่าอยู่ที่ 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3 แสนล้านบาท) ซึ่งนิตยสารฟอร์บสรายงานว่า พี่น้องคอลลิสัน มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอย่างต่ำคนละ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (36,100 ล้านบาท) ถือเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาสำหรับสองพี่น้องที่เติบโตมาในเมืองทิพเพอร์รารี ในเขตชนบทของสาธารณรัฐไอร์แลนด์ ทั้งที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่อาศัยความสนใจด้านคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น

มหาวิทยาลัยที่เป็นเป้าหมายของพี่น้องคอลลิสัน สะท้อนให้เห็นว่าทั้งคู่ตั้งเป้าหมายเอาไว้สูงตั้งแต่เด็ก หลังเรียนจบจากโรงเรียนมัธยมของรัฐ ในเมืองลิมเมอริค แพทริคสอบเข้าสาขาวิชาคณิตศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ ในเมืองบอสตันได้เมื่อปี 2007 และหลังจากนั้น 2 ปี จอห์นก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้

Image copyright Stripe
คำบรรยายภาพ สำนักงานใหญ่ของสไตรพ์ ตั้งอยู่ที่ซาน ฟรานซิสโก ในขณะที่สำนักงานประจำภาคพื้นยุโรปตั้งอยู่ที่ดับลิน

จอห์น กล่าวว่า "สำหรับผมมันง่ายกว่า เพราะแพทริค ทำได้แล้ว เราเคยอยากออกท่องเที่ยวมาตลอด ผมเคยคิดว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักร แต่ก็มองว่ายังไกลบ้านไม่มากพอ และเราทั้งคู่ตั้งใจเรียน จึงอยากเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของสหรัฐฯ ให้ได้"

แต่ก่อนที่จอห์น จะเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งสองพี่น้องก็เป็นเศรษฐีเงินล้านอยู่แล้ว จากบริษัทซอฟท์แวร์แห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยให้บริษัทขนาดเล็กและผู้ค้ารายย่อยทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นบนเว็บไซต์ประมูลของอย่างอีเบย์ ซึ่งบริษัทออคโตมาติก (Auctomatic) ถูกขายไปในปี 2008 ในราคา 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (164 ล้านบาท)

หลังจากขายบริษัทแห่งแรก ทั้งสองพี่น้องได้หันมาทุ่มเทกับการพัฒนาสไตรพ์ และยังคงทำงานแม้ว่าจอห์นจะเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่หลังจากนั้น ทั้งสองก็ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาก่อตั้งบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย

จอห์นเล่าว่า "เราคิดค้นสไตรพ์ ด้วยวิธีแบบเดียวกับที่หลายคนเกิดแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน" และ "คุณอาจจะสงสัย ว่าอะไรคือความยากของการเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ โดยเราอาจรับมือกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่คนต้องการซื้อและการทำให้พวกเขารู้จักผลิตภัณฑ์นั้นได้ แต่การรับเงินจากคนทางอินเทอร์เน็ตเคยเป็นเรื่องยากมาก"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เดลิเวอรู เป็นลูกค้าอีกรายของสไตรพ์ จากจำนวนบริษัทลูกค้าขนาดต่าง ๆ กว่า 100,000 ราย

"ผมจำได้ว่า เคยพูดกับแพทริคว่า 'จะยากแค่ไหนเชียว' บางทีเราควรลองทำดู" และจากนั้น จอห์นกับแพทริคได้ร่วมมือกันพัฒนาระบบซอฟท์แวร์ ที่ช่วยให้บริษัททุกขนาดเก็บเงินได้ง่ายขึ้น รวมถึงบริหารส่วนอื่นๆ ของเว็บไซต์ได้ เช่น ระบบความปลอดภัยอื่น ๆ และการเก็บข้อมูลลูกค้า

แม้ว่าจะมีคู่แข่ง แต่จำนวนผู้ใช้สไตรพ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบริษัทยังได้รับทุนสนับสนุนจากนายเอลอน มัสค์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งเทสลา ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงได้เงินทุนจากนายปีเตอร์ ธีล ผู้ก่อตั้งเพย์พาลอีกด้วย

โมเดลการทำธุรกิจของสไตรพ์ ค่อนข้างเรียบง่าย คือคิดค่าบริการจากลูกค้า ต่อธุรกรรมทุกครั้งที่ทำผ่านซอฟท์แวร์ ซึ่งในสหราชอาณาจักร มีอัตราอยู่ที่ร้อยละ 1.4 ของมูลค่าธุรกรรม บวกกับอีก 20 เพนนี

แม้ว่าสไตรพ์จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับรายรับประจำปี แต่มูลค่าประเมินของบริษัทที่ 9,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (3 แสนล้านบาท) ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่า สไตรพ์เป็นธุรกิจที่มีกำไรดี และจอห์น ยังมั่นใจกับโอกาสในการเติบโตอีกด้วย "ขณะนี้ การใช้จ่ายออนไลน์คิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของการใช้จ่ายทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งเราต้องการช่วยเพิ่มจำนวน เรามีดัชนีการเติบโตที่เชื่อมโยงกับการเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ ตราบใดที่เศรษฐกิจออนไลน์เติบโต สไตรพ์ ก็จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายเอลอน มัสค์ ผู้บริหารบริษัทเทสลา เป็นหนึ่งในผู้ที่ลงทุนในบริษัทสไตรพ์

"ผมไม่รู้ว่าคุณคิดอย่างไร แต่ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าจะวางใจในเดิมพันได้"

ปัจจุบัน สไตรพ์มีพนักงาน 750 คน แบ่งออกเป็น 500 คนที่ซาน ฟรานซิสโก และ 150 คนในต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานที่ดับลิน

นายมาร์ติน วีทช์ บรรณาธิการร่วมของเว็บไซต์ไอดีจี คอนเน็ค กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่สไตรพ์ได้รับความสนใจมาก แต่เตือนว่านี่ยังเป็นธุรกิจใหม่ "บริษัทใดก็ตามที่มีศักยภาพจะกลายเป็นมาตรฐานของการดำเนินธุรกิจออนไลน์ จะได้รับความสนใจอย่างสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่สองพี่น้องทำได้แล้วกับการจ่ายเงินออนไลน์ แต่นี่เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง มูลค่าของบริษัทสไตรพ์ขณะนี้อาจทำให้หลายคนอิจฉา แต่ก็ยังถือว่าใหม่มาก"

งานประจำวันของจอห์น ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานบริษัท คือการรับมือกับเรื่องจากภายนอก เช่น สัญญาขายและบริษัทหุ้นส่วน ในขณะที่แพทริค เน้นไปที่งานในบริษัท เช่น ด้านวิศวกรรม

ส่วนในเวลาที่ไม่ทำงาน ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันที่อพาร์ตเมนท์ในซาน ฟรานซิสโก ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องหนุ่มโสด

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนไม่ชอบให้ถามว่าการเป็นเศรษฐีพันล้านเป็นอย่างไร

จอห์นกล่าวว่า "ส่วนมาก [การเป็นเศรษฐีพันล้าน] ก็คือการกดเครื่องคิดเลข" และ "มูลค่าประเมิน ขึ้นอยู่กับการนำผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือออกสู่ตลาดที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งขณะนี้มีสัญญาณบ่งชี้ที่ดี แต่ยังมีงานที่ต้องทำอีกมาก"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม