ผลวิจัยชี้ ศีรษะล้านก่อนวัยอาจเสี่ยงโรคหัวใจกว่าโรคอ้วน

  • 2 ธันวาคม 2017
รูปศีรษะล้าน Image copyright Getty Images

ผลการศึกษาใหม่ที่จัดทำโดยสมาคมโรคหัวใจยุโรป ชี้ว่าภาวะศีรษะล้านรูปแบบต่างๆ ในผู้ชายที่มีผลจากกรรมพันธุ์และภาวะผมหงอกเร็วกว่าวัย เป็นปัจจัยเสี่ยงเกิดโรคหัวใจในกลุ่มชายอายุต่ำกว่า 40 ปี และมีความเสี่ยงมากกว่าคนที่เป็นโรคอ้วน

จากการเก็บข้อมูลของกลุ่มตัวอย่างชายอายุน้อยในอินเดีย 2,000 ราย พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่ศีรษะล้าน หรือผมหงอกก่อนวัย มากกว่าผู้ที่มีผมเต็มศีรษะ โดยผลการศึกษาฉบับนี้จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมประจำปี ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอินเดียต่อไป

อย่างไรก็ตาม มูลนิธิโรคหัวใจสหราชอาณาจักร ระบุว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นที่ต้องพิจารณาด้วย โดย ดร.ไมค์ คแนปตัน ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการแพทย์จาก บีเอชเอฟ กล่าวกับบีบีซีว่า "การศึกษานี้เสนอแนวคิดที่ว่า ลักษณะที่ผมร่วงหรือผมหงอกก่อนวัยอันควรในผู้ชาย จะช่วยบ่งชี้ผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจได้... แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต และบริหารปัจจัยเสี่ยง เช่น คอเลสเตอรอล และความดันโลหิต เป็นสิ่งสำคัญกว่าที่ควรคำนึงถึง"

Image copyright Getty Images

ผมหงอกก่อนวัยอันควร

งานวิจัยที่จะนำเสนอต่อที่ประชุมประจำปี ครั้งที่ 69 ของสมาคมโรคหัวใจแห่งอินเดียในเมืองกัลกัตตา เป็นข้อสรุปจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างทดลองเพศชายอายุต่ำกว่า 40 ปี จำนวน 790 คน ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งเป็นชายวัยเดียวกัน 1,270 คนที่มีสุขภาพแข็งแรง

ทีมวิจัยได้เก็บประวัติด้านสุขภาพของกลุ่มตัวอย่างทั้งสอง โดยจัดแบ่งตามระดับภาวะศีรษะล้านและตามระดับของภาวะผมหงอก

จากนั้นทีมนักวิจัยได้คำนวนค่าความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลที่บันทึกได้ กับความรุนแรงของอาการโรคหัวใจ พบว่าชายที่มีภาวะโรคหัวใจ มีแนวโน้มจะผมหงอกเร็วกว่าวัยร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับร้อยละ 30 ในกลุ่มที่มีสุขภาพแข็งแรง ซึ่งคิดเป็นความเสี่ยงที่สูงกว่ากลุ่มควบคุมกว่า 5 เท่า

นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างที่เป็นโรคหัวใจ มีแนวโน้มจะมีภาวะศีรษะล้านที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ร้อยละ 49 เทียบกับร้อยละ 27 ในกลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพแข็งแรง หรือคิดเป็นความเสี่ยง 5.6 เท่า

ส่วนโรคอ้วน มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ 4 เท่า

ดร.คามาล ชาร์มา หัวหน้าคณะนักวิเคราะห์ข้อมูลของผลการศึกษานี้ ระบุว่า "คำอธิบายที่เป็นไปได้ คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามวัย ที่อาจเกิดขึ้นเร็วกว่าในผู้ป่วยบางราย และสะท้อนออกมาในแง่ความเปลี่ยนแปลงของเส้นผม"

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย และบริหารความเครียด

ศ.อลุน ฮิวจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์หลอดเลือดหัวใจ และเภสัชวิทยา จากยูนิเวอร์ซิตีคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า เคยมีผู้ค้นพบความเชื่อมโยงดังกล่าวมาก่อน "เคยมีผู้คาดการณ์ว่า นี่อาจจะเป็นเครื่องบ่งชี้ของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ ซึ่งเชื่อมโยงกับการสูงวัย... เนื่องจากรากผมเป็นแหล่งรับแอนโดรเจน เช่น ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน จึงมีผู้เสนอแนวคิดว่า ภาวะศีรษะล้านก่อนวัยซึ่งเป็นมาผลจากกรรมพันธุ์ในเพศชาย อาจเป็นเครื่องสะท้อนความแตกต่างของการสนองตอบ ต่อแอนโดรเจนซึ่งอาจมีผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ"

ผลการศึกษาจากญี่ปุ่นเมื่อปี 2013 ที่ใช้กลุ่มตัวอย่าง 37,000 คน ระบุว่าชายที่เริ่มมีภาวะศีรษะล้าน มีโอกาสเสี่ยงมากกว่าถึงร้อยละ 32 ที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

ส่วนผลการศึกษาของ ศ.ฮิวจ์ เมื่อปี 2014 จากกลุ่มตัวอย่างชาวเดนมาร์ก 10,885 คน รายงานว่าภาวะผมหงอกใช้คาดคะเนการเกิดโรคหัวใจในอนาคตได้ ทว่า จะต้องอธิบายร่วมกับปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจอื่น ๆ ด้วย

ดร.ดฮามม์ดีพ ฮูมาเน จากสถาบันโรคหัวใจและศูนย์วิจัย ยูเอ็น เมห์ตา ในเมืองเมืองอาห์เมดาบัด ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้เขียนรายงาน กล่าวว่า ผู้ที่มีภาวะศีรษะล้านซึ่งเป็นผลจากกรรมพันธุ์และภาวะผมหงอกเร็ว "ควรได้รับการเฝ้าระวังโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นพิเศษ รวมถึงคำแนะนำให้เปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิต เช่น รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกาย และบริหารความเครียด"

ส่วนดร.ซาชิน พาทิล หนึ่งในคณะนักวิจัยผู้เขียนรายงาน ระบุว่า พบโรคหัวใจเพิ่มขึ้นในกลุ่มชายที่อายุยังน้อย ซึ่งไม่สามารถใช้ปัจจัยเสียงทั่วไปมาอธิบายได้ และสภาพผมคือ "ปัจจัยเสี่ยงที่มีเหตุผล"

ศ.มาร์โก รอฟฟี หัวหน้าศูนย์วิทยาการโรคหัวใจ จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเจนีวา กล่าวว่า "ปัจจัยเสี่ยงที่ชี้วัดได้คือสิ่งสำคัญในการป้องกันและจัดการโรคหัวใจ... ปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับการยอมรับ เช่น โรคเบาหวาน ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว การสูบบุหรี่ การใช้ชีวิตที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อย คอเลสเตอรอลสูง และความดันโลหิตสูง ล้วนเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจส่วนมาก" และ "ยังคงต้องรอการยืนยันที่แน่นอนว่า ปัจจัยเสียงใหม่ที่มีความเป็นไปได้ อย่างเช่นที่กล่าวมา จะช่วยให้ประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจได้ดีขึ้นหรือไม่"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม