เผย “ด้านมืด” วงการซูโม่ ที่มาเหตุแชมป์รุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้อง

ซูโม่ Image copyright REUTERS
คำบรรยายภาพ ฮะรุมะฟุจิทำพิธีเข้าสังเวียนในช่วงเทศกาลปีใหม่ของกรุงโตเกียว

เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา "ฮะรุมะฟุจิ" แชมป์ซูโม่ระดับสูงสุดหรือโยโกซึนะ มีอันต้องวางมือจากวงการนักปล้ำของญี่ปุ่นไปอย่างกะทันหัน หลังยอมรับว่าได้ลงมือทำร้าย "ทะกะโนะอิวะ" นักซูโม่รุ่นน้องที่มีระดับชั้นต่ำกว่าในร้านกินดื่มสังสรรค์แห่งหนึ่งจนกะโหลกศีรษะร้าว โดยเจ้าตัวบอกว่าถือเป็นหน้าที่ของรุ่นพี่ในวงการที่จะต้องคอย "สั่งสอน" รุ่นน้อง

แม้ฮะรุมะฟุจิจะยุติเส้นทางอาชีพที่กำลังสดใสของตนลง เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า เรื่องนี้ได้ทำให้ด้านมืดของวงการซูโม่กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้เหตุครูฝึกหรือรุ่นพี่ทำร้ายนักซูโม่รุ่นเยาว์จนบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตเคยมีมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และหลายต่อหลายครั้งเรื่องราวเช่นนี้ถูกปิดเป็นความลับเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิของวงการซูโม่เอาไว้

การฝึกที่เข้มงวดคือที่มาของความรุนแรง

ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาซูโม่ของญี่ปุ่นมองกันว่า การที่นักซูโม่ต้องเข้ารับการฝึกฝนอย่างหนักและเข้มงวดในค่ายตั้งแต่อายุยังน้อยเพียง 15-23 ปี ทั้งต้องอยู่ภายใต้ระเบียบวินัยและกรอบธรรมเนียมประเพณีแบบญี่ปุ่นที่เคร่งครัดตลอดเวลา ทำให้การลงโทษเฆี่ยนตีหรือการใช้กำลังเพื่อสั่งสอนกลายเป็นเรื่องปกติ

ค่ายซูโม่ที่ประสบความสำเร็จและสามารถปั้นนักซูโม่ระดับแชมป์ได้หลายคน มีกฎระเบียบที่บังคับใช้ในการฝึกซ้อมเคร่งครัดยิ่งกว่าค่ายอื่น ๆ ผู้เข้ารับการฝึกเป็นนักซูโม่จะต้องผ่านการคัดเลือกให้ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในค่าย ต้องตื่นมาฝึกแต่เช้าตรู่ในเวลาราว 5-6 นาฬิกาทุกวัน โดยไม่ได้รับประทานอาหารเช้า หลังฝึกเสร็จจึงจะได้รับประทานอาหารกลางวัน ก่อนจะงีบหลับและตื่นมารับประทานอาหารมื้อค่ำมื้อใหญ่ซึ่งประกอบด้วย "จังโกะนาเบะ" หรือหม้อไฟที่อุดมไปด้วยโปรตีนและผักเป็นหลัก ก่อนจะเข้านอนหลังมื้ออาหารทันทีอีกครั้ง

Image copyright JUNKO KIMURA/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ "จังโกะนาเบะ" หม้อไฟที่อุดมไปด้วยโปรตีนและผักเป็นอาหารหลักของนักซูโม่

นายมาร์ก บัคตัน คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องซูโม่ของหนังสือพิมพ์เจแปนไทมส์บอกว่า นักซูโม่รุ่นเยาว์ในค่ายนั้นเหมือนกับพลทหารระดับล่างที่ต้องทำงานรับใช้หัวหน้าค่าย ครูฝึก และรุ่นพี่ด้วย โดยต้องหุงหาอาหาร ปอกมันฝรั่ง และทำความสะอาด รวมทั้งต้องเชื่อฟังคำสั่งของผู้อาวุโสกว่าอย่างไม่มีเงื่อนไข

ชีวิตนักซูโม่รุ่นเยาว์อันแสนเคร่งเครียด

การที่ซูโม่เป็นกีฬาประจำชาติเก่าแก่ซึ่งมีกำเนิดจากพิธีกรรมทางศาสนาเมื่อราว 1,500-2,000 ปีก่อน ทำให้นักซูโม่ต้องยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติตามประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่นในหลายเรื่อง เช่นการไว้ผมยาวถึงกลางหลังเพื่อมัดเป็นทรงแบบซามูไร การแต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายบางหรือยูกาตะแม้จะอยู่ในช่วงกลางฤดูหนาว การวางตัวให้มีบุคลิกนิ่งสงบและสง่าผ่าเผย พูดเสียงเบาและฟังดูไร้อารมณ์เอนเอียงในการให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะการแข่งขัน

Image copyright JUNKO KIMURA/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ นักซูโม่ฝึกหนักแต่เช้าตรู่ โดยไม่ได้รับประทานอาหารเช้า

ในยุคหลังที่วงการซูโม่ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยนักกีฬาชาวต่างชาติ ธรรมเนียมญี่ปุ่นที่เคร่งครัดเหล่านี้ไม่ถือเป็นข้อยกเว้นสำหรับพวกเขาแต่อย่างใด ทั้งยังต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างหนักให้แตกฉานด้วย

เมื่อตัดสินใจเข้าสังกัดค่ายใดค่ายหนึ่งแล้ว นักซูโม่จะไม่สามารถย้ายค่ายได้ ทำให้เกิดแรงกดดันและความเครียดอย่างมากเมื่อประสบปัญหากับการใช้ชีวิตในค่ายหรือกับการฝึกซ้อม ซึ่งทางออกทางเดียวคือการเลิกเล่นซูโม่เท่านั้น

นักซูโม่รุ่นเยาว์ใน 4 ระดับชั้นล่างสุดไม่มีเงินเดือน และต้องพยายามชนะการแข่งขันเพื่อไต่ระดับชั้นให้ขึ้นถึงระดับบนที่มีค่าตอบแทน ซึ่งปัจจุบันมีนักซูโม่เพียง 60 คน จากทั้งหมด 650 คน ที่อยู่ในระดับชั้นสูงสุด ซึ่งนักซูโม่ในระดับนี้จะได้ค่าตอบแทนอย่างน้อยราว 2 ล้านบาทต่อเดือน และได้เงินสนับสนุนจากสปอนเซอร์ด้วย

Image copyright URIEL SINAI/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ นักซูโม่สวมเครื่องแต่งกายแบบญี่ปุ่นที่โดดเด่นสะดุดตาเมื่อไปนอกค่ายหรือไปต่างประเทศ

นักซูโม่ซึ่งยังอยู่ในระดับชั้นที่ต่ำกว่า 2 ระดับสูงสุด จะถูกห้ามมีแฟนและมีโทรศัพท์มือถือ แต่เรื่องนี้บางค่ายอาจมีความยืดหยุ่นอะลุ่มอล่วยให้นักกีฬามากกว่าที่อื่น ๆ นักซูโม่ที่แต่งงานแล้วสามารถออกจากค่ายไปอยู่บ้านกับภรรยาได้ แต่หากเกิดบาดเจ็บหรือพ่ายแพ้จนตกชั้นลงมาอยู่ระดับต่ำกว่าเดิม จะต้องแยกจากครอบครัวและกลับเข้าไปอยู่ในค่ายอีกครั้ง

การเฆี่ยนตีสั่งสอน "ดีต่อตัวนักซูโม่เอง"

นายบัคตันบอกว่า ก่อนเกิดเหตุนักซูโม่หนุ่มวัย 17 ปีเสียชีวิตเมื่อปี 2007 นั้น เขาถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักเป็นประจำมาก่อนหน้านานแล้ว นักซูโม่ที่เพิ่งเริ่มฝึกหลายคนมีร่องรอยถูกเฆี่ยนตีเห็นได้ชัดตามหลังและขา เพราะทำได้ไม่ดีพอตามที่ครูฝึกต้องการ เมื่อปีที่แล้วมีรายงานว่านักซูโม่คนหนึ่งได้รับเงินชดเชย 32.4 ล้านเยน หลังถูกทำร้ายลงโทษทุกวันจนตาบอดไปข้างหนึ่ง

ฮะคุโฮ แชมป์ซูโม่ระดับโยโกซึนะชาวมองโกเลีย ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่เขา "ได้รับการเอ็นดูโปรดปราน" หรือ "คะวะอิกะริ" ซึ่งเป็นคำที่ใช้แทนการเฆี่ยนตีลงโทษอย่างรุนแรง ซึ่งอาจกินเวลานานถึง 45 นาทีในแต่ละครั้งว่า

Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ ฮะคุโฮ แชมป์ซูโม่คนโปรดของชาวญี่ปุ่นออกมาพูดเรื่องการถูกเฆี่ยนตีในค่ายฝึก

"คุณอาจเห็นว่าตอนนี้ผมมีความสุขดี แต่ตอนนั้นผมร้องไห้ทุกวัน 20 นาทีแรกของการลงโทษจะเจ็บมาก แต่หลังจากนั้นจะไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้ว แม้จะยังถูกเฆี่ยนอยู่ก็ตาม" ฮะคุโฮกล่าว "รุ่นพี่บอกผมว่า การถูกลงโทษนั้นดีต่อตัวผมเอง พอได้ฟังอย่างนั้นผมก็ร้องไห้อีกครั้ง"

การเฆี่ยนตีลงโทษถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติของการฝึกซูโม่ แต่ในขณะเดียวกัน เหตุพลั้งมือจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตมักจะถูกปิดเป็นความลับโดยคนทั้งวงการ ซึ่งถือว่าเป็นการช่วยเหลือกันเพื่อรักษาชื่อเสียงเกียรติภูมิของวงการซูโม่เอาไว้ ดังนั้นการที่ครูฝึกของนักซูโม่ที่ถูกฮะรุมะฟุจิทำร้ายในครั้งนี้ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าวกับสื่อมวลชน ทำให้ถูกคนในวงการมองว่าละเมิด "กฎเหล็ก" อย่างไม่น่าให้อภัย แม้จะเป็นการเผยความจริงที่อาจนำไปสู่การปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของนักซูโม่รุ่นเยาว์ชั้นรอง ๆ ให้ดีขึ้นในอนาคตได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม