ชาวโรมาเนียถวายอาลัย “กษัตริย์องค์สุดท้าย”

  • 10 ธันวาคม 2017
ชาวโรมาเนียต่างมาร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่อดีตกษัตริย์ Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ชาวโรมาเนียต่างมาร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่อดีตกษัตริย์ ที่หน้าพระราชวังในกรุงบูคาเรสต์

สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งโรมาเนีย เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา ที่พระตำหนักในสวิตเซอร์แลนด์ สิริพระชนมพรรษาได้ 96 พรรษา พระองค์ยังทรงเป็นที่รักของประชาชนชาวโรมาเนียจำนวนมาก แม้จะได้สละราชสมบัติและเสด็จลี้ภัยยังต่างแดนเป็นเวลาถึง 70 ปีมาแล้วก็ตาม

กษัตริย์ผู้ไร้บัลลังก์

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 หรือที่ผู้คนเรียกขานกันในสำเนียงภาษาโรมาเนียนว่า "สมเด็จพระราชาธิบดีมีไฮ" ถูกรัฐบาลคอมมิวนิสต์บีบให้สละบัลลังก์ และถือเป็นจุดสิ้นสุดของระบอบกษัตริย์แห่งโรมาเนียที่สืบทอดมายาวนานเกือบร้อยปีก่อนหน้านั้น

แต่ในวัยหนุ่ม พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่โดดเด่นและเข้มแข็ง ทรงขึ้นครองราชย์ครั้งแรกเมื่อพระชนมพรรษาได้เพียง 7 พรรษา หลังพระราชบิดาคือสมเด็จพระราชาธิบดีคาโรลที่ 2 ทรงสละราชสมบัติด้วยเหตุผลทางการเมืองเมื่อปี 1927 แต่อย่างไรก็ตาม พระราชบิดาได้ทรงกลับมาครองบัลลังก์เช่นเดิมอีกครั้งใน 3 ปีต่อมา

สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 ทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้งในปี 1940 เมื่อเจริญพระชนมพรรษาได้ 18 พรรษา หลังพระราชบิดาถูกรัฐบาลเผด็จการที่เป็นพันธมิตรกับนาซีเยอรมนีบีบให้สละราชสมบัติอีกครั้ง

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ระบอบเผด็จการนำโรมาเนียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองโดยต้องเป็นฝ่ายเดียวกับนาซี สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯ ทรงถูกปฏิบัติอย่างดูถูกเหยียดหยามจากนายเอียน อันโตเนสคู ผู้นำระบอบฟาสซิสต์ในขณะนั้น ซึ่งเขามีความเกลียดชังที่ทรงโน้มเอียงไปในทางนิยมประชาธิปไตย และถือว่าพระองค์ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ

แต่กษัตริย์หนุ่มพระชนมพรรษา 22 พรรษา ก็ได้ทำให้นายอันโตเนสคูต้องตกใจอย่างคาดไม่ถึง เมื่อทรงมีส่วนร่วมในการก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลเผด็จการในปี 1944 และมีพระราชโองการให้จับกุมตัวนายอันโตเนสคูอีกด้วย เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้โรมาเนียตัดสัมพันธ์กับเยอรมนี เข้าร่วมสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และขับไล่กองกำลังนาซีออกไปจากดินแดนตน ทำให้ประชาชนชาวโรมาเนียพากันชื่นชมกษัตริย์หนุ่มพระองค์นี้อย่างมาก

คำบรรยายภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลที่ 1 พระราชทานสัมภาษณ์แก่บีบีซีในปี 1951

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ติดตามมาในช่วง 3 ปีหลังจากนั้นไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องจาก "กองทัพแดง" ของฝ่ายคอมมิวนิสต์รัสเซียเริ่มคืบคลานเข้ายึดครองโรมาเนีย สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯได้กลายเป็นอุปสรรคเดียวที่ขัดขวางสตาลินในการใช้ตัวแทนทางการเมืองของเขาเข้าควบคุมประเทศแห่งนี้

ในที่สุดจึงมีการบีบบังคับให้ทรงสละบัลลังก์ในวันที่ 30 ธันวาคม ปี 1947 โดยพระองค์ตรัสเล่ากับผู้สื่อข่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นในภายหลังว่า "ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ในตอนนั้น เผยให้สมเด็จพระราชินีเอเลนา พระราชมารดาของข้าพเจ้าทอดพระเนตรเห็นปืนพกที่เข็มขัดของเขา ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจะลงนามสละราชสมบัติ เขาบอกว่าไม่อยากมีชะตากรรมแบบเดียวกับนายอันโตเนสคู"

4 วันหลังจากนั้น ทรงถูกบังคับให้เสด็จไปประทับยังต่างแดนเป็นการถาวร และถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมความเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น

แม้สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯ จะทรงสืบเชื้อสายในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งอังกฤษ ทั้งจากทางพระราชบิดาและพระราชมารดา รวมทั้งทรงมีสัมพันธ์เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับราชวงศ์ต่าง ๆ ของยุโรปหลายประเทศ แต่สุดท้ายกลับทรงพบว่าพระองค์จะไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ จากรัฐบาลของประเทศตะวันตกเหล่านี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ผู้นำเผด็จการนิโคไล เชาเชสคู วางตัวเป็นปฏิปักษ์ต่ออดีตกษัตริย์โรมาเนีย

ความหวังต่อการฟื้นฟูสถาบันกษัตริย์โรมาเนีย

ถึงกระนั้นก็ตาม ทรงตั้งพระราชปณิธานว่าสักวันหนึ่งจะต้องเสด็จนิวัติยังโรมาเนีย และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ขึ้นมาอีกครั้งให้จงได้ ความมุ่งมาดปรารถนาของพระองค์ได้กลายเป็นจริงขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1990 หลังการล่มสลายของระบอบเผด็จการสังคมนิยมที่นำโดยนายนิโคไล เชาเชสคู แต่รัฐบาลชุดใหม่ในขณะนั้นมีท่าทีไม่สู้ยินดีต้อนรับพระองค์นัก เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าสถานะของตนมีความมั่นคงเพียงพอแล้วหรือไม่

จนกระทั่งถึงปี 1997 รัฐบาลโรมาเนียจึงเริ่มให้การยอมรับพระองค์อย่างเต็มที่ เนื่องจากกำลังจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของประชาคมยุโรปและนาโต้ ทำให้เมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ พระมเหสีในพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อปี 2016 รัฐบาลโรมาเนียได้จัดพระราชพิธีพระศพให้อย่างสมพระเกียรติในระดับรัฐพิธี แม้จะไม่ทรงเคยผ่านพระราชพิธีสวมมงกุฎราชินีอย่างเป็นทางการมาก่อนก็ตาม

การที่สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯ ทรงจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนไปนานหลายสิบปี ทำให้ความนิยมในตัวพระองค์สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ลดลงบ้าง แต่ชาวโรมาเนียทั่วไปก็ยังถือว่าทรงเป็นเหมือนรัฐบุรุษอาวุโสผู้หนึ่ง

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ทรงมีพระราชดำรัสต่อรัฐสภาโรมาเนียเมื่อปี 2011 ซึ่งเจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเรตา (ซ้าย) ได้โดยเสด็จด้วย

สมาชิกพระราชวงศ์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชธิดาทั้ง 5 ของพระองค์ ยังคงมีบทบาทในวงสังคมของโรมาเนีย และปรากฏพระองค์กันบ่อยครั้งตามงานต่าง ๆ ในขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯทรงเริ่มมีพระพลานามัยไม่แข็งแรง และทรงเก็บพระองค์มากขึ้นในวัยชรา

ในปี 2007 ทรงสถาปนาให้เจ้าฟ้าหญิงมาร์กาเรตา พระราชธิดาพระองค์โตเป็นองค์มกุฎราชกุมารีผู้พิทักษ์และสืบทอดราชบัลลังก์กษัตริย์แห่งโรมาเนีย แต่รัฐบาลไม่รับรองการสถาปนารัชทายาทครั้งนี้ตามกฎหมาย และยังคงยืนกรานว่าสถาบันกษัตริย์ได้ถูกยุบเลิกไปเป็นการถาวรแล้ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโรมาเนียจะถวายพระเกียรติขั้นสูงสุดในพระราชพิธีพระศพครั้งนี้ โดยในสัปดาห์หน้าเครื่องบินทหารจะนำพระศพจากสวิตเซอร์แลนด์มายังปราสาทเปเลสซึ่งเป็นสถานที่ประสูติ และมายังพระราชวังในกรุงบูคาเรสต์เพื่อประกอบรัฐพิธีแสดงความอาลัยถวายแด่พระองค์ ก่อนจะมีพระราชพิธีฝังพระศพในวันที่ 16 ธ.ค. นี้

คริสเตียน ซอยโมรู นักกฎหมายชาวโรมาเนียผู้หนึ่งที่มาร่วมแสดงความอาลัยถวายแด่อดีตกษัตริย์ ที่หน้าพระราชวังในกรุงบูคาเรสต์บอกว่า "โรมาเนียคงไม่มีหวังจะฟื้นสถาบันกษัตริย์กลับคืนมาแล้ว พวกเราพลาดโอกาสนี้ไปหลายครั้งหลายคราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีไมเคิลฯ คือกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของเรา"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง