"ฉันต้องกินอาหารหมาประทังชีวิต" หญิงรับใช้ฟิลิปปินส์เล่าถึง 'นรก' ในบราซิล

  • 12 ธันวาคม 2017
มาเรีย(นามสมมติ) ชณะให้สัมภาษณ์กับีบีซี

กลางดึกคืนหนึ่ง มาเรียคิดกระโดดตึกฆ่าตัวตายจากห้องพักตัวเองบนชั้น 7 ในฐานะลูกจ้างในบ้าน เธอเริ่มงานตั้งแต่เช้ามืดและเสร็จงานอีกที 15 ชั่วโมงให้หลัง เธออ่อนล้าเนื่องจากไม่มีอาหารตกถึงท้องมา 2 วันแล้ว

ก่อนหน้านั้น 2 เดือน มาเรีย(นามสมมติ) เดินทางจากฟิลิปปินส์มาทำงานเป็นลูกจ้างในบ้านครอบครัวเศรษฐีในนครเซาเปาโล ประเทศบราซิล ภาระที่เธอต้องรับผิดชอบแต่ละวันไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ ตั้งแต่ช่วยนายจ้างที่เป็นแม่ดูแลลูกชายในวัยเรียน 3 คน และทารกอีก 1 คน เธอยังต้องทำความสะอาดอพาร์ทเมนท์ขนาดใหญ่ที่มีห้องกินข้าว ห้องรับแขก และห้องนอนอีก 4 ห้องที่มีห้องน้ำในตัว และต้องพาสุนัขของครอบครัวไปเดินเล่น และพาเด็ก ๆ เข้านอนอีกด้วย

นายหญิงมักอยู่บ้าน และจับตามองเธอตลอดเวลา ครั้งหนึ่ง มาเรียถูกติงว่าเช็ดโต๊ะกระจกไม่สะอาด และต้องใช้เวลาอีกเกือบชั่วโมงขัดและทำความสะอาดใหม่ บางวัน เธอมาคอยนับว่ามาเรียรีดเสื้อผ้าไปกี่ตัวแล้ว และหากยังไม่พอใจก็จะสั่งให้มาเรียรีดผ้าเพิ่มอีกหลายชั่วโมง

มาเรียทำงานติดต่อกันหลายสัปดาห์โดยไม่มีวันหยุด ด้วยภาระมากมายทำให้เธอไม่มีเวลากินอาหาร หนำซ้ำ อาหารที่เธอได้ก็ไม่เพียงพอ

ในคืนที่เธอคิดฆ่าตัวตาย มาเรียนึกถึงครอบครัวเธอในชนบทของฟิลิปปินส์ แม่ของเธอและลูกสาวอีก 3 คน โดยมี 2 คนที่ต้องรับการรักษา อาการโรคหัวใจ ดังนั้นเธอจึงจำใจทำงานต่อไป เพราะครอบครัวต้องพึ่งเงินที่เธอส่งไป

"ฉันสับสนไปหมด ฉันร้องไห้ในคืนนั้น" มาเรียซึ่งอายุ 40 ปี เล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้นที่เธอเกือบฆ่าตัวตาย "ก่อนหน้านี้ ฉันได้ยินว่าบราซิลเป็นประเทศที่ดี"

มาเรียเคยเฝ้าฝันถึงการได้มาที่นี่ และไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงถูกปฏิบัติเยี่ยงนี้

กรณีของมาเรียไม่ใช่เรื่องแปลก บราซิลมีสถิติคนรับใช้ในบ้านสูงสุดในโลก มีชาวบราซิลราว 6 ล้านคนที่ถูกว่าจ้างโดยครอบครัวบราซิลที่มีฐานะปานกลางและร่ำรวย หลายรายที่ถูกละเมิดกดขี่และถูกปฏิบัติด้วยความอคติ และทางการบอกว่ามีหลายรายที่ถูกบีบบังคับในสภาพเรียกได้ว่าเป็นการเป็น "ทาสสมัยใหม่" แต่ไม่สามารถบอกตัวเลขที่แน่ชัดได้เนื่องจากแทบจะไม่มีข้อมูลของทางการในเรื่องนี้

ในปี 2013 บราซิลออกกฎหมายให้สิทธิลูกจ้างในบ้านเท่าเทียมกับแรงงานประเภทอื่น นั่นคือการทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คิดเป็น 44 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และได้ค่าทำงานล่วงเวลา แต่แรงงานส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ลงทะเบียนทำงานเป็นทางการ

มาเรียบอกว่า สิทธิเหล่านั้นเป็นสาเหตุที่เธออยากมาบราซิล เธอยังได้รับสัญญาว่าเธอจะได้ค่าจ้างราว 2 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งเธอคิดว่าดีในตอนนั้น และเธอยังคิดว่าจะมีโอกาสได้ท่องเที่ยวในบราซิลอีกด้วย

มาเรียเป็นคนยิ้มแย้มและใจดี เธอเคยทำงานเป็นลูกจ้างในบ้านที่ฮ่องกง และที่นครรัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาแล้วโดยไม่เคยมีปัญหาอะไร และไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีปัญหาแบบนี้ที่บราซิล

เช้ารุ่งขึ้น หลังล้มเลิกความคิดฆ่าตัวตาย มาเรียปวดท้องด้วยความหิวโหยแต่ก็ต้องทำงานต่อเนื่อง ผ่านไปหลายชั่วโมง ขณะปรุงเนื้อสัตว์เพื่อสุนัขของบ้าน เธอตัดสินใจกินเนื้อที่เตรียมไปครึ่งหนึ่ง

"ฉันไม่มีทางเลือกอื่น เพื่อที่จะได้มีชีวิตต่อไป"

โอกาสหนี

ไม่บ่อยนักที่มาเรียจะได้อยู่บ้านคนเดียว มีคืนหนึ่งที่ครอบครัวนั้นออกจากบ้านไปกันหมด เธอลองเปิดประตู และต้องตกใจเมื่อพบว่ามันถูกล็อคไว้ นี่ทำให้เธอรู้สึกว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล และตัดสินใจหนีออกจากบ้านในวันรุ่งขึ้น

มีชาวฟิลิปปินส์หลายล้านคนที่ทำงานเช่นนี้อยู่ต่างประเทศเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นประเทศใกล้เคียงในเอเชียและประเทศในตะวันออกกลาง และบ่อยครั้งที่กรณีอย่างมาเรียเผยให้เห็นว่าพวกเขาถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายอย่างไร

มีชาวฟิลิปปินส์อีกสามรายที่ถูกจ้างงานโดยบริษัทจัดหางานเดียวกับมาเรีย และทั้งสามก็ออกจากงานด้วยสถานการณ์คล้ายกัน พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากบาทหลวงเปาโอโล ปารีชี ซึ่งเป็นบริหารองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรอย่าง "มิซาว ปาซ"

"พวกเขาร้องไห้ ศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกทำลาย ผมบอกกับพวกเขาว่านี่เป็นการเอารัดเอาเปรียบเพื่อเอาผลประโยชน์"

มาเรียและชาวฟิลิปปินส์อีก 3 คน จ่ายเงินราว 7 หมื่นบาทให้กับบริษัทจัดหางานดังกล่าว โดยนายจ้างของพวกเขาต้องจ่ายเงินราว 2 แสนบาทให้กับบริษัท รวมถึงค่าเครื่องบินมาบราซิลสำหรับลูกจ้างด้วย

สิ่งที่บรรดาลูกจ้างไม่รู้ตอนสมัครงานคือ วีซ่าของพวกเขาผูกติดอยู่กับสัญญางาน ทำให้พวกเขาไม่สามารถลาออกและหางานใหม่ได้ และต้องออกจากประเทศเพื่อที่จะได้วีซ่าสำหรับทำงานใหม่

ท้ายที่สุด มาเรียก็หนีออกมาสำเร็จ เช้าวันถัดมาเธอหอบสัมภาระทั้งหมด และโบกมือลาอย่างร่าเริงให้กับกล้องวงจรปิดเพื่อไม่ให้พนักงานรักษาความปลอดภัยสงสัยและแจ้งกับนายจ้างเธอ

มีลูกจ้างชาวฟิลิปปินส์ราว 250 คนด้วยกันที่มาทำงานเป็นลูกจ้างในบ้านในบราซิล ตั้งแต่ปลายปี 2012 เป็นต้นมา หลังมีกฎหมายอนุญาตให้สามารถจ้างลูกจ้างชาวต่างชาติได้ ชาวบราซิลหลายคนเลือกจ้างชาวฟิลิปปินส์เนื่องจากพวกเขาได้รับการฝึกมาดีและพูดภาษาอังกฤษได้ ทำให้ลูกของพวกเขาได้เติบโตในสิ่งแวดล้อมที่มีการพูด 2 ภาษา

แต่ลิเวีย เฟเรร่า ผู้ตรวจสอบประจำกระทรวงแรงงานของบราซิลไม่คิดเช่นนั้น เธอบอกว่า หลายครอบครัวจ้างชาวฟิลิปปินส์เพราะว่าสามารถใช้งานและเอารัดเอาเปรียบพวกเขาได้ ในขณะที่ชาวบราซิลที่ทำอาชีพนี้เองไม่ยอมอีกต่อไป หลังจากมีการผ่านกฎหมายคุ้มครองพวกเขา

เฟเรร่าได้ข้อสรุปว่า มาเรียและชาวฟิลิปปินส์อีก 3 คน ถูกปฏิบัติในสภาพที่เหมือนทาส โดยกฎหมายบราซิลให้นิยามว่าคือการบังคับใช้แรงงาน ทำงานในสภาวะที่เสี่ยงอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสียศักดิ์ศรี หรือไม่ได้รับค่าจ้าง หรือเพื่อเป็นการใช้หนี้กับนายจ้าง

ขณะนี้ นายจ้างชาวฟิลิปปินส์เหล่านี้ยังไม่ได้ตอบโต้กับข้อกล่าวหานี้แต่อย่างใด และทางอัยการบราซิลได้เริ่มต้นการฟ้องร้องต่อนายจ้างและบริษัทจัดหาการ โดยล่าสุด ทางบริษัทจัดหางานดังกล่าวให้การปฏิเสธและได้ยุติกิจการไปแล้ว

ขณะนี้ ทางการกำลังสืบสวนกรณีการละเมิดสิทธิของลูกจ้างชาวต่างประเทศอีก 180 ราย และพบว่ามีการละเมิดกฎหมายแรงงานในบางกรณีแล้ว

ขณะนี้ มาเรียได้งานใหม่แล้ว หลังจากรัฐบาลให้วีซ่าใหม่กับเธอและชาวฟิลิปปินส์อีก 3 คน

มาเรียใช้เงินเกือบทั้งหมดที่ได้มาไปกับการจ่ายหนี้ที่ค้างไว้กับบริษัทจัดหางาน เธอหวังว่าจะสามารถเก็บเงินและส่งลูกสาวเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้จะได้ไม่ต้องมาลำบากแบบเธอ และสามารถกลับไปเปิดกิจการของเธอเองได้เมื่อกลับไปบ้านเกิด

"ฉันรู้สึกเป็นอิสระ ฉันมีความสุขแล้วตอนนี้" มาเรีย กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม