5 เรื่องสะเทือนใจทรัมป์และรีพับลิกันหลังชัยชนะของเดโมแครตในแอละแบมา

  • 14 ธันวาคม 2017
ภาพดัก โจนส์ Image copyright Getty Images

สำหรับสมาชิกพรรคเดโมแครต การเฉลิมฉลองเทศกาลลคริสต์มาสมาไวในปีนี้ หลังชัยชนะเหนือความคาดหมายของพรรคในรัฐแอละแบมา ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่คาดเดาได้ยากที่สุดครั้งหนึ่ง การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดบ้างกับการเมืองสหรัฐฯ

ครั้งล่าสุดที่รัฐแอละแบมามีวุฒิสมาชิกที่มาจากพรรคเดโมแครตคือเมื่อ 25 ปีก่อน นับตั้งแต่นั้นมา แอละแบามาก็ขยับเข้าไปสู่การเป็นรัฐอนุรักษ์นิยม อย่างต่อเนื่อง และล่าสุดในศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2016 นายโดนัล ทรัมป์ เอาชนะนางฮิลลารี คลินตัน ได้เกือบ 30% ในรัฐนี้ ทว่า ความหลากหลายของผู้ลงคะแนนเลือกตั้งในรัฐแอละบามาครั้งนี้ก็ทำให้ ดั๊ก โจนส์ จากเดโมแครตได้เข้าไปนั่งในวุฒิสภา

อย่างไรก็ตาม มันสุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะพยายามวิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ครั้งนี้ เพราะมีหลายปัจจัยที่มีความเฉพาะตัว

รอย มัวร์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันเผชิญกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายเรื่อง ไม่เพียงจากข้อกล่าวหาความไม่เหมาะสมทางเพศ แต่ยังมีประวัติการใช้คำพูดบันดาลโทสะ และข้อพิพาททางกฎหมายที่ทำให้เขาต้องถูกปลดจากตำแหน่งประธานศาลฎีกาของรัฐแอละบามา 2 ครั้ง

แม้อดีตผู้พิพากษาผู้นี้มีฐานเสียงสนับสนุนที่ภักดีจำนวนหนึ่ง แต่ก็มีผู้นิยมพรรครีพับลิกันดั้งเดิมอีกจำนวนหนึ่ง รับไม่ได้ต่อทัศนคติของเขาเกี่ยวกับ การรักเพศเดียวกัน ชาวมุสลิม และสิทธิพลเมือง

แม้ว่าเขาเป็นผู้สมัครที่มีข้อบกพร่องหลายเรื่องที่ชัดเจน แต่ผลลัพธ์ของการพ่ายแพ้ครั้งนี้ส่งผลกระเทือนไปในหลายวงการ

ฝ่ายซ้ายที่มีพลังขึ้น

ก่อนวันเลือกตั้ง ทางการแอละแบมาประเมินว่าจะมีเพียง 20% ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งที่ลงทะเบียนในรัฐ ไปใช้สิทธิ แต่ตัวเลขล่าสุดอยู่ที่เกือบ 40% มีผู้ออกมาลงคะแนนราว 1.3 ล้านคนในรัฐ และชาวเดโมแครตออกมาใช้สิทธิมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เมื่อเทียบกับชาวรีพับลิกันในฐานที่มั่นที่แข็งแกร่ง ในพื้นที่ชนบท

ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับที่เกิดขึ้นในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นบททดสอบการเลือกตั้งใหญ่ของปี 2017 อีกครั้งหนึ่ง โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน ผู้มีสิทธิลงคะแนนจากเดโมแครตออกไปใช้สิทธิมากกว่าในรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่ทั้งสองพรรคใหญ่มีฐานเสียงสูสีกัน ทำให้ผู้สมัครผู้ว่าการรัฐจากเดโมแครตคว้าชัยไปอย่างง่ายดาย และทางพรรคเกือบจะคว้าที่นั่งมากพอจนสามารถควบคุมสภานิติบัญญัติของรัฐได้ด้วย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ผู้สนับสนุนนายดั๊ก โจนส์ ร่วมกันฉลองชัยในเมืองเบอร์มิงแฮม รัฐแอละแบมา

กลุ่มหัวก้าวหน้าแสดง "การต่อต้าน" การเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์ และปรากฏว่า อย่างน้อยจนถึงตอนนี้ ความกระตือรือร้นของพวกเขาทำให้มีคนออกไปลงคะแนนมากขึ้น ถือเป็นลางที่ดีของพรรคเดโมแครตสำหรับการเลือกตั้งกลางสมัยในเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

ในหมู่ผู้มีสิทธิลงคะแนนของเดโมแครต ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน ออกไปลงคะแนนจำนวนมากให้กับนายโจนส์

จากผลสำรวจของเอ็กซิทโพล ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคิดเป็นเกือบ 30% ของผู้สิทธิเลือกตั้ง ขณะที่คิดเป็นเพียง 26% ของประชากรทั้งรัฐ ในปี 2016 การออกไปลงคะแนนเลือกตั้งของชาวผิวสีที่น้อยกว่านี้ ทำให้นางคลินตันต้องพ่ายการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในหลายรัฐ อย่างเช่น มิชิแกน วิสคอนซิน ฟลอริดา ชาวผิวสีในแอละแบมาถือเป็นความอยู่รอดของเดโมแครต

ลดผยอง สตีฟ แบนนอน

สตีฟ แบนนอน อดีตหัวหน้าทีมหาเสียงของทรัมป์ และที่ปรึกษาอาวุโสของทำเนียบขาว วาดหวังว่า ชัยชนะของ รอย มัวร์ จะเป็นผลงานโบว์แดงของเขา ทว่าความปราชัยส่งผลให้เขาลดความผยองลง

แบนนอนเคยประกาศต่อต้านนายมิตช์ แม็คคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ได้สนับสนุนนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" ของนายทรัมป์มากพอ แบนนอนให้คำมั่นว่าจะส่งผู้สมัครเลือกตั้งขั้นต้นปี 2018 เพื่อแข่งกับวุฒิสมาชิกทุกคนที่ต้องการจะได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาในสภาอีกครั้ง ยกเว้น เท็ด ครูซ จากรัฐเทกซัส

ถ้านายมัวร์ ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ แบนนอนก็คงจะได้อาสาสมัครจำนวนมากเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมกับผู้สนับสนุนทางการเงินกระเป๋าหนักที่พร้อมจะช่วยให้เขาทำสำเร็จ

แต่ตอนนี้ แทนที่จะได้คว้าชัยมาได้เป็นครั้งแรก เขากลับจะต้องถูกตำหนิโดยบรรดาผู้นำภายในพรรค ที่ทำให้เสียงข้างมากของพรรครีพับลิกัน ในวุฒิสภาน้อยลง และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของพรรค

ทรัมป์ สะเทือน

เมื่อคืนวันที่ 12 ธ.ค. ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ทวีตข้อความแสดงความยินดีกับนายโจนส์ที่คว้าชัยเลือกตั้งวุฒิสมาชิก และนี่คงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่นายทรัมป์จะพูดถึงเรื่องนี้ แต่สำหรับตอนนี้ ปฏิกิริยาของเขาอาจแสดงให้เห็นถึงการยอมรับผลการเลือกตั้ง ซึ่งแม้นายมัวร์จะได้รับการสนับสนุนจากเขา แต่ก็ไม่เพียงพอที่ทำให้เขาชนะได้ แม้แต่ในรัฐอนุรักษ์นิยมอย่างแอละแบมา

เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในพรรครีพับลิกัน สนับสนุนนายมัวร์แบบไม่เต็มใจนัก โดยเฉพาะหลังจากที่วอชิงตันโพสต์ตีแผ่พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะของเขา แต่นายทรัมป์ก็ยังเดินหน้าสนับสนุนนายมัวร์อย่างเต็มที่

Image copyright Getty Images

ถ้าประธานาธิบดีทรัมป์หรือผู้ช่วยของเขาพิจารณาถึงผลการสำรวจความคิดเห็นหลังการลงคะแนน หรือ เอ็กซิทโพล อย่างใกล้ชิดกว่านี้ จะเห็นว่ามีเรื่องที่น่ากังวลอยู่ โดยผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนในแอละแบมา 41% "ไม่ยอมรับอย่างมาก" ในตัวประธานาธิบดี ขณะที่มีผู้ "ยอมรับอย่างมาก" อยู่ที่ 32% เท่านั้น

นายทรัมป์อาจจะไม่สนใจผลการสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ ที่ระบุถึงคะแนนนิยมของเขาในกลุ่มคนอายุกว่า 30 ปีทั่วประเทศได้ แต่ผลที่รัฐแอละแบมาจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนจริง ๆ ที่ออกไปใช้สิทธิ์

การเลือกตั้งไม่โกหก และผลการเลือกตั้งส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อประธานาธิบดีที่เพิ่งดำรงตำแหน่งได้ไม่ถึง 1 ปีคนนี้

วุฒิสภาที่สั่นคลอน

เสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภาลดลงมาอยู่ที่ 51-49 และทางพรรคจะเสียคะแนนเสียงในการลงมติต่าง ๆ ได้เพียง 1 เสียงเท่านั้น

นายโจนส์จะเริ่มทำหน้าที่ในวุฒิสภาช่วงต้นเดือนมกราคม ซึ่งหมายความว่าสมาชิกพรรครีพับลิกัน ยังคงมีเวลาในการผ่านร่างกฎหมายตัดลดภาษี และลงมติงบประมาณช่วงสิ้นปี แต่หลังจากนั้นโอกาสในการที่จะผ่านมติได้ก็น้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการจำกัดบทบาทของวุฒิสภาในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภากลางสมัยในปี 2018 ด้วย

สมาชิกพรรคเดโมแครตต้องรักษาที่นั่งที่มีความเสี่ยงจำนวนหนึ่งไว้ ในรัฐที่มีแนวโน้มสนับสนุนนายทรัมป์อย่าง มิสซูรี อินเดียนา เวสต์เวอร์จิเนีย และนอร์ทดาโกตา แต่ถ้าสามารถรักษาที่นั่งไว้ได้ ก็จะต้องไปแข่งกันในรัฐเนวาดา และรัฐแอริโซนา

ถ้าพวกเขาแพ้ในการเลือกตั้งที่รัฐแอละแบมาครั้งนี้ ก็จะต้องพยายามคว้าชัยในการเลือกตั้งในรัฐเทนเนสซีและรัฐเทกซัส ซึ่งจะได้คะแนนเสียงมากกว่า

แน่นอนว่า แอละแบมาแสดงให้เห็นแล้วว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้

#MeToo มีผลไหม?

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ 3 คน จากพรรคเดโมแครต 2 คน และพรรครีพับลิกัน 1 คน ประกาศลาออกหลังมีรายงานเกี่ยวกับความประพฤติทางเพศไม่เหมาะสม

พฤติกรรมของพวกเขาบอกเป็นนัยว่า ในสังคมที่มีความอ่อนไหวต่อเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศมากขึ้น มีราคาทางการเมืองที่จะต้องจ่าย และบททดสอบที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้ง

นายมัวร์เผชิญกับข้อกล่าวหาหลายข้อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับหญิงสาววัยรุ่น ในตอนที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอัยการ สมัยอายุ 30 ปีเศษ แต่เขาปฏิเสธ

ดูเหมือนจะมีความเป็นไปได้ว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนในแอละแบมาอาจจะเลือกเขา โดยผู้สนับสนุนนายมัวร์แย้งว่า นายมัวร์ได้กลายเป็นผู้บริสุทธิ์ หรือพ้นผิดแล้วจากการที่เขาได้รับเลือกตั้งเข้ามา

นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ไม่ได้ต่างจากของทำเนียบขาวมากนัก โดยมีผู้หญิงกว่า 10 คนที่กล่าวหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ซาราห์ ฮักคาบี แซนเดอร์ส โฆษกทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ว่า "มีผู้คนในประเทศนี้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ในการเลือกตั้งที่ชี้ขาด และเรารู้สึกว่าได้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านี้แล้ว ผ่านกระบวนการนั้น"

อย่างไรก็ตาม ในแอละแบมา นายมัวร์จะไม่มีโอกาสในการออกมาแก้ตัว

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาต่าง ๆ มีส่วนมากน้อยแค่ไหนในการพ่ายแพ้ของเขา แต่นักการเมืองจำนวนมากทั่วสหรัฐฯ จะต้องใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน