วิจารณ์สนั่นเมือง หลังศาลอินโดนิเซียสั่งจำคุก 6-12 ด. 5 นร.นายร้อย ซ้อมรุ่นน้องจนตาย

  • 15 ธันวาคม 2017
นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่พร้อมทนายรวมกัน หลังฟังคำพิพากษาศาล Image copyright ANGLING ADHITYA/DETIKCOM
คำบรรยายภาพ นักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นพี่พร้อมทนายรวมตัวกัน หลังรับฟังคำพิพากษาศาลว่ามีความผิดฐานซ้อมรุ่นน้องจนเสียชีวิต

ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของอินโดนีเซียวิพากษ์วิจารณ์กรณีนักเรียนนายร้อยตำรวจอินโดนีเซีย 5 นายซ้อมรุ่นน้องตายคาโรงเรียน แต่ต้องโทษจำคุกระหว่าง 6 เดือนถึง 1 ปีเท่านั้น โดยเห็นว่าจะไม่สามารถขจัดการใช้ความรุนแรงในสถาบันนักเรียนนายร้อยได้

ศาลอินโดนีเซียอ่านคำตัดสินคดีเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา ให้นักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) ปีสาม จำนวน 5 คน มีความผิดฐานซ้อม นรต.โมฮัมหมัด อดัม วัย 21 ปี ซึ่งอยู่ปีสอง จนเสียชีวิตเมื่อเดือน พ.ค. 2017 ทั้ง 5 คนถูกจำคุกหนักเบาต่างกัน ตั้งแต่ 6 เดือน 20 วัน ไปจนถึง 1 ปี ซึ่งเบากว่าโทษ 3 ปีที่อัยการยื่นคำร้องไป รวมทั้งยังเบากว่าที่มาตรา 170 ตามประมวลกฎหมายอาญาของอินโดนีเซียกำหนดไว้สูงสุด 12 ปี ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม และกลายเป็นประเด็นถกเถียงว่า กรณีนี้อาจไม่สามารถเป็นตัวอย่างให้ช่วยขจัดการใช้ความรุนแรงในสถาบันนักเรียนนายร้อยตำรวจได้

การดำเนินคดีอยู่บนพื้นฐานของรายงานผลการชันสูตรโดยกองบัญชาการตำรวจรัฐชวา เมื่อเดือน พ.ค. ระบุว่า ศพของ นรต.โอฮัมเหม็ด อดัม มีรอยช้ำที่หน้าอกซึ่งเกิดจากการถูกทุบตี

หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์รายงานว่า ทนายความจำเลย และที่ปรึกษาด้านกฎหมายกำลังกลับไปพิจารณาคำตัดสินว่าจะยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วันนี้หรือไม่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มีเสียงเรียกร้องในอินโดนีเซียให้โรงเรียนนายร้อยตำรวจจัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่แตกต่างจากสถาบันทหาร

มุมมองในการใช้ความรุนแรง

บัมบัง วีโดโด อูมาร์ อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจอินโดนีเซีย ซึ่งขณะนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ ระบุว่า การผ่อนปรนโทษเช่นนี้จะไม่ก่อให้เกิดเปลี่ยนแปลง เพราะ "วีธีการแบบทหาร" กำลังถูกใช้เพื่อปลดปล่อยความโกรธหรือแก้แค้น แทนที่จะเป็นการปฏิบัติเพื่อฝึกวินัยให้กับนักเรียนนายร้อย

บัมบังระบุกับบีบีซี อินโดนีเซียว่า การทำโทษทางร่างกายถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกนักเรียนนายร้อยของอินโดนีเซีย ตั้งแต่สมัยที่เขาเรียนอยู่เมื่อปี 1968 ขณะนั้น ยังเป็นสถาบันที่รวมนักเรียนนายร้อยทุกเหล่าทัพเข้าด้วยกัน "แต่ก่อน ความรุนแรงเคยถูกใช้เพื่อสร้างความกล้าหาญและความรับผิดชอบ ถ้าคุณไม่รับผิดชอบพอก็เสี่ยงถูกทำโทษ แต่สมัยนี้มันกลายเป็นการแก้แค้น การระบายความโกรธเคือง และเหตุผลทางอารมณ์อื่น ๆ มากกว่า"

Image copyright RENGGA SANCAYA/DETIKCOM
คำบรรยายภาพ พล.ต.อ.ติโต คาร์นานวิอัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

การแก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

ด้านพลจัตวามูฮัมหมัด อิคบาล โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า ทางโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะพิจารณาปรับปรุงการฝึกสอน "เรากำลังแก้ไขการเรียนการสอนในโรงเรียน และจะจัดลำดับความสำคัญกับคุณภาพการสอน โดยจะใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อตอบโต้ความรุนแรง"

ก่อนหน้านี้ พลตำรวจเอกติโต คาร์นานวีอัน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) อินโดนีเซีย เคยกล่าวยอมรับหลังจาก นรต.อดัมเสียชีวิตได้ไม่นาน ว่ามีวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงในหมู่นักเรียนนายร้อยตำรวจจริง และเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวในทันที "ผมได้ย้ำกับนักเรียกนายร้อยและครูผู้ฝึกทุกคนว่า จะต้องไม่มีวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรง และการทุบตีเกิดขึ้นอีก"

อย่างไรก็ตาม บัมบังเชื่อว่า "การทำโทษจะไม่ช่วยแก้ปัญหาที่ซ้บซ้อนกว่าได้ แต่ต้องใช้วิธีการสอน หลักสูตร บุคลากรผู้สอน และการควบคุมดูแล เป็นหลายองค์ประกอบที่จะช่วยสร้างตำรวจที่ดีได้" และเสนอแนะว่าโรงเรียนนายร้อยควรเปลี่ยนหลักสูตรให้ตรงกับหลักการรักษากฎหมาย แบบสถาบันของกระทรวงยุติธรรมและศาลสูงสุด

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นับตั้งแต่ปี 1999 มีการแยกโรงเรียนนายร้อยตำรวจออกจากโรงเรียนเตรียมทหาร พร้อม ๆ กับการแยกหน่วยงานตำรวจออกมาจากทหารด้วย

ที่ผ่านมา กรณีการเสียชีวิตจากการถูกซ้อมไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในโรงเรียนนายร้อยตำรวจของอินโดนีเซียเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับนักเรียนนายร้อยของเหล่าทัพอื่น ๆ รวมถึงสถาบันของรัฐบาลท้องถิ่น

สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ นรต.โมฮัมหมัด อดัม ทำให้ ผบ.ตร.สั่งปลดพลเอกอนาส ยูซุฟ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และสั่งให้เปิดการสอบสวนวัฒนธรรมการใช้ความรุนแรงทั้งหมดในสถาบัน ซึ่งเขาระบุว่าขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

ทว่า โทษจำคุกสูงสุด 1 ปี สำหรับ นรต.คริสเตียน อัตมาดิบราตา เซอร์มูเนส หนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสินว่าฆ่า นรต.อดัม กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักในอินโดนีเซีย เช่น ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ใช้ชื่อว่า Hank Harjo ระบุว่า "มันไม่ถูกต้อง พรากชีวิตคน 1 คนแต่ต้องโทษจำคุก 1 ปี ต้องมีการติดสินบนผู้พิพากษา และนักเรียนนายร้อยอารมณ์ร้ายคนนี้ น่าจะไปเป็นช่างแต่งหน้ามากกว่า"

ด้าน Tamrin Manalu Ok โพสต์ว่า "น้ำตาของพวกคุณ เปรียบอะไรไม่ได้กับพ่อแม่ที่หัวใจสลาย" ส่วนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ชื่อว่า Indri Vanrooij เขียนว่า "แค่ 1 ปีไม่ยุติธรรม เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับครอบครัวเหยื่อ อาฮอค (อดีตผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา) ที่พูดไม่เหมาะสมแต่ไม่ได้ทำให้ใครเสียชีวิตยังต้องโทษ 2 ปี ต้องมีอะไรผิดปกติ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม