ทรัมป์ชี้จีน-รัสเซียเป็น “คู่แข่งและภัยทางเศรษฐกิจ”

  • 19 ธันวาคม 2017
โดนัลด์ ทรัมป์ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้นำสหรัฐฯเผชิญหน้ากับ "มหาอำนาจคู่แข่ง" อย่างเปิดเผยด้วยถ้อยคำที่รุนแรงขึ้น

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยถึงแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ โดยชี้ว่าจีนและรัสเซียเป็น "คู่แข่ง" และเป็นภัยสำคัญอันดับต้นต่อการเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวดังข้างต้น ในการปราศรัยที่อาคารโรนัลด์ เรแกน ในกรุงวอชิงตัน โดยระบุว่าสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการแข่งขันครั้งใหม่ ซึ่งมีรัสเซียและจีนเป็น "มหาอำนาจคู่แข่ง" ที่สำคัญ แต่อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ ควรพยายามสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่ยิ่งใหญ่กับสองประเทศนี้ด้วย

นายทรัมป์แถลงแผนยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นกับชาติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ เช่น เกาหลีเหนือ รวมทั้งยกประเด็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจไว้เหนือความมั่นคงด้านอื่น ๆ ซึ่งนับว่าสอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสารความยาว 68 หน้าที่ตีพิมพ์เผยแพร่ออกมาก่อนหน้านี้ โดยเอกสารระบุถึงแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติภายใต้รัฐบาลของเขาไว้อย่างละเอียด

ข้อความในเอกสารดังกล่าวเรียกจีนและรัสเซียว่าเป็น "มหาอำนาจลัทธิแก้" (Revisionist powers) ซึ่งมีนัยว่าสหรัฐฯ หวั่นเกรงว่าทั้งสองประเทศจะฝ่าฝืนบรรทัดฐานและข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่หนักขึ้น รวมทั้งท้าทายระเบียบดุลอำนาจโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นใหญ่มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

นายทรัมป์ระบุว่า แผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของเขาประกอบไปด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ การปกป้องมาตุภูมิ, การส่งเสริมความมั่งคั่งของชาวอเมริกัน, การสร้างสันติภาพด้วยพลังความแข็งแกร่ง และการแผ่ขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ให้กว้างขวางออกไปอีก นายทรัมป์ยังย้ำด้วยว่าสหรัฐฯ จะไม่เพิกเฉยต่อการละเมิดกฎระเบียบ กลโกง หรือการรุกรานทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดก่อน ๆ ได้ทำผิดพลาดมาแล้ว

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายทอม บอสเสิร์ต ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิประจำทำเนียบปธน. สหรัฐฯ กล่าวหาว่าเกาหลีเหนือโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก

สหรัฐฯ กล่าวหาเกาหลีเหนือ อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก

ด้านนายทอม บอสเสิร์ต ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งมาตุภูมิประจำทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแถลงว่าเกาหลีเหนือคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์ทั่วโลก ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา เช่น การแพร่ระบาดของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อคอมพิวเตอร์ 300,000 เครื่องใน 150 ประเทศ รวมทั้งสถาบันการเงินและธุรกิจทั่วโลก

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ WannaCry แพร่ระบาดไปทั่วโลกเมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

นายบอสเสิร์ตระบุว่า มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหานี้อย่างแน่นหนา ทั้งชี้ว่าทางการสหราชอาณาจักร รวมทั้งบริษัทไมโครซอฟท์ต่างก็กล่าวหาว่าเครือข่ายของรัฐบาลเกาหลีเหนือเป็นผู้ก่อเหตุนี้ด้วยเช่นกัน เขาบอกว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือควรต้องถูกลงโทษ โดยสหรัฐฯ จะใช้กลยุทธ์กดดันเกาหลีเหนือในระดับสูงสุดต่อไป เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่สามารถก่อเหตุโจมตีทางไซเบอร์ในวงกว้างได้อีก

นายบอสเสิร์ตกล่าวกับหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลว่า การโจมตีทางไซเบอร์นั้นเป็น "เครื่องมือของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่เป็นภัยใหญ่หลวงเกินกว่าเราจะละเลยได้" แต่อย่างไรก็ตาม ทางการเกาหลีเหนือเองเคยปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ไปแล้วเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าข้อกล่าวหานี้เป็น "ความพยายามที่ชั่วร้าย" ของนานาชาติ เพื่อเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรกดดันตนอย่างเข้มงวดขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง