คาด เศรษฐกิจโลก 2018 'ดีสุด' นับตั้งแต่ฟื้นจากวิกฤตการเงินโลก 2007/08

  • 27 ธันวาคม 2017
ตลาดหุ้น Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปีนี้ไปเป็น 3.2% ในปีหน้า

สำนักวิจัยอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ (Oxford Economics) คาดเศรษฐกิจโลกปีหน้าสดใส จะเติบโตสูงสุดนับตับแต่ฟื้นตัวหลังจาก 'วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์' โดยมีการขยายตัวของการค้าโลกเป็นปัจจัยสำคัญ ด้านเศรษฐกิจจีนจะชะลอต่อไปจากการควบคุมนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ของทางการ ส่งผลต่อการเติบโตของหลายชาติในเอเชียที่พึ่งการส่งออกไปจีน

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ระบุ 4 เหตุผลสำคัญที่จะทำให้ปีหน้าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 2.9% ในปีนี้ไปเป็น 3.2% ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่อปีที่สูงที่สุด หลังการฟื้นตัวจากวิกฤตที่เริ่มตั้งแต่ปี 2010

1.การค้าโลกที่คึกคัก อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ วิเคราะห์ว่า จีนมีส่วนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อการเติบโตทางการค้าโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2016 ราว 70% และต้นปี 2017 แต่เมื่อไม่นานนี้เริ่มมีสัญญาณว่าหลายประเทศและภูมิภาคมีสัดส่วนสนับสนุนการเติบโตของการค้าโลกเพิ่มขึ้น โดยปีนี้การส่งออกของเยอรมนีไปยังประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร และประเทศในยุโรปอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกไปยังตลาดอื่น ๆ อย่างในเอเชียลดลงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เป็นการสนับสนุนแนวคิดที่ว่า แม้ว่าจีนจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและการนำเข้าที่ลดลง แต่ไม่ได้ทำให้การค้าโลกชะลอตัวลงอย่างมาก โดยคาดว่าการค้าโลกจะเติบโตที่ 4.4% ในปีหน้า ลดลงจาก 5% ในปีนี้

คาดการณ์อัตราการขยายตัวของจีดีพี 2018 (%)
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
สหรัฐฯ 2.7
กลุ่มประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร 2.1
สหราชอาณาจักร 1.5
ญี่ปุ่น 1.7
ออสเตรเลีย 2.3
กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
จีน 6.4
อินเดีย 7.4
รัสเซีย 1.7
บราซิล 2.4
แอฟริกาใต้ 1.4

2.การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างและอัตราเงินเฟ้อในระดับต่ำ แม้ว่าตามปกติแล้วอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัวตามอัตราการเติบโตของเศรษกิจโลก แต่ปี 2018 จะไม่เป็นเช่นนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อในปีหน้าอยู่ในระดับต่ำ คือค่าจ้างที่ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก แม้ว่าอัตราการจ้างงานในหลายประเทศ เพิ่มขึ้นสู่ระดับก่อนวิกฤตการเงินโลกแล้ว แต่สัดส่วนของคนงานที่มีสภาพการจ้างชั่วคราวหรือไม่เต็มเวลามีเพิ่มขึ้น และจำนวนชั่วโมงทำงานเฉลี่ยลดลง

ส่วนอีก 2 เหตุผลที่ฉุดการขยายตัวของค่าจ้างคือ ผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ และการขยายตัวของค่าจ้างในภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำ จากการ ตัดลดค่าใช้จ่ายในหลายประเทศของยุโรป

ดังนั้นธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ จึงมีความระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และไม่น่าจะเพิ่มความเข้มงวดของนโยบายการเงิน เพื่อป้องกันไม่ให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

คาดการณ์เศรษฐกิจโลก 2018

3.2%

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

  • 4.4% การค้าโลกเพิ่มขึ้น

  • 6.1% การนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้น

  • 0.75% ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

  • 0.25-0.50% ธนาคารกลางในเอเชียปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

GETTY IMAGES

3.เศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงคึกคัก โดยปีนี้เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้รับผลดีจากการค้าโลกที่แข็งแกร่งและการฟื้นตัว ของราคาโภคภัณฑ์ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลดีต่องบดุลทางการเงิน ปัจจัยบวกจากภายนอกเหล่านี้จะมีผลน้อยลงในปีหน้า แต่ขอบเขตการลงทุนในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านสินค้าอุตสาหกรรมและการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตของการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การค้าโลกที่จะชอลอตัวลง ทำให้ภูมิภาคเอเชียจะได้รับรับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ

4.ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ไม่น่าจะผันผวนมาก จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ โดยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ลดลงในช่วงปีที่ผ่านมา และตอนนี้โลกมีความผันผวนในระดับต่ำ ส่วนปีหน้าก็ดูเหมือนจะมีปัญหาน้อยกว่าในหลายปีที่ผ่านมา โดยการสำรวจรายไตรมาสของทางอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า ความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมือง (ที่น่ากังวลที่สุดคือเกาหลีเหนือ), ความผิดพลาดทางนโยบายของสหรัฐฯ และการชะลอตัวอย่างรุนแรงของจีน ถือเป็นความกังวลเรื่องใหญ่ 3 เรื่อง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก โดยมีการพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง 3 อย่างดังกล่าว แต่ขณะนี้ยังไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนที่เชื่อว่าจะทำให้มีปัญหาขึ้น

ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก 2018

4 ปัจจัย

  • 1 การค้าโลกคึกคัก

  • 2 การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อและค่าจ้างยังอ่อนแอ

  • 3 ประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเติบโตดี

  • 4 ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่น่าจะผันผวนมากนัก

GETTY IMAGES

เศรษฐกิจเอเชียได้รับผลกระทบจากจีนชะลอตัว

แม้ว่าอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่าปีหน้าจะเป็นอีกปีที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่เมื่อพิจารณาถึงการค้าโลกที่จะชอลอตัวลง ทำให้ภูมิภาคเอเชียจะได้รับรับผลกระทบมากกว่าภูมิภาคอื่น ๆ เพราะการชะลอตัวส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าของจีนที่ลดลง นอกจากนี้ ประเทศในเอเชียหลายประเทศยังพึ่งพาการส่งออก คิดเป็นสัดส่วนที่สูงในผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ โดยคาดว่าการเติบโตของการนำเข้าของจีนจะลดลงมาอยู่ที่ 6.1% จากระดับ 8.5% ในปีนี้

สอดคล้องกับ เอชเอสบีซี ซึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจเอเชียในปีนี้ยังเติบโตได้ดี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวในจีน และความกังวลด้านการค้าต่าง ๆ เกิดขึ้นตลอดปี ส่วนปีหน้าการส่งออกยังค่อย ๆ ขยายตัวอย่างช้า ๆ และอุปสงค์ภายในประเทศก็ดูเหมือนจะแข็งแกร่งพอ แต่สิ่งที่น่ากังวล 2 เรื่องได้แก่ โครงการก่อสร้างที่ล่าช้าในจีน เนื่องจากมีการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมกฎ และธนาคารกลางของสหรัฐฯ ที่อาจจะปรับดอกเบี้ยขึ้น แต่โดยรวมแล้วเอเชียก็มีความพร้อมในการรับมือ ในจีนเอง กำลังเตรียมใช้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น การใช้จ่ายด้านสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มการค้ากับประเทศที่พัฒนาแล้วมากขึ้น

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ คาดว่าการเติบโตของการนำเข้าของจีนจะลดลงมาอยู่ที่ 6.1% จากระดับ 8.5% ในปีนี้ และสิ่งที่น่ากังวลอีกเรื่องคือ โครงการก่อสร้างที่ล่าช้าในจีน เนื่องจากมีการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมกฎ

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ระบุว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคจะเป็นตัวสนับสนุนเศรษฐกิจในปี 2018 โดยในด้านการคลัง จากการคาดการณ์ของอ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ ซึ่งพิจารณาจากแผนการของรัฐบาล ระบุว่า ในประเทศส่วนใหญ่ของเอเชียจะใช้นโยบายการคลังสมดุล ส่วนนโยบายการเงิน คาดว่าธนาคารกลางส่วนใหญ่ของเอเชียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2018 ระหว่าง 0.25-0.50% เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะปรับขึ้น 0.75% และมีเพียงญี่ปุ่นและออสเตรเลียเท่านั้นที่คาดว่าจะไม่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่า เงินเฟ้อทั่วไปของหลายประเทศในเอเชียจะปรับตัวขึ้นในปีหน้า ส่วนหนึ่งมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นยังอยู่ในระดับปานกลางและไม่น่าจะส่งผลกระทบนโยบายของธนาคารกลางในปี 2018

ขณะที่ความเสี่ยงที่สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียได้คือ ถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และเอเชียโดยเฉพาะกับจีน

จีนคุมเข้มนโยบายลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ

อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนจะชะลอตัวลงในปีหน้า จากการที่ทางการจีนค่อย ๆ เพิ่มความเข้มงวดของนโยบายการเงิน คาดว่าการเติบโตของความต้องการภายในประเทศและการส่งออกจะลดลง ทำให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงอยู่ที่ 6.4% ลดลงจากระดับ 6.8% ในปีนี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะปรับเพิ่มตามราคาน้ำมันไปถึงระดับสูงสุดที่ 2.5% ในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า แต่ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของธนาคารกลางจีน ซึ่งตั้งไว้ที่ 3% ส่วนค่าเงินหยวนคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอก รวมถึง การค่อย ๆ ปรับนโยบายการเงินสู่ระดับปกติของสหรัฐฯ และยุโรป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อ็อกซ์ฟอร์ด อีโคโนมิกส์ คาดธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.75%

คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 2.7%

ส่วนสหรัฐฯ คาดว่าจะมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าที่ 2.7% โดยการลงทุนภาคธุรกิจและการส่งออกจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เริ่มลดบทบาทลง คาดว่าปริมาณความต้องการจากทั่วโลก ประกอบกับนโยบายที่เพิ่มขึ้นและความแน่นอนของอุปสงค์ จะทำให้การลงทุนภาคธุรกิจและการส่งออกมีส่วนต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กว่า 1% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตดี

เอชเอสบีซี ระบุว่า จะไม่เห็นการเติบโตอย่างมากในอินโดนีเซีย และปัจจุบันอินโดนีเซียยังไม่มีการให้ความสำคัญกับด้านเทคโนโลยีซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการค้าโลกมากเพียงพอ ส่วนแรงกดดันด้านราคา ทำให้โจเซฟ อินคัลคาเทอร์รา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของเอชเอสบีซี เชื่อว่า อินโดนีเซียต้องตัดลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่ง ผิดกับมาเลเซีย ที่ธนาคารกลางน่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้าหลังการเลือกตั้งทั่วไป เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ยังคึกคัก แม้ว่าการลงทุนชะลอตัวจากที่เคยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับควบคุมได้ เวียดนามยังคงเติบโตต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยายตัวของชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนในประเทศ ซึ่งช่วยสนับสนุนการส่งออก ส่วนเศรษฐกิจสิงคโปร์เติบโตจากอุปสงค์จากภายนอกประเทศที่แข็งแกร่ง และกำลังมีสัญญาณว่าตลาดที่อยู่อาศัยกำลังแข็งแกร่งขึ้น ด้านประเทศไทยก็มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจในปีนี้ ที่ระดับเกือบ 4% แต่ยังคงต้องกระตุ้นการบริโภคในประเทศ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม