สองนักข่าวรอยเตอร์: จับเขามาขังทำไม เขาโดนข้อหาอะไร

  • 22 ธันวาคม 2017
Image copyright Myanmar Government

สำนักงานในนครย่างกุ้ง ของสำนักข่าวรอยเตอร์ คือหนึ่งในสื่อที่บุกเบิกรายงานข่าววิกฤตในรัฐยะไข่ ของเมียนมา ก่อนที่ความขัดแย้งนี้จะกลายเป็น ประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และ ชื่อของ วา โล คือชื่อของนักข่าวที่ปรากฏบ่อยครั้งในรายงานเหล่านี้

เขาเป็นเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เมืองมัณฑะเลย์ สร้างชื่อเสียงในฐานะนักข่าวกับหนังสือพิมพ์เมียนมา ไทมส์ โดยรายงานการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของเมียนมาเมื่อปี 2015 ซึ่งทำให้นางออง ซาน ซู จี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นสู่อำนาจ จากนั้นในเดือนกรกฎาคมปี 2016 เขาก็เริ่มทำงานให้กับสำนักข่าวรอยเตอร์

รายงานข่าวของ วา โล เรื่องปฏิบัติการปราบปรามของกองทัพเมียนมาต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ เผยให้เห็นภาพความขัดแย้งชัดเจนจากพื้นที่ ที่นักข่าวและผู้ตรวจสอบที่เป็นกลางแทบจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าไป

เมื่อเดือนกันยายนในปีนี้ วา โล ได้เพื่อนร่วมงานเพิ่มอีกหนึ่งคนคือ จอ โซ อู ซึ่งเป็นนักข่าวชาวยะไข่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งในการรายงานในพื้นที่ ที่คนท้องถิ่นมักมีท่าทีเป็นปรปักษ์ต่อสื่อมวลชน

ความยากลำบากในการเข้าไปในพื้นที่ทำให้นักข่าวหลาย ๆ คนต้องหาทางที่จะได้ข้อมูลของสิ่งที่เกิดขึ้นจากช่องทางอื่นแทน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ วา โล

ค่ำวันที่ 12 ธ.ค. นักข่าวรอยเตอร์ทั้งสองคนเดินทางไปเจอกับตำรวจสองนายที่ร้านอาหารทางตอนเหนือของนครย่างกุ้ง และพวกเขาก็ถูกควบคุมตัวไปตั้งแต่บัดนั้น

ในวันถัดมา เพจเฟซบุ๊กของกระทรวงมหาดไทยเมียนมาโพสต์รูปนักข่าวทั้งสองที่ถูกใส่กุญแจมือพร้อมกับเอกสารข้าง ๆ โดยระบุว่า นักข่าวทั้งสอง จะถูกตั้งข้อหาการได้ข้อมูลมาโดยผิดกฎหมาย และมีเจตนาที่จะส่งข้อมูลนี้ต่อให้กับสื่อมวลชนต่างชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมาตั้งแต่ยุคอาณานิคม

ข้อหาดังกล่าวมีโทษจำคุกสูงสุด 14 ปี

ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า การควบคุมตัวดังกล่าวเป็นการ "อุ้มหาย" เนื่องจากทางสำนักข่าวรอยเตอร์ ครอบครัว และทนายของนักข่าวทั้งสอง ยังไม่ได้รับการติดต่อจากพวกเขาเลยตั้งแต่เกิดเหตุ และนี่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรียกร้องทั้งจากทางสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา

โฆษกของนางออง ซาน ซู จี ได้ออกมากล่าวว่า นักข่าวทั้งสองจะได้รับการคุ้มครองจากกระบวนการทางกฎหมาย และจะเปิดการพิจารณาคดีเร็ว ๆ นี้

จับเขามาขังทำไม

ดูเหมือนว่าตำรวจทั้งสองนาย ซึ่งมีรายงานว่าจะถูกตั้งข้อหาเช่นกัน ได้ให้เอกสารบางอย่างแก่นักข่าวทั้งสอง คำถามก็คือเอกสารอะไร ที่ทำให้ทางการเมียนมาออกมาจัดการจับกุมนักข่าวทั้งสองอย่างเร่งด่วนถึงเพียงนี้

การที่ตำรวจทั้งสองได้ทำงานในพื้นที่รัฐยะไข่เมื่อเร็ว ๆ นี้ เราอาจจะคาดเดาได้ว่าเอกสารดังกล่าว มีข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่ง และปฏิบัติการการปราบปราม ซึ่งกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนหลายกลุ่มกล่าวหาว่าเป็นการละเมิดและคุกคามชาวโรฮิงญา ซึ่งอาจนับเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติได้

ที่ผ่านมา เราได้รับรู้ถึงการกระทำของกองกำลังเมียนมาจากการบอกเล่าของผู้อพยพที่หนีเข้าสู่บังกลาเทศเท่านั้น และการสืบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใน รัฐยะไข่ก็เคยมีแค่ครั้งเดียว แต่เป็นการรายงานโดยกองทัพเมียนมาเอง ซึ่งก็ไม่แปลกที่การสืบสวนจะได้ข้อสรุปว่า กองทัพเมียนมาไม่ได้กระทำความผิดใด และก็ไม่ได้พูดถึงข้อกล่าวหาต่าง ๆ โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนหลายกลุ่ม

การถูกจับคุมของนักข่าวสองคนนี้ถูกเชื่อมโยงกับอีกคำอธิบายหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ในสัปดาห์นี้กองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า พวกเขากำลังสอบสวนเรื่องหลุมศพขนาดใหญ่ที่พบในหมู่บ้าน อิน ดิน

นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิด เนื่องจากหมู่บ้าน อิน ดิน ประกอบไปด้วยชาวบ้านหลายชาติพันธุ์ และเป็นพื้นที่ที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้รายงานก่อนหน้านี้ว่ากองทัพเมียนมาบุกเข้าไปโจมตีชาวโรฮิงญาช่วงปลายเดือนสิงหาคม และเผาบ้านพวกเขาในที่สุด

สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าศพที่จะเจอน่าจะเป็นผู้เสียชีวิตชาวโรฮิงญา แต่เป็นไปได้หรือที่ทางการเมียนมาจะยอมรับสิ่งที่เขาปฏิเสธมาตลอด

ก่อนหน้านี้ หลุมศพขนาดใหญ่เดียวที่ทางการเผยแพร่คือ หลุมศพที่คาดกันว่าเป็นหลุมศพชาวฮินดูหลายสิบคน ซึ่งรัฐบาลบอกว่าถูกฆ่าโดยกลุ่มติดอาวุธชาวโรฮิงญา โดยการสืบสวนหลุมศพในครั้งนั้น ไม่มีการอนุญาตให้กลุ่มตรวจสอบอิสระมีส่วนร่วม

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญากว่า 400,000 คน หนีจากเมียนมาไปยังบังกลาเทศ

หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับหนึ่งรายงานว่า สามวันหลังจากนักข่าวรอยเตอร์ถูกจับตัวไป ชาวยะไข่ 5 คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน อิน ดิน ถูกคุมตัวไป เพราะต้องสงสัยว่าเป็นผู้ให้ข้อมูลสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักข่าว

ชาวบ้านบางคนเชื่อว่า วา โล และ จอ โซ อู เป็นส่วนหนึ่งของนักข่าวที่ได้ข้อมูลเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันข้อมูลนี้ได้ โดยขณะนี้ ชาวบ้าน 2 คนได้รับการปล่อยตัวแล้ว

เป็นไปได้หรือไม่ที่การจับกุมตัวนักข่าวจะเกี่ยวของกับกรณีหลุมศพขนาดใหญ่ที่หมู่บ้าน อิน ดิน และข้อกล่าวหาว่ากองทัพเมียนมา กระทำการสังหารหมู่ที่นั่น?

หากเราดูการรายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ ในรัฐยะไข่ มันก็น่าสงสัยว่าการเปิดเผยในครั้งนี้จะเป็นประเด็นที่อ่อนไหวกว่าเรื่องที่ผ่าน ๆ มาอย่างไร

แต่หากชาวยะไข่เหล่านี้ได้คุยกับนักข่าวจริง ๆ ไม่ใช่แค่คุยกับชาวโรฮิงญาที่บังกลาเทศ นี่จะทำให้ความพยายามของกองทัพเมียนมา ที่จะบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด ยากเข้าไปใหญ่

หรือการจับตัวของนักข่าวทั้งสองอาจจะเกี่ยวกับการรายงานข่าวในประเด็นอื่น ๆ ในยะไข่ของพวกเขา ซึ่งเผยให้เห็นการกระทำของ กองทัพเมียนมาได้ดีกว่าการรายงานข่าวจากแหล่งข่าวอื่น ๆ

คำบรรยายภาพ สภาพของหมู่บ้านอัลเลตันจอว์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่กลุ่ม ARSA โจมตีตำรวจเมื่อวันที่ 25 ส.ค.

ที่ผ่านมา รัฐบาลและกองทัพเมียนมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาพร้อมจะใช้กฎหมายอันล้าสมัยในการควบคุมปราบปรามนักข่าว

ตั้งแต่เมียนมากลับมาเป็นประเทศที่บริหารโดยรัฐบาลกึ่งพลเรือนในปี 2012 มีนักข่าวอย่างน้อย 12 รายที่ดำเนินคดีอาญาด้านการหมิ่นประมาทและ พระราชบัญญัติการรวมตัวอย่างผิดกฎหมาย (Unlawful Association Act) แม้กองทัพเมียนได้ยกฟ้องไปแล้ว 6 รายก็ตามเมื่อเดือนกันยายน

คณะกรรมการเพื่อการคุ้มครองผู้สื่อข่าว (CPJ) แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า เมียนมาเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่สื่อถูกควบคุมตรวจสอบมากที่สุด