ไขปริศนา “ดาวโบยาเจียน” ไม่มีเครื่องจักรมนุษย์ต่างดาวตามคาด

  • 6 มกราคม 2018
ภาพจากจินตนาการของศิลปินแสดงให้เห็นกลุ่มเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวโบยาเจียน Image copyright NASA/JPL/CALTECH
คำบรรยายภาพ ภาพจากจินตนาการของศิลปินแสดงให้เห็นกลุ่มเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวโบยาเจียน

ปริศนาของดาวฤกษ์ KIC 8462852 หรือ "ดาวโบยาเจียน" (Boyajian's star) ซึ่งถูกขนานนามให้เป็นดาวที่ลึกลับที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือกได้รับการไขกระจ่างแล้ว โดยพบว่าการที่ดาวสว่างขึ้นและมืดมัวลงสลับกันเป็นช่วง ๆ แบบที่ไม่เคยพบในดาวดวงใดมาก่อน เกิดจากกลุ่มฝุ่นละอองที่ล้อมรอบดาว ไม่ได้เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือของสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ "เอเลียน" แต่อย่างใด

ดาวโบยาเจียนอยู่ห่างจากโลกออกไปราว 1,500 ปีแสงในกลุ่มดาวหงส์ ซึ่งเป็นแถบที่สุกสว่างและสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุดแถบหนึ่งของแขนดาราจักร

เมื่อปลายปี 2015 ดร.ทาเบธา โบยาเจียน นักดาราศาสตร์สาวชาวอเมริกันได้รับข้อมูลจากกลุ่มพลเมืองนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นว่า พบดาวที่มีความเปลี่ยนแปลงในระดับการส่องสว่างอย่างสูง ซึ่งเธอพบว่าในแต่ละครั้งดาวจะมืดมัวลงถึง 15-20% นับว่าไม่ธรรมดาเมื่อเทียบกับปรากฎการณ์คล้ายกันในระบบสุริยะ เนื่องจากดาวเคราะห์สามารถลดแสงสว่างของดวงอาทิตย์ลงขณะโคจรผ่านหน้าได้ไม่เกิน 1% เท่านั้น

มีผู้เสนอคำอธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงในระดับการส่องสว่างของดาวโบยาเจียนหรือดาวของแท็บบี้ (Tabby's star) ซึ่งเป็นชื่อเล่นของดร.โบยาเจียนไว้มากมายหลายแบบ โดยรวมถึงสมมติฐานที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาสร้างเครื่องจักรขนาดใหญ่โคจรรอบดาวโบยาเจียนอยู่ เพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานไปใช้ หรือเพื่อสร้างสัญญาณที่คล้ายกับรหัสมอร์สติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่นในจักรวาล

อย่างไรก็ตาม ผลการติดตามศึกษาของดร. โบยาเจียนและคณะ ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters เผยว่า ข้อสันนิษฐานเรื่องเครื่องจักรของเอเลียนนั้นไม่มีทางเป็นไปได้จริง เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ 21 ตัวทั่วโลก และจากอาสาสมัครร่วมสังเกตการณ์อีก 1,700 คน ที่เฝ้าจับตาดูการส่องสว่างของดาวโบยาเจียนตลอดปีที่ผ่านมา พบว่าข้อมูลที่ได้ตรงกับลักษณะการกระเจิงของแสงจากดาวฤกษ์ เมื่อส่องทะลุผ่านกลุ่มเมฆฝุ่นละอองมากกว่า

Image copyright NASA/JPL/CALTECH
คำบรรยายภาพ ก่อนหน้านี้มีผู้สันนิษฐานว่า ดาวโบยาเจียนอาจถูกกลุ่มดาวหางที่แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ บดบังแสง

ผลวิเคราะห์พบว่า ขณะที่ดาวโบยาเจียนมืดมัวลงในครั้งหลัง ๆ กลับมีความสว่างลดลงไม่มากเท่ากับที่สังเกตเห็นครั้งแรก และพบว่ามีการกระเจิงของแสงในหลายความยาวคลื่นส่งออกมาให้กล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้อีกด้วย

แสงในแต่ละความยาวคลื่นที่ตรวจจับได้ มีความผันแปรในการส่องสว่างไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าสิ่งที่บดบังแสงของดาวโบยาเจียนเป็นระยะนั้น ไม่ใช่เครื่องจักรขนาดใหญ่ของเอเลียนที่น่าจะเป็นแผ่นทึบ ซึ่งควรจะต้องปิดกั้นแสงทั้งหมดได้ทุกความยาวคลื่นเป็นแบบแผนเดียวกันในแต่ละครั้งที่โคจรรอบดาวโบยาเจียน

ผลการค้นพบนี้ยังสอดคล้องกับที่มีผู้เสนอไว้ในวารสาร Astrophysical Journal เมื่อปีที่แล้ว 2 ราย ซึ่งชี้ว่าน่าจะมีกลุ่มเมฆฝุ่นขนาดใหญ่ล้อมรอบดาวโบยาเจียนอยู่ โดยผลวิเคราะห์นี้ได้จากการสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซา และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ไอริส (IRIS) ในเบลเยียม

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม