“การ์ตูน” เผย กำลังขอสถานะผู้ลี้ภัยในเอเชีย หลังโดนคดีเดียวกับ “ไผ่ ดาวดิน”

  • 28 มกราคม 2018
หมายเรียกผู้ต้องหา Image copyright เฟซบุ๊ก Chanoknan Ruamsap

ชนกนันท์ "การ์ตูน" รวมทรัพย์ เผยหลบหนีออกมาอยู่ใน ประเทศหนึ่งในเอเชีย และกำลังทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย หลัง ตำรวจออกหมายเรียกรับทราบคดี ม.112 แชร์ข่าวบีบีซีไทย พระราชประวัติ ร. 10

น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ขณะนี้กำลังพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย และกำลังทำเรื่องขอสถานะผู้ลี้ภัย ด้านตำรวจผู้ออกหมายเรียกผู้ต้องหาเผยได้รับการติดต่อจากทนายความของนางสาวชนกนันท์ว่าจะขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหาช่วงก่อนวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา และเตรียมตรวจสอบกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หากพบว่านางสาวชนกนันท์ เดินทางออกนอกประเทศก็จะขอศาลให้ออกหมายจับ

น.ส.ชนกนันท์ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดี 112 โพสต์ภาพหมายเรียกผู้ต้องหาซึ่งออกเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2561 ทางเฟซบุ๊กของเธอ เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันนี้ (28 ม.ค.) พร้อมกับเขียนข้อความซึ่งสรุปได้ว่า เธอตัดสินใจไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 18 มกราคม 2561 และเดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศแล้วในขณะนี้

"บ่ายวันที่ 16 มกราคม 2561 เราตื่นบ่ายสองเหมือนทุกวัน ตื่นมาเจอแฟนทำกับข้าวให้กินเหมือนทุกวัน ลงมาเจอพ่อกับแม่เหมือนทุกวัน เพียงแต่วันนั้นมีใบให้ไปรับของที่ไปรษณีย์ เราก็คิดว่าเป็นหมายนัดศาลทหารคดีราชภักดิ์ เพราะมีนัดขึ้นศาลทหารวันที่ 26 ม.ค. แล้วปกติจะมีหมายนัดมาบ้านเป็นใบให้ไปรับที่ไปรษณีย์แบบนี้ เราก็ขับรถไปไปรษณีย์ พอรับจดหมายมาแล้วก็เปิดอ่าน ปรากฎว่าไม่ใช่หมายนัดศาลทหาร แต่เป็นหมายเรียกผู้ต้องหาจากสน.คันนายาว ตอนแรกเรายังไม่ได้อ่านดี ๆ ก็ตกใจ นึกว่าขับรถแย่ โดนใบสั่งอีกแล้ว แต่พออ่านข้อกล่าวหาดี ๆ เราก็อึ้งไปสักพัก งง ว่าเราโดน 112 จากอะไร ทำอะไรไม่ถูก ระหว่างขับรถกลับบ้านก็ยังพูดอะไรไม่ออก เหมือนตอนนั้นเรามีทางเลือกแค่ไม่กี่ทางทางคือ สู้คดี ติดคุก ลี้ภัย"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

เธอ เขียนในโพสต์ว่า เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วได้คุยกับหลาย ๆ คน จึงทราบว่า เธอถูกตั้งข้อหานี้จากการแชร์ข่าวของบีบีซีในเดือนธันวาคม 2559 ซึ่งในขณะนั้นเธออยู่ที่ประเทศบราซิล โดยร้อยโทสมบัติ ด่างทา ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจคันนายาวตั้งแต่เดือนธันวาคมปีนั้น

"จริง ๆ เราต้องโดนพร้อมไผ่ แต่สน.มีปัญหาภายใน เลยชะลอการออกหมาย พอทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เอาคดีเก่า ๆ กลับมาออกหมายใหม่ ทำให้เราได้หมายในวันนั้น" เธอระบุในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก

ก่อนหน้านี้ โฆษกของ บีบีซี ในกรุงลอนดอน ได้กล่าวยืนยันความถูกต้องของข่าวนี้ว่า "การก่อตั้งบีบีซีไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างไม่เลือกข้าง มีความเป็นอิสระ และถูกต้อง ในประเทศที่สื่อมวลชนต้องเผชิญกับข้อจำกัด และเรามั่นใจว่าบทความชิ้นนี้ไม่มีสิ่งใดที่ขัดต่อหลักปฏิบัติในการเสนอข่าวบีบีซี"

'ลี้ภัยออกนอกประเทศ'

ในเวลาต่อมา น.ส.ชนกนันท์ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า ขณะที่กำลังพำนักอยู่ในประเทศหนึ่งในทวีปเอเชีย เป็นประเทศที่ไม่มี กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอยู่ระหว่าง การรวบรวมเอกสารเพื่อขอสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศนี้

"ตอนนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสาร มีการพูดคุยกับทนายทางนี้แล้ว เค้าบอกว่ามีความเป็นไปได้เพราะหลักฐานการคุกคามชัดเจน ก่อนหน้านี้จะโดนหมายเรียกนี้ เราก็โดนคุกคามมาตลอดตั้งแต่มีรัฐประหาร ต้องขึ้นศาลทหารอยู่ในคดีราชภักดิ์ โดนจับในการชุมนุมหลายครั้ง และมีทหารมาที่บ้านเกือบทุกเดือนตลอด 2 ปี" ชนกนันท์ เปิดเผยกับบีบีซีไทย

เธอเล่าถึงช่วงตัดสินใจเดินทางไปลี้ภัยในต่างประเทศในโพสต์เดียวกันนี้ทางเฟซบุ๊กว่า

"พอรู้แบบนี้แทบจะทุกคนบอกให้ออก แต่สุดท้ายเราเองที่เป็นคนตัดสินใจอยู่ดี เวลาในการตัดสินใจตอนนั้นมันสั้นมาก กระชั้นชิดมาก เรามีเวลาไม่ถึง 30 นาทีในการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป มันยากตรงที่ไปครั้งนี้เราคงไม่ได้กลับมาแล้ว เราตัดสินใจลงไปบอกพ่อกับแม่ ทุกคนช็อก แต่ก็เห็นด้วย ไม่มีใครอยากให้เราติดคุก 5 ปี จากการโพสต์แชร์ข่าว BBC" เธอเล่า

"จำได้ว่าแม่ถามว่าไปครั้งนี้คือไม่ได้กลับแล้วใช่ไหม เราตอบว่า ใช่ แล้วก็ร้องไห้ แม่ก็เหมือนจะร้องไห้ไปด้วย แม่ไม่ค่อยแสดงออกว่าเป็นห่วงเวลาเดินทางไปต่างประเทศนาน ๆ คงเพราะรู้ว่าสักวันลูกก็ต้องกลับบ้าน แต่ครั้งนี้มันแปลก มันฟังดูห่างไกล มันฟังดูเหงามาก ๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง" เธอเล่าถึงนาทีที่ตัดสินใจบอกแม่ว่าเธอจะลี้ภัยออกนอกประเทศ

นอกจากนี้เธอยังกล่าวถึงพ่อซึ่งเธอบอกว่ารักเธอมากที่สุดในโลก แล้วเธอก็รักพ่อมากที่สุดในโลกเช่นกัน เธอบอกว่า พ่อเศร้าและเครียดมาก ปกติพ่อของเธอไม่ค่อยแสดงความรู้สึก แต่วันนั้นแสดงออกมาทางสีหน้าชัดเจน

"พ่อสูบบุหรี่มวนต่อมวน แล้วกินเบียร์ไปเยอะมากภายในไม่กี่ชัวโมงที่รู้เรื่องจนถึงเวลาที่เราออกมา หลัก ๆ คือเป็นห่วงว่าเราจะไปอยู่มุมไหนของโลก จะอยู่ยังไง จะใช้ชีวิตยังไง เรามีเวลาไม่กี่ชั่วโมงเหมือนกันในการบอกลาเพื่อนสนิทไม่กี่คน ทุกคนมีอาการเดียวกันคือ ช็อก อึ้ง พูดไม่ออก ...เราก็เหมือนกัน" เธอเล่าในโพสต์ทางเฟซบุ๊ก

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

"มาถึงที่นี่วันแรก เราเอาแต่ร้องไห้ เพราะหนทางมันมืดแปดด้าน ทุกอย่างดูสับสน กระชั้นชิด งง ไม่รู้จะจัดการยังไง เอาแต่ตั้งคำถามว่าเราคิดถูกแล้วใช่ไหมที่เลือกจะลี้ภัย หรือเรากลับไปติดคุกแล้วออกมาเจอบ้าน เจอครอบครัว เจอเพื่อนเหมือนเดิม แต่ได้คำตอบว่ามันถอยไม่ได้แล้ว ถึงแม้เราจะลำบากมาก ๆ เราเชื่อว่าผู้ลี้ภัยหลาย ๆ คนก็ลำบากแบบนี้เหมือนกัน มันไม่ได้สวยหรู ไม่ได้สบาย อย่างน้อยในตอนแรกเราก็พูดได้ว่ามันแย่มาก" ข้อความในโพสต์ที่ดูเหมือนว่าขณะนี้เธอได้ลี้ภัยออกนอกประเทศแล้ว

ตำรวจเตรียมตรวจสอบกับตม.

พ.ต.อ.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล ซึ่งเป็นผู้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า นางสาวชนกนันท์ถูกต้องข้อหาในคดีอาญามาตรา 112 จากการแชร์ข่าวที่แปลเป็นภาษาไทยโดยบีบีซีไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ทางตำรวจได้รับการติดต่อจากทนายความของนางสาวชนกนันท์ในช่วงประมาณวันที่ 16-17 มกราคมที่ผ่านมาว่าต้องการขอเลื่อนนัดรับทราบข้อกล่าวหา แต่ก็ยังไม่เห็นหนังสือของเลื่อนนัดอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งได้มาอ่านโพสต์ทางเฟซบุ๊กของนางสาวชนกนักน์ในวันนี้ (28 ม.ค.)

"เพิ่งจะมาอ่านวันนี้นะ เป็นไปได้ว่าเขาจะไม่อยู่ [ในเมืองไทย] แล้ว เมื่อสักครู่มีเจ้าหน้าที่ทหารโทรมาหา สงสัยว่าชนกนันท์จะไม่อยู่แล้ว ก็เลยเข้าไปอ่าน สงสัยชนกนันท์ก็จะไม่อยู่แล้วจริง ๆ" พ.ต.อ.วิบูลย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

พ.ต.อ.วิบูลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า "หลังจากที่ได้อ่านโพสต์แล้ว อาจจะต้องตรวจสอบกับทางตม. ว่าเขาได้เดินทางออกนอกประเทศหรือเปล่า ถ้าเดินทางออกนอกประเทศก็มีข้อมูลว่าน่าจะหลบหนีนะ ก็จะขอศาลออกหมายจับเลย"

คำบรรยายภาพ จนปัจจุบันโพสต์ข่าวนี้มีผู้แชร์กว่า 2.3 พันครั้ง

จากข้อมูลส่วนตัวที่ปรากฏทางเฟซบุ๊กของนางสาวชนกนันท์ เธอจบการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าเธอเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมหลายอย่าง

เธอระบุในโพสต์เดียวกันนี้ว่า "ตั้งแต่ตอนนั้นเวลามีคนถามว่าเรารู้สึกยังไง เราก็ตอบไม่ถูก ความรู้สึกมันหลากหลายมาก เราทั้งหงุดหงิด ทั้งโกรธ เราโมโห เสียใจ คับแค้นใจ อึดอัด ผิดหวัง ผิดหวังมาก ๆ กับหลายคน หลายอย่างที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีหวังก็สิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาในชีวิตเหมือนกัน"

"จนถึงตอนนี้ ในเวลาไม่กี่วัน หลาย ๆ อย่างเริ่มเข้าที่แล้ว สภาพจิตใจเราดีขึ้นเมื่อได้เจอคนที่เรารัก ได้คุยกับพ่อแม่ ได้คุยกับเพื่อน ได้กำลังใจจากคนที่เข้าใจเราจริง ๆ ทุกอย่างมันค่อย ๆ ดีขึ้น เรากำลังจะโตขึ้น สิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตกำลังจะเข้ามาให้เราเรียนรู้มากขึ้นเหมือนกัน" ชนกนันท์ระบุ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

รัฐบาลไทยยืนยันปกป้องสิทธิมนุษยชน

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2018 โดยละเลยการนำเสนอความก้าวหน้าของไทยในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่กลับมุ่งนำเสนอข้อมูลด้านลบ โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมง ว่า

"น่าผิดหวังที่ฮิวแมนไรท์วอทช์เลือกรายงานข้อมูลที่ปราศจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ในพื้นที่ พัฒนาการด้านบวก หรือความพยายามของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการค้ามนุษย์ที่สหรัฐฯ ได้ปรับสถานะของไทยดีขึ้นจากระดับ Tier 3 เป็น Tier 2 Watch List ส่วนอียูก็มีความพอใจในความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูของไทยมากเช่นกัน" พลโท สรรเสริญ กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศวาระแห่งชาติ: สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน" ปี 2561 - 2562 เพราะเห็นว่าเรื่องการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสำคัญ

"นายกฯ ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ" พลโท สรรเสริญ กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม