พบยีนบางตัวยังทำงานต่อไปแม้คนเราจะเสียชีวิตแล้ว

ภาพกราฟฟิกแสดงรูปร่างของยืน

ที่มาของภาพ, Thinkstock

หน่วยพันธุกรรมหรือยีนบางตัวในเซลล์ของมนุษย์ สามารถทำงานต่อไปได้หลังเจ้าของร่างกายเสียชีวิตไปแล้วหลายชั่วโมง โดยยังคงมีกระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างอาร์เอ็นเอ (RNA) ภายในเซลล์อยู่ และดูเหมือนว่าจะทำงานอย่างตื่นตัวมากขึ้นหลังความตายด้วย

คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติตีพิมพ์เผยแพร่ผลการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดและชิ้นส่วนเนื้อเยื่ออวัยวะต่าง ๆ ที่เก็บจากศพซึ่งเสียชีวิตมาไม่เกิน 24 ชั่วโมง และพบว่าภายในเซลล์ของชิ้นส่วนตัวอย่างดังกล่าว ยังคงมีการแสดงออกของยีนที่ทำให้เกิดกระบวนการสร้าง RNA และสังเคราะห์โปรตีนต่าง ๆ อยู่ในปริมาณที่มากกว่าช่วงก่อนเสียชีวิตด้วยซ้ำ

ศาสตราจารย์โรเดริก จีโก จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนครบาร์เซโลนาของสเปน หนึ่งในคณะผู้วิจัยบอกว่า พวกเขาประหลาดใจอย่างมากที่พบความเคลื่อนไหวดังกล่าวในเซลล์ของคนที่ตายไปแล้ว ซึ่งส่วนประกอบทางพันธุกรรมต่าง ๆ ก็น่าจะเสื่อมสลายไปด้วย แต่สิ่งที่พวกเขาพบกลับไม่เป็นเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดยีนบางตัวจึงยังคงทำงานต่อไปในเซลล์ของผู้เสียชีวิต ส่วนศาสตราจารย์จีโกได้สันนิษฐานในขั้นต้นว่า การที่เลือดหยุดไหลเวียนในร่างกายทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน (Hypoxia) ซึ่งภาวะนี้อาจไปกระตุ้นให้ยีนบางตัวเริ่มทำงานหนักขึ้นได้ แต่เขายังไม่มีหลักฐานที่ช่วยพิสูจน์ยืนยันข้อสันนิษฐานนี้อย่างแน่ชัด

ที่มาของภาพ, PETER MENZEL/SCIENCE PHOTO LIBRARY

คำบรรยายภาพ,

เทคนิค Transcriptomics จะช่วยงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ โดยบอกถึงเวลาตายของศพที่กำลังตรวจสอบได้แม่นยำขึ้น

คณะผู้วิจัยหวังว่า การค้นพบที่ไม่คาดคิดมาก่อนนี้ จะนำไปสู่การพัฒนาเทคนิควิธีทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยบอกได้อย่างแม่นยำขึ้นว่า ศพที่กำลังตรวจสอบเสียชีวิตลงเมื่อเวลาใดกันแน่ โดยใช้วิธีวิเคราะห์การถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อสร้างอาร์เอ็นเอในเซลล์ (Transcriptomics ) ซึ่งลักษณะและปริมาณของอาร์เอ็นเอที่ผลิตออกมาจะบ่งชี้ถึงช่วงเวลาการเสียชีวิตที่ต้องการทราบได้

"การที่ระดับอาร์เอ็นเอในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ที่เก็บจากร่างผู้เสียชีวิตหลายร่างมีปริมาณเท่ากัน หากเก็บจากผู้ที่ตายในเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้เราสามารถสร้างหลักเกณฑ์ในการทำนายช่วงเวลาที่เสียชีวิตได้อย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่หากจะนำเทคนิคนี้ไปใช้งานจริง ยังจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก โดยรวมเอาปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุของผู้ตายและสาเหตุการตายเข้ามาพิจารณาด้วย" ศาสตราจารย์จีโกกล่าว