โทรศัพท์ของคุณแผ่รังสีมากแค่ไหน ?

  • 2 มีนาคม 2018
อันดับโทรศัพท์มือถือที่แผ่รังสีมากที่สุด Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ปัจจุบันหลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการใช้โทรศัพท์มือถือ ขณะที่ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่ารังสีจากโทรศัพท์อาจมีผลกระทบต่อร่างกายได้อย่างไรบ้าง

บางคนอาจเคยได้ยินและสงสัยกับคำถามเกี่ยวกับอันตรายจากโทรศัพท์มือถือว่า รังสีที่ถูกปล่อยออกมาจากโทรศัพท์นั้นมีอันตรายจริงหรือไม่ หรือ การใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเนื้องอกได้หรือเปล่า ?

นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามไขข้อข้องใจเหล่านี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่นับถึงวันนี้ก็ยังไม่มีงานวิจัยที่หาข้อสรุปได้แน่ชัด แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์รู้แน่ ๆ คือการใช้งานโทรศัพท์นั้นทำให้เกิดคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเป็นรูปแบบของการแผ่รังสีชนิดไม่ก่อไอออน (Non-ionising radiation)

การแผ่รังสีเช่นนี้ มีความแรงน้อยกว่าการแผ่รังสีชนิดก่อไอออน (Ionising radiation) ซึ่งเกิดจาก เอ็กซ์เรย์ รังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีแกมมา ที่สามารถทำให้โครงสร้างดีเอ็นเอของเปลี่ยนแปลงและสร้างความเสียหายกับเซลส์มนุษย์ได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ยังไม่มีผลสรุปแน่ชัดถึงความเสี่ยงจากรังสีที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์

คลื่นความถี่วิทยุ ชนิดเดียวกับที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือนั้น มีอยู่รอบตัวเรา เช่น คลื่นวิทยุเอฟเอ็ม คลื่นไม่โครเวฟ คลื่นความร้อน และสเปกตรัมมองเห็นได้ ซึ่งการแผ่รังสีชนิดไม่ก่อไอออนนี้ไม่มีพลังงานพอที่จะทำให้ดีเอ็นเอของเราเสียหายหรือก่อให้เกิดมะเร็งได้โดยตรง

แต่จากข้อมูลบนเว็บไซต์ของ สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา มีความกังวลอย่างจริงจังว่า โทรศัพท์มือถืออาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดเนื้องอกในสมอง รวมถึงบริเวณศรีษะและลำคอได้

ปกติแล้ว คลื่นความถี่วิทยุในระดับสูง สามารถทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายร้อนขึ้นได้ ซึ่งนั่นเป็นวิธีทำงานของเตาไมโครเวฟ แต่ ถึงแม้ระดับของพลังงานที่เกิดจากโทรศัพท์มือถือจะน้อยกว่านั้นมาก สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่ามันยังไม่แน่ชัดว่าคลื่นจากโทรศัพท์มีผลอย่างไรกับมนุษย์ รวมทั้งแนะนำให้ลดการสัมผัสเพื่อป้องกันไว้ก่อน

โทรศัพท์ที่แผ่รังสีมาก-น้อยที่สุด

เพื่อวัดความเสี่ยงทางสุขภาพจากรังสี นักวิทยาศาสตร์ได้คิดค้นหน่วย SAR (Specific Absorption Rate) หรือ อัตราการดูดกลืนพลังงานจําเพาะ เป็นหน่วยวัดปริมาณพลังจากคลื่นความถี่วิทยุ ที่คนหนึ่งคนซึมซับเข้าสู่ร่างกายขณะใช้โทรศัพท์มือถือ ในหน่วย วัตต์/กิโลกรัม

ระดับ SAR ของมือถือแต่ละรุ่นนั้นแตกต่างกันไป และผู้ผลิตทุกรายจำเป็นต้องรายงานค่า SAR สูงสุดของสินค้าทุกรุ่น ข้อมูลเหล่านี้มีอยู่บนเว็บไซต์และคู่มือที่มาพร้อมกับโทรศัพท์ แต่ผู้บริโภคน้อยคนที่จะอ่านมัน

หน่วยงานรัฐของเยอรมนี ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการป้องกันภัยจากรังสี ได้สร้างฐานข้อมูลที่รวบรวมปริมาณรังสีของโทรศัพท์ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ เพื่อดูว่าโทรศัพท์รุ่นใดแผ่รังสีมากที่สุด

โดยโทรศัพท์รุ่นที่แผ่รังสีมากที่สุดได้แก่ โทรศัพท์หลายรุ่นของยี่ห้อจากประเทศจีน อย่าง วันพลัส (OnePlus) และ หัวเว่ย (HuaWei) รวมถึงโทรศัพท์รุ่น Lumia 630 ของโนเกีย นอกจากนี้ยังมีโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ ที่ได้รับความนิยมก็ติดอันดับถัดมา เช่น

10. iPhone 7

11. Sony Experia XZ1 Compact

12. iPhone 8

13. ZTE Axon 7 mini

14. Blackberry DTEK60

15. iPhone 7 Plus

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ คนส่วนมากถือโทรศัพท์แนบหูขณะพูดสาย ซึ่งนั่นทำให้เสาอากาศอยู่ในจุดที่ใกล้กับศรีษะที่สุด

ขณะที่โทรศัพท์รุ่นที่มีอัตราแผ่รังสีต่ำสุดได้แก่ Sony Experia M5 (0.14), ตามมาด้วย Samsung Galaxy Note 8 (0.17), S6 edge+ (0.22), Google Pixel XL (0.25) Samsung Galaxy S8 (0.26) และ S7 edge (0.26)

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีคำแนะนำที่ตรงกันว่าระดับปลอดภัยของค่า SAR นั้นอยู่ที่เท่าไหร่ แต่หลายคนก็ยึดเอาเกณฑ์มาตรฐานของ หน่วยงานที่จัดทำมาตรฐานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี ซึ่งกำหนดให้ระดับปลอดภัยอยู่ที่ 0.60 วัตต์/กิโลกรัม

ข้อแนะนำหลีกเลี่ยงรังสีจากโทรศัพท์

  • ลดการใช้งานโทรศัพท์
  • ใช้ลำโพง หรือ หูฟัง ในการคุยโทรศัพท์ เพื่อให้โทรศัพท์อยู่ห่างจากศรีษะ
  • เลือกโทรศัพท์ที่มีค่า SAR ต่ำ
  • ถ้าเป็นไปได้ ลดระยะห่างจากเสาร์สัญญาณที่ใกล้ที่สุด เพราะยิ่งห่างเท่าไหร่โทรศัพท์จะต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการรับ-ส่งสัญญาน

คลื่นความถี่วิทยุจะมีกำลังแรงมากที่สุดบริเวณเสาอากาศ ซึ่งถูกซ่อนอยู่ข้างในโทรศัพท์สมัยใหม่ คลื่นเหล่านี้จะลดกำลังลงเรื่อย ๆ เมื่อมันเดินทางออกห่างจากโทรศัพท์ ทั้งนี้ทุกคนสามารถเช็คระดับการแผ่รังสีได้จากคู่มือหรือเว็บไซต์ผู้ผลิตมือถือ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม