จัสติน ทรูโด ขอโทษ มากไปไหม?

  • 1 เมษายน 2018
ในการกล่าวต่อรัฐสภา นายทรูโด ได้อภัยโทษให้แก่ผู้นำชิลโกติน จากการกระทำผิดต่าง ๆ Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ในการกล่าวต่อรัฐสภา นายทรูโด ได้อภัยโทษให้แก่ผู้นำชิลโกติน จากการกระทำผิดต่าง ๆ

นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา ออกแถลงการณ์ขอโทษมาแล้ว 4 ฉบับ จากการกระทำผิดในอดีต นับตั้งแต่เขาเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งปี 2015 ถือเป็นการทำลายสถิติของผู้นำแคนาดาคนก่อนหน้าทุกคนในการออกมายอมรับผิด ทำไมทรูโด จึงกลายเป็นผู้นำแคนาดาที่ออกมาขอโทษมากที่สุด?

เพียงแค่ 6 เดือนหลังการเลือกตั้ง จัสติน ทรูโด ก็ได้ยืนกล่าวคำขอโทษกลางรัฐสภาของแคนาดา

เขาขอโทษต่อลูกหลานของผู้โดยสารที่มากับเรือโกมะกะตะ โดยเรือญี่ปุ่นลำนี้ได้ขนผู้โดยสารที่นับถือศาสนาซิกข์, อิสลาม และฮินดู รวม 376 คน มายังแคนาดา แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศในปี 1914 ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองในขณะนั้น

ทรูโด เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "รอยด่างในอดีตของแคนาดา"

นั่นคือคำขอโทษอย่างเป็นทางการครั้งแรกของรัฐบาลเสรีนิยมของทรูโด ที่ยอมรับความผิดที่เกิดขึ้นในอดีตของประเทศ ก่อนจะมีคำขอโทษอย่างเป็นทางการในเรื่องอื่นตามมา

Image copyright Courtesu Library and Archives Canada
คำบรรยายภาพ ผู้อพยพบนเรือโกมะกะตะ ในปี 1914

คาดว่ารัฐบาลของทรูโดจะออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างน้อยอีก 1 เรื่อง โดยคาดว่าจะเป็นการยอมรับเหตุการณ์ในปี 1939 ซึ่งแคนาดาไม่ยอมรับชาวยิวที่ต้องการหาที่ลี้ภัยจากการไล่ล่าสังหารของนาซี

นอกจากนี้เขายังได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมาธิการความจริงและการสมานฉันท์ของแคนาดา ด้วยการขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงขอโทษเมื่อปีที่แล้ว จากบทบาทของคริสตจักรในระบบโรงเรียนประจำซึ่งทำให้เด็กชนพื้นเมืองถูกกระทำทารุณมานานหลายสิบปี

สมเด็จพระสันตะปาปาทรงปฏิเสธคำร้องขอเมื่อไม่นานมานี้ โดยทรงระบุว่า พระองค์ทรงสนับสนุนบทบาทของคริสตจักรในการสมานฉันท์ แต่พระองค์ทรงรู้สึกว่า ไม่สามารถตอบรับคำขอนี้ได้โดยพระองค์เอง

การเอ่ยคำขอโทษอย่างไม่ยากเย็นนักของทรูโด ต่างกันอย่างมากกับพ่อที่ล่วงลับไปแล้วของเขา

ปิแอร์ ทรูโด ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแคนาดา 2 ครั้ง ปฏิเสธการเรียกร้องจากฝ่ายค้านในปี 1984 ให้เขาออกแถลงการณ์ของรัฐบาลขอโทษต่อเรื่องที่มีการกักกันชาวแคนาดาเชื้อสายญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

ทรูโด ผู้พ่อ ปฏิเสธแนวคิดที่จะให้รัฐบาลทำเรื่องราวในอดีตให้ถูกต้อง

"หน้าที่ของเราคือ แค่อยู่ในช่วงเวลานี้ของเราเท่านั้น" เขากล่าวกับสภาผู้แทนราษฎร

แล้วเหตุใด จัสติน ทรูโด จึงพร้อมที่จะกล่าวขอโทษ?

เขายอมรับ "มุมมองที่แตกต่าง" ระหว่างเขาและพ่อ ในการประชุมที่นครโตรอนโตเมื่อปลายปีที่แล้ว

"(พ่อของผม) เข้ามาในฐานะนักวิชาการ นักรัฐธรรมนูญนิยม" เขากล่าว

"ผมเข้ามาในฐานะครู ในฐานะของคนที่ทำงานหนักเพื่อสังคม"

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า "คำขอโทษต่อสิ่งต่าง ๆ ในอดีต มีความสำคัญในการทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่า เราเข้าใจ รับทราบ และร่วมแลกเปลี่ยนกัน และไม่ทำความผิดพลาดเหล่านั้นซ้ำอีก"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ทรูโด พร้อมกับภริยาและลูก เดินทางเยือนอินเดีย

แน่นอนว่า แคนาดาไม่ได้เป็นเพียงชาติเดียวที่ออกแถลงการณ์ขอโทษต่อความผิดในอดีต

โรดา โฮเวิร์ด-ฮัสส์แมนน์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวิลฟริด ลอรีเออร์ กล่าวว่า หนึ่งในการแสดงความเสียใจของรัฐบาลที่สร้างความน่าจดจำที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1970 เมื่อนายกรัฐมนตรีวิลลี แบรนท์ ของเยอรมนี คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์การลุกฮือของชุมชนชาวยิววอร์ซอว์ในปี 1943

"นั่นคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์" เธอกล่าว

การยอมรับผิดอย่างเป็นทางการที่สำคัญอื่น ๆ รวมถึง คำขอโทษของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ในปี 1988 ต่อการกักกันชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นไว้ตามค่ายต่าง ๆ ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

ในปี 2009 มีการขอโทษต่อ อลัน ทูริง นักคณิตศาสตร์ จากการที่ถูกดำเนินคดีเพราะการเป็นชายรักชาย หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว

ในปี 2011 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงแสดง "ความเป็นห่วงและความเห็นอกเห็นใจอย่างลึกซึ้ง" ต่อเหยื่อความขัดแย้งระหว่างไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรในอดีต

ในปี 2015 สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงขอโทษต่อ "ชนพื้นเมืองอเมริกา" สำหรับ "บาปมหันต์" ที่พวกเขาถูกกระทำ "ในนามของพระเจ้า"

โฮเวิร์ด-ฮัสส์แมนน์ กล่าวว่า การขอโทษทางการเมือง "จริง ๆ แล้วเริ่มมีการทำกันมากขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จนถึงจุดที่บางคนคิดว่า มันน่าขำ"

"แต่มันเป็นเรื่องสำคัญ"

ในการทำให้เกิดคำขอโทษอย่างเป็นทางการที่เหมาะสมขึ้นต้องพิจารณาถึงหลายปัจจัย

"ความเป็นทางการ, พิธีการ, สถานที่จัดที่เหมาะสม, การใช้คำที่เหมาะสม, ความจริงใจ, ขอบเขตของสิ่งจะไม่กระทำ [ผิด] ซ้ำ และในหลายกรณี ก็มีเรื่องของค่าชดเชย ไม่ว่าจะเป็นการชดเชยทางการเงิน วัตถุ หรือเชิงสัญลักษณ์" เธอกล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีวิลลี แบรนท์ ของเยอรนี คุกเข่าต่อหน้าอนุสาวรีย์การลุกฮือของชุมชนชาวยิววอร์ซอว์ในปี 1943

นอกจากการยอมรับผิดอย่างเป็นทางการแล้ว นายกรัฐมนตรีทรูโด ยังไม่ปฏิเสธข้อบกพร่องในอดีตของแคนาดาด้วย

ทรูโด กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วว่า "แคนาดายังคงเดินหน้าทำงาน" โดยได้อ้างถึงปัญหาหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับชุมชนชาวพื้นเมืองในประเทศ

"เราไม่อาจสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้ ถ้าเราปฏิเสธการพูดคุย" เขากล่าว

จอร์แดน สเตนเจอร์-รอสส์ นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งวิคตอเรีย กล่าวว่า อาจจะมี "ข้อกังขาเกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง" เกี่ยวกับการขอโทษทางการเมืองอย่างเป็นทางการ

อาจจะเป็นความพยายามในการลบล้างความผิดในอดีต หรือเป็นการคำนึงถึงกลุ่มฐานเสียงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่สำคัญ "รัฐบาลมักจะมีแรงจูงใจหลายอย่างในการขอโทษ" เขากล่าว

โดยเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทรูโดเลือกในการขอโทษต่างสอดคล้องกับนโยบายร่วมสมัยของรัฐบาลเสรีนิยมของเขา

ทางพรรคของเขาได้รณรงค์แนวคิดที่ว่า "ความหลากหลายเป็นต้นกำเนิดของความแข็งแกร่ง" ซึ่งเป็นจุดยืนที่เขาได้แสดงไว้ในการกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับเรือโกมะกะตะ

นอกจากนี้ เขายังได้พูดเกี่ยวกับสิทธิ์ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจนด้วย

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา กล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ

เมื่อทรูโดเข้ามาบริหารประเทศในปี 2015 เขาได้รับปากว่าจะแก้ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับชนพื้นเมืองในประเทศ

คำขอโทษของเขาต่อผู้รอดชีวิตจากโรงเรียนประจำ และการอภัยโทษหัวหน้าชนพื้นเมือง 6 คนที่ถูกแขวนคอ ถือเป็นการตอกย้ำคำมั่นสัญญาของเขา

โฮเวิร์ด-ฮัสส์แมนน์ ระบุว่า เนื้อหาของการขอโทษอย่างเป็นทางการมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่บางประการ ได้แก่ การขอโทษเหล่านี้เกิดจากแรงผลักดันทางสังคมอย่างหนักแน่น มีแนวโน้มว่ามีการกระทำผิดที่ชัดเจนจากตัวการคนใดคนหนึ่งที่สามารถระบุตัวได้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่เจาะจง และประการสุดท้ายคือ มีผู้ตกเป็นเหยื่อที่ชัดเจน

การยอมรับอย่างเป็นทางการต่อการทำผิดใด ๆ มีความเกี่ยวข้องกับ การชดใช้เงินเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เราอาศัยอยู่ในยุคที่ผู้คนมีการแสดงความรู้สึกผิดเพิ่มมากขึ้น

เมื่อ 50 ปีก่อน "คำขอโทษคงจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางกฎหมาย" เธอกล่าว

"คุณจะไม่ขอให้ใครขอโทษ มันน่าจะถูกมองว่าเป็นเชิงสัญลักษณ์ หรือ ไม่จำเป็น"

ทั้ง "การกวาดล้าง" กลุ่มคนหลากหลายทางเพศของแคนาดา และการขอโทษต่อเหตุการณ์โรงเรียนประจำในนิวฟาวด์แลนด์ มีการชดใช้หลายอย่างในคดีที่กลุ่มผู้รอดชีวิตฟ้องร้องรัฐบาล

สเตนเจอร์-รอสส์ ระบุว่า เงินที่ชดใช้ทำให้การขอโทษอย่างเป็นทางการมีภาระเพิ่มขึ้น เพราะจะมีการกันเงินไว้เพื่อจัดงานรำลึกถึงเหตุการณ์นั้น

เขายกตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์บริติชโคลัมเบีย ซึ่งให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวแคนาดาเชื้อสายญี่ปุ่น ได้ตั้งกองทุนจ่ายค่าชดเชยขึ้นมา และกองทุนนี้ถูกนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์ของชุมชนชาวแคนาดาเชื้อสายญี่ปุ่นต่อไปด้วย

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา เป็นผู้สนับสนุนสิทธิ์ของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

สำหรับบุคคลต่าง ๆ ที่ได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากการถูกกระทำผิดในอดีต หรือการได้รับการยอมรับจากสาธารณชน อาจจะเป็นก้าวที่มีพลังในการนำไปสู่การสมานฉันท์

ไซมอน ทเวตส์ ซึ่งถูกปลดจากกองทัพเพราะว่าเขาเป็นชายรักชาย กล่าวกับ บีบีซี เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วว่า การขอโทษกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ "เป็นการยืนยันความจริงที่ว่า เราไม่ได้ผิดปกติ มีบางอย่างที่เป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นกับเรา"

โจ อัลฟอนเซ ผู้นำชาวชิลโกตินในรัฐบริติชโคลัมเบีย กล่าวกับบีบีซีในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า การขอโทษของทรูโด เกี่ยวกับการแขวนคอผู้นำชิลโกติน 5 คนในปี 1864 ถือเป็น "วันที่น่าซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง"

"154 ปี เราได้มาถึงจุดนี้ 154 ปี มันนานมากนะ" เขากล่าว

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ยินดีต่อการขอโทษ

ในเว็บไซต์ Canadian Jewish News แซลลี เซอร์เชอร์ ผู้เขียน ระบุว่า เธอไม่ต้องการคำขอโทษสำหรับเหตุการณ์ในเมืองเซนต์หลุยส์ ปี 1939 ซึ่งแคนาดาไม่ยอมให้เรือที่บรรทุกชาวยิวมาเต็มลำเข้ามาลี้ภัยในประเทศ

"มันไม่ได้ทำให้ญาติเรากลับคืนมา หรือเป็นการปลอบประโลมใจฉันเลย" เธอเขียน

"กลับกัน มันเป็นการล้างมลทินให้แก้รัฐบาลที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือชาวยิว ซึ่งหนีภัยจากนาซี และยังเพิกเฉยต่อลัทธิต่อต้านชาวยิว ที่แผ่ขยายในแคนาดาจนถึงช่วงทศวรรษ 1970 อีกด้วย" เซอร์เชอร์ ระบุ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม