มาเลเซียประกาศยุบสภา และจัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน

  • 6 เมษายน 2018
นาจิบ ราซัค Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นาจิบ ราซัค

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัคแห่งมาเลเซีย ประกาศยุบสภาในวันนี้ (6 เม.ย.) เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างตัวเขาและ นายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีและเป็นคนที่เคยส่งเสริมนาจิบในทางการเมือง

นาจิบ ในวัย 64 ปี มีบาดแผลจากกรณีฉ้อฉลเงินกองทุนของรัฐหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งต้องพยายามให้พรรคร่วมบาริซาน เนชันแนล หรือ บีเอ็น ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ได้ด้วยคะแนนที่สูงลิ่วเพื่อความมั่นคงทางการเมืองของเขาเอง

แต่สถานการณ์ก็ไม่เป็นใจ เพราะเขาต้องเผชิญทั้งกับประชาชนที่เดือดดาลจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเบื่อหน่ายกับเรื่องฉ้อราษฎร์บังหลวง ของรัฐบาล และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือการท้าทายจากมหาเธร์ นักการเมืองเขี้ยวลากดิน วัย 92 ปี ผู้ซึ่งเคยสอนสั่งฟูมฟักวิชาการเมืองให้กับเขา

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายคาดว่านาจิบยังได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากเหตุขัดแย้งรุนแรงในฝ่ายค้านระหว่างกลุ่มของมหาเธร์ และ พรรคแพน-มาเลเซีย อิสลาม (Islamic Party of Malaysia - PAS) นักวิเคราะห์หลายคนเห็นว่ายากที่มหาเธร์จะชนะการเลือกตั้ง แม้เขาจะได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ และได้เปลี่ยนโฉมหน้าของมาเลเซียให้มาเป็นประเทศก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมในยุคที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม

หลังยุบสภาฯ ฝ่ายค้านก็ออกมาบอกว่าการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นจะไม่ยุติธรรม เนื่องจากก่อนหน้านี้ รัฐสภาได้อนุมัติแผนที่จะเปลี่ยนเขตการเลือกตั้งใหม่ และผ่านกฎหมายต่อต้านข่าวปลอมออกมา ทำให้รัฐใช้อำนาจนี้ควบคุมข่าวสารได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้น่าจะทำให้นาจิบและพันธมิตรได้เปรียบมาก แต่รัฐบาลออกมาปฏิเสธคำกล่าวหานี้ทันควัน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นาจิบก่อตั้งกองทุน 1MDB ขึ้นในปี 2009 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของมาเลเซีย

"สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระบรมราชานุญาตให้การยุบสภามีผลตั้งแต่วันเสาร์ที่ 7 เมษายนเป็นต้นไป" นาจิบประกาศทางโทรทัศน์ของรัฐบาล

เขายังได้กล่าวอีกด้วยว่า "หากว่าบีเอ็นได้รับชัยชนะ เราให้คำมั่นว่าจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อนำประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง"

การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายใน 60 วันหลังการยุบสภา คาดว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะพบกันภายในหนึ่งสัปดาห์นับแต่วันประกาศเพื่อกำหนดวันเลือกตั้ง

เมื่อปีที่แล้วมีกระแสเรียกร้องให้นาจิบลาออก หรือไม่ก็ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว แต่นาจิบก็ยังคงยืดเวลาออกไป เพื่อให้นำเอาการปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณใหม่มาใช้ก่อน ซึ่งระบบใหม่นี้ผู้ออกเสียงเลือกตั้งในเขตชนบทและครอบครัวที่รายได้น้อยจะได้ประโยชน์มากที่สุด และสองกลุ่มนี้เองที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาลผสมของเขา

Image copyright Mary Evans Picture Library
คำบรรยายภาพ มหาเธร์ยังคงเป็นนักการเมืองที่มีอิทธิพลสูงในมาเลเซีย

มหาเธร์ ที่พักหลังวิพากษ์วิจารณ์นาจิบตลอดมาได้กล่าวภายหลังการประกาศยุบสภาว่า น่าจะเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก

"ถ้านาจิบชนะการเลือกตั้งโดยใช้อุบายและกลโกงแล้วไซร้ เราคงบอกลาประชาธิปไตยในการเลือกตั้งครั้งที่ 15, 16 และ17กันได้เลย"

กระแสการเรียกร้องให้นาจิบลาออกเกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2015 เมื่อมีการเปิดเผยเหตุฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในกองทุน 1Malaysia Development Berhad หรือ 1MDB รวมทั้งเรื่องเงิน 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯที่อยู่ในบัญชีส่วนตัวของนาจิบเอง

นาจิบปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้ทำอะไรผิดในกรณีกองทุน 1เอ็มดีบี แต่เรื่องอื้อฉาวนี้ก็สร้างรอยร้าวขึ้นระหว่างนาจิบและมหาเธร์ และมหาเธร์ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างหนักหน่วง ความปรารถนาที่จะโค่นนาจิบ ทำให้มหาเธร์หันไปจับมือกับคู่แค้นเดิม ซึ่งก็คือ อันวาร์ อิบราฮิม ทำให้ความบาดหมางซึ่งตามมาด้วยเรื่องราวนานัปการระหว่างมหาเธร์และอันวาร์ที่เกิดขึ้นมานานสองทศวรรษสิ้นสุดลง

เมื่อปี 2013 นาจิบพ่ายแพ้ในการลงคะแนนแบบ popular vote หรือคะแนนที่ประชาชนลงให้นายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่พรรคของเขาได้ที่นั่งมากที่สุดในสภา จึงทำให้เขาอยู่ในอำนาจได้ต่อไป ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้แม้ว่าพรรคบีเอ็นจะชนะการเลือกตั้งและอยู่เป็นรัฐบาลได้ต่อไป หากได้เสียงสนับสนุนน้อย ตำแหน่งผู้นำพรรคของนาจิบอาจจะสั่นคลอนได้

"ไม่เพียงแต่แค่ชนะ เขาต้องได้เสียงสนับสนุนให้มากเข้าไว้ด้วย" หยาง ราซาลี คาสซิม จากสถาบันนานาชาติศึกษา เอส. ราชารัตนัม ในสิงคโปร์กล่าว แต่เขาก็บอกว่าด้วยว่าผลการเลือกตั้งอาจจะใกล้เคียงกันมากระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง