ก้าวข้ามความแตกต่าง: ข้อดีของการมีเพื่อนที่ “ไม่เหมือนเรา”

Girls smiling - one white, one in a hijab, one Asian Image copyright Getty Images

การมีเพื่อนที่มีนิสัยใจคอและชอบอะไรคล้าย ๆ เรา มีข้อดีหลายอย่าง แต่เรากำลังพลาดอะไรไปหากเลือกคบแต่เพื่อนที่เหมือนกันกับเรา?

สำหรับคนส่วนใหญ่ คนที่เราคบหาเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เพื่อนช่วยให้เราเข้าใจตำแหน่งแห่งหนของตัวเราในโลกใบนี้ และมีงานวิจัยที่ระบุว่ามิตรภาพที่ดีส่งผลต่อระดับความวิตกกังวลของเรา

มีข้อมูลหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ชี้ว่าเรามักจะเลือกคบเพื่อนที่มีลักษณะคล้ายกัน

แต่การคบเพื่อนที่หลากหลายมากขึ้นอาจมีผลดีกับเรา เช่น ทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น และส่งผลดีทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม

และคำถามที่นักวิจัยกำลังสนใจศึกษาคือ กลุ่มคนที่เราคบหามีผลต่อจุดยืนของเราในเรื่องต่าง ๆ ไหม

ทัศนคติที่เรายึดมั่นมีผลต่อวิธีการมองโลกของเรา และมันจะไม่เปลี่ยนง่าย ๆ ไม่ว่าคนอื่นจะพูดอย่างไร หลายครั้งที่เรามักจะมองหาข้อมูลที่จะมาตอกย้ำสิ่งที่เราเชื่ออยู่แล้ว และเลือกโยนข้อมูลที่มาขัดกับสิ่งที่เราคิดทิ้งไป

ตัวอย่างที่ดีสำหรับอคติในลักษณะนี้สำหรับคนสหราชอาณาจักรคือเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบร็กซิท หลายคนต้องประหลาดใจเมื่อได้รู้ว่าแทบทุกคนที่พวกเขารู้จักคุ้นเคยล้วนมีความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวเหมือน ๆ กัน

นี่คือเหตุผลที่คนลงมติให้สหราชอาณาจักรยังคงเป็นสมาชิกอียูต่อ รู้สึกประหลาดใจกับผลลัพธ์ ในขณะที่คนที่ลงคะแนนให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิก รู้สึกว่าผลต้องออกมาเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เพราะคนที่พวกเขาคบหาก็คิดไม่ต่างกัน

Image copyright Getty Images

มีข้อมูลหลักฐานที่ชี้ว่า เมื่อกลุ่มเพื่อนมีความหลากหลายมากขึ้น สมาชิกกลุ่มแต่ละคนต่างก็ถูกโน้มน้าวทางความคิดได้ง่ายขึ้น และพวกเขาก็ไม่ได้พยายามจะยึดมั่นในความคิดเห็นที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ อย่างแข็งขันเท่าเดิม

เราสามารถพบเห็นการเกาะกลุ่มกันของคนที่คล้าย ๆ กันได้ในหลายสถานการณ์ อาจจะเป็นเด็กในโรงเรียนที่จับกลุ่มนั่งในโรงอาหารโดยแบ่งตามเชื้อชาติ และบางทีก็ไม่ได้แบ่งชัดเจนอย่างนั้น เช่น เกาะกลุ่กมกันเพราะไว้ผมทรงคล้าย ๆ กัน หรือเป็นคนที่ใส่แว่นสายตาด้วยกัน

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว เราอาจจะต้องพบกับโลกที่ถูกแบ่งแยกด้วยอายุ ชนชั้นสังคม ความคิดทางการเมือง ศาสนา และเชื้อชาติ

ผลก็คือเราอาจถูกครอบงำด้วยอคติทางใจ ตัวอย่างเช่น เราอาจเห็นว่ากลุ่มเพื่อนเราดีกว่า น่าสนใจกว่า อยู่ด้วยสนุกกว่า หรือมีความรู้มากกว่า และเห็นว่ากลุ่มคนอื่น ๆ ไม่น่าคบหาเท่า

Image copyright Getty Images

แย่ไปกว่านั้น เราอาจจะไม่ใช่แค่ชอบพวกตัวเองมากกว่า แต่กลายเป็นเกลียดผู้อื่น เมื่อกลุ่มต่าง ๆ แบ่งแยกกันมากขึ้น พวกเขาอาจจะลงเอยด้วยการเลือกอยู่คนละละแวกบ้าน เข้าคนละโรงเรียน และเชื่อใน "ความจริง" คนละชุดกัน

อย่างไรก็ตาม การรู้จักกันมักคุ้นกันแบบอ้อม ๆ ก็สามารถช่วยให้คนเปลี่ยนแปลงทัศนคติได้ เช่น การที่คนสองคนมีเพื่อนคนเดียวกันสามารถช่วยลดความมีอคติได้พอ ๆ กับการรู้จักกันโดยตรง

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างให้เห็นว่าทัศนคติต่อคนกลุ่มอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงได้หลังจากได้ดูภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์ที่สะท้อนให้เห็นภาพของคนกลุ่มเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเกี่ยวกับทีวีซีรีส์ตลก Will and Grace ซึ่งเป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่ชอบเพศตรงข้ามกับเพื่อนผู้ชายที่เป็นเกย์ ชี้ให้เห็นว่าทัศนคติของคนที่ดูทีวีซีรีส์เรื่องนี้ต่อคนรักเพศเดียวกันมีลักษณะเป็นแง่บวก

Image copyright Alamy
คำบรรยายภาพ Will and Grace

อย่างไรก็ตาม การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มก็ไม่อาจแก้ไขความมีอคติได้ และมีข้อจำกัดเพราะยังมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอยู่อยู่ หรือเพราะมีความรู้สึกถูกคุกคามเมื่อคนต่างกลุ่มมาอยู่ร่วมกัน

การศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลากว่า 60 ปี ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ชี้ให้เห็นว่าการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ดีขึ้น มีหลายตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าคนเราสามารถมีชีวิตร่วมกันได้อย่างดีและมีสันติสุขในโลกที่มีความหลากหลายขึ้นเรื่อย ๆ

"ก้าวข้ามความแตกต่าง" คือรายการนำเสนอพิเศษจากบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส ที่รวบรวมประสบการณ์จากผู้คนทั่วโลกซึ่งพยายามเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่แตกต่างกัน