เมื่อผู้หญิงญี่ปุ่นลุกขึ้นพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ

ชิโอริ อิโตะ Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ชิโอริ อิโตะ กล่าวหาว่านักข่าวชื่อดังข่มขืนเธอ เมื่อปี 2015 เธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงคนแรก ๆ ที่ออกมาพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศในสังคมญี่ปุ่น

ภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน นางแบบชาวญี่ปุ่นออกมากล่าวหาช่างภาพชื่อดังว่าแสวงหาผลประโยชน์จากเธอ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ลาออกจากตำแหน่งหลังจากนักข่าวหญิงกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศ

การออกมาพูดของนางแบบและนักข่าวหญิงได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อกระแสต่อต้านการคุกคามทางเพศต่อผู้หญิงในญี่ปุ่น ที่เห็นได้จากการตอบสนองของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามรายงานของ สะกิโกะ ชิราชิ และ ยูโกะ คาโตะ ผู้สื่อข่าวของบีบีซี

เหตุการณ์นี้ทำให้กระแส #MeToo กลับมาเป็นที่พูดถึงในญี่ปุ่นอีกครั้ง ถึงแม้ก่อนนี้สังคมญี่ปุ่นดูเหมือนยังลังเลที่จะยอมรับความเป็นจริงที่เกิดกับผู้หญิงในประเทศ

ขณะที่ในประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญมองว่า ทัศนคติที่กล่าวโทษเหยื่อและมองว่าการล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องปกติ ทำให้กระแสต่อต้านการคุกคามทางเพศ ยังไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสังคม

การลาออกของรัฐมนตรีช่วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จุนอิจิ ฟุคะดะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา จุนอิจิ ฟุคะดะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่งหลังจากนักข่าวหญิงคนหนึ่งกล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศด้วยคำพูดระหว่างการให้สัมภาษณ์

อย่างไรก็ตาม อดีต รมช.คลัง ได้กล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาและขู่จะฟ้องหมิ่นประมาทกับนิตยสารที่ตีพิมพ์เรื่องนี้ ขณะที่กระทรวงการคลังได้แถลงขอให้นักข่าวหญิงแสดงตนเพื่อร่วมมือในการค้นหาข้อเท็จจริง จนทำให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ว่าเป็นการกดดันเหยื่ออย่างไม่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน ฮิโรชิ ชิโนซูกะ หัวหน้าฝ่ายข่าวของสถานีโทรทัศน์อาซาฮี กล่าวว่า นักข่าวหญิงเคยพยายามรายงานเรื่องนี้กับสถานีแต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุน จนทำให้เธอต้องนำเรื่องนี้ไปบอกกับนิตยสารแทน

"เรากำลังสอบสวนภายในอย่างเจาะลึกว่าเหตุใดเราถึงไม่ได้สามารถตอบสนองต่อเรื่องนี้ได้อย่างเหมาะสม ทั้ง ๆ ที่ได้รับข้อมูลว่าหนึ่งในพนักงานของเราถูกล่วงละเมิดทางเพศ" นายชิโนซูกะกล่าว

ก่อนหน้านี้ สหภาพแรงงานหนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องความปลอดภัยให้กับนักข่าวหญิง โดยระบุว่า:

"ผู้สื่อข่าวหญิงต่างต้องทนทุกข์อย่างเงียบ ๆ แม้จะตกเป็นเป้าของการปฏิบัติที่ทั้งน่าละอายและน่าตกใจ… เมื่อผู้สื่อข่าวกล่าวหาผู้ถูกสัมภาษณ์ว่าล่วงละเมิดทางเพศ บริษัทสื่อต้องตอบสนองอย่างทันทีและแข็งขัน เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนของผู้สื่อข่าวคนนั้น เช่นเดียวกับความปลอดภัยในการทำงานของพวกเธอ"

Image copyright AFP/Getty Images

แต่นอกจากกระแสสนับสนุนแล้ว ผู้สื่อข่าวหญิงคนดังกล่าว ยังต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์กลับอย่างหนักจากสื่อโซเชียลและกลุ่มคนดังด้วยเช่นกัน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮิโตชิ มัตสึโมโตะ นักแสดงตลกชื่อดัง ออกมาตั้งคำถามว่าเหตุใดสถานีอาซาฮี ถึงยอมให้นักข่าวหญิงติดตามทำข่าวนายฟุคะดะ หากรู้ว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศเธอ

"ถ้าพวกเขาให้เธอไปทำงานขัดความต้องการของเธอ นั่นไม่ใช่การคุกคามทางอำนาจหรือ ? และถ้าเธอยังทำแบบนั้นอยู่เป็นปีเพราะเธอกระตือรือร้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นไม่ใช่การวางกับดักเองหรือ ? "

ในสังคมญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความกลัวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน ผู้หญิงมักไม่ได้รับการสนับสนุนให้ออกมาพูดถึงปัญหาการคุกคามทางเพศอย่างเปิดเผย แม้ว่ารายงานสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ จะระบุว่าการล่วงละเมิดทางเพศยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในที่ทำงานของญี่ปุ่นก็ตาม

เมื่อช่างภาพชื่อดังถูกกล่าวหา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ โนบุโยชิ อารากิ (ซ้าย) ถูกกล่าวหาว่าแสวงหาผลประโยชน์จากนางแบบอย่างไม่เหมาะสม

การออกมากล่าวหา รมช.คลัง โดยผู้สื่อข่าวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก "คาโอริ" นางแบบชาวญี่ปุ่นได้ออกมาเปิดเผยถึงพฤติกรรมของ โนบุโยชิ อารากิ หนึ่งในช่างภาพชื่อดังที่สุดของญี่ปุ่น

ผลงานของอารากิ ซึ่งรวมถึงภาพผู้หญิงเปลือยกายและถูกมัด ขึ้นชื่อว่าอยู่ระหว่างความเป็นศิลปะและภาพลามก ผลงานของเขาเคยตกเป็นข้อครหาหลายครั้งว่าเป็นการเหยียดเพศหญิง ซึ่งเขาตอบโต้ว่าเป็นการตีความงานของเขาที่ง่ายดายเกินไป

คาโอริไม่ได้กล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศเธอ แต่เธอเขียนผ่านบล็อกของตัวเองว่า อารากิแสวงหาผลประโยชน์จากเธอระหว่างการทำงาน ซึ่งรวมถึงการทำงานโดยไม่มีการเซ็นสัญญา การถูกบังคับให้ทำงานเป็นแบบเปลือยต่อหน้าผู้อื่น และบ่อยครั้งผลงานได้ถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับการยินยอมจากเธอ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เธอมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่

คาโอริ ขึ้นชื่อว่าเป็นนางแบบแรงบันดาลใจ หรือ มิวส์ (Muse) ของอารากิ ก่อนที่เธอจะเลิกทำงานกับเขาในปี 2016 เธอกล่าวว่า กระแส #MeToo สนับสนุนให้เธอเล่าประสบการณ์ของตัวเองครั้งนี้

คาโอริบอกกับบีบีซีว่า อารากิ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของเธอ ขณะที่บีบีซีได้ขอความเห็นจากอารากิ แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ

'ถูกสอนให้ไม่ปฏิเสธ'

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กระแส #MeToo ก่อตัวอย่างรวดเร็วในบางประเทศเช่น เกาหลีใต้ แต่ไม่ใช่ในบางวัฒนธรรมเช่น ญี่ปุ่นหรือไทย

ในช่วงแรกที่ คาโอริ และนักข่าวหญิง ออกมาพูดอย่างเปิดเผยต่อสังคม ทั้งคู่ต่างไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหรือการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปเท่าไรนัก

คะซูโกะ อิโตะ ทนายความผู้รณรงค์ให้เกิดกระแส #MeToo ในญี่ปุ่นกล่าวว่า กฎหมายต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในญี่ปุ่นยังล้าหลังกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอื่น ๆ ถึงแม้จะถูกปรับปรุงเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เป็นครั้งแรกในรอบ 110 ปี

"การขาดความคุ้มครองทางกฎหมาย บวกกับแรงกดดันทางวัฒนธรรมในการยอมรับและอดทนกับความลำบากของตน ทำให้ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย"

เธอกล่าวว่า คนญี่ปุ่นถูกสอนไม่ให้บอกว่า 'ไม่' จนแทบจะกลายเป็นธรรมชาติที่พวกเขาจะไม่ปฏิเสธแม้แต่กับสิ่งที่ไม่ยุติธรรม

"สิ่งที่พวกเขาต้องการคือความเป็นหนึ่งเดียวกันของทั้งอุตสาหกรรมและสังคม นั่นจะสนับสนุนให้คนกล้าออกมาพูดมากขึ้น"

คะซูโกะ อิโตะ เป็นทนายความของ ชิโอริ อิโตะ ผู้ออกมากล่าวต่อสาธารณชนว่า นักข่าวชื่อดังวางยาและข่มขืนเธอระหว่างที่ทำงานในตำแหน่งฝึกงานที่สถานีโทรทัศน์ ทีบีเอส หลังจากการสอบสวนของตำรวจไม่คืบหน้า

ความเงียบในไทย

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ผู้หญิงไทยหลายคนร่วมต่อต้านการคุกคามทางเพศผ่านแฮชแท็ก #MeToo เมื่อปีที่ผ่านมา

เมื่อช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา วิดีโอของ ซินดี้-สิรินยา บิชอพ นักแสดงและนางแบบชื่อดัง ที่วิพากษ์วิจารณ์ทัศนคติในสังคมที่มองว่า การแต่งกายของผู้หญิงเป็นสาเหตุของการล่วงละเมิดทางเพศ จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบนโลกโซเชียลมีเดีย

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวอย่าง #MeToo ยังไม่ได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนนักในประเทศไทย ซึ่งเมลิสซา อัลวาราโด ผู้จัดการโปรแกรมต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง ของ UN Women มองว่าเป็นเพราะการละเมิดทางเพศยังถูกมองเป็นเรื่องปกติในประเทศไทย รวมทั้งมุมมองต่อผู้หญิงที่ตัดสินใจออกมาพูดเรื่องนี้

"เมื่อผู้หญิงออกมาพูด พวกเขาไม่ได้รับการสนับสนุนที่ต้องการและสมควรจะได้รับ บ่อยครั้งพวกเขากลับถูกโทษว่าเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่เกิดกับพวกเขา รวมถึงตั้งคำถามถึงการกระทำของพวกเธอ" อัลวาราโด กล่าวกับ ลารา โอเวน ผู้สื่อข่าวสิทธิสตรีของบีบีซี

อัลวาราโดระบุว่า หลายคนมักยกตัวอย่างละครไทย ที่ยังเลือกนำการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศ มาทำให้เป็นเรื่องโรแมนติก ซึ่งเป็นการเผยแพร่ข้อความที่ผิดและถือเป็นเรื่องอันตราย

นอกจากข้อความในสื่อต่าง ๆ แล้ว อัลวาราโดกล่าวว่ายังมี "อคติต่อความคิดสตรีนิยมในประเทศไทย" ขณะที่ "กฎหมายหมิ่นประมาทในไทย ทำให้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงที่จะออกมาพูดเกี่ยวกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า" ทำให้หลายคนเลือกที่จะเซนเซอร์ตัวเอง

สหประชาชาติเพิ่งเผยแพร่งานวิจัยเกี่ยวกับ ผู้หญิงไทยที่แสวงหาความยุติธรรมเมื่อถูกละเมิดทางเพศ ซึ่งพบว่า 1 ในอุปสรรคใหญ่ที่สุด คือ ทัศนคติและอคติของตำรวจและเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมผู้มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้

เธอกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ปัจจุบันมหาลัยไทยส่วนมากยังไม่มีนโยบายในการรับมือกับปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ

"มันส่งข้อความว่าเรื่องนี้ไม่ได้รับการสนใจอย่างจริงจังโดยผู้ที่มีอำนาจ"

อัลวาราโด กล่าวว่าสิ่งที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น คือการรับฟังและสนับสนุน ผู้หญิงที่ประสบกับการล่วงละเมิดทางเพศ และกลับมาตั้งคำถามผู้ที่ถูกกล่าวหาแทนที่จะสงสัยพฤติกรรมของเหยื่อ

"มันถึงเวลาที่เราจะไม่ทำเป็นมองไม่เห็น เมื่อผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศ และมันสำคัญที่เพื่อนร่วมงานและองค์กรของพวกเธอต้องดำเนินการ เมื่อผู้หญิงรายงานให้ทราบถึงการละเมิดทางเพศ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม