ประชุมสุดยอดเกาหลี: การพบปะครั้งประวัติศาสตร์จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน?

Image copyright Getty Images

การพบกันระหว่าง นายคิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ และ นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 27 เม.ย. เป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ แต่การข้ามพรมแดน จับมือ และสวมกอด ของผู้นำทั้งสองจะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนบนคาบสมุทรเกาหลีได้หรือไม่? ดร. จอห์น นิลส์สัน-ไรท์ จากแชทแฮมเฮาส์ และมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ วิเคราะห์ 4 ประเด็นที่น่าจับตามองดังต่อไปนี้

ภาพลักษณ์ปรองดอง

ไม่ว่า "ปฏิญญาปันมุนจอม เพื่อสันติภาพ ความรุ่งเรือง และการรวมชาติบนคาบสมุทรเกาหลี" ("Panmunjom Declaration for Peace, Prosperity and Unification on the Korean Peninsula) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายยุติสงครามเกาหลีอย่างเป็นทางการ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้หรือไม่ อย่างน้อย การพบปะของผู้นำทั้งสองเป็นความประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในเชิงภาพลักษณ์ของการปรองดองของสองชาติเกาหลี และเป็นการเพิ่มความหวังให้สาธารณชนเกาหลีใต้

การก้าวข้ามสู่ดินแดนที่โดยทางทฤษฎีแล้วเป็นฝ่ายศัตรูแสดงให้เห็นว่านายคิมนั้นมีความมั่นใจและตระหนักรู้ถึงบทบาทของเขาบนเวทีการเมือง และการที่เขาชักชวนนายมุนให้ก้าวข้ามไปยังดินแดนเกาหลีเหนือบ้างในทันทีก็เป็นการย้ำให้รู้ว่าผู้นำและชาติทั้งสองเท่าเทียมกัน

ท่าทีที่เป็นมิตรต่อกันตลอดทั้งวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม การสวมกอด และการนั่งคุยกัน เป็นการสร้างเรื่องเล่าขึ้นใหม่ที่บอกว่าทั้งสองชาติเกาหลีจะเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตของพวกเขาเอง ตรงกันข้ามกับการเข้ามามีส่วนร่วมของชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจีน ญี่ปุ่น หรือ สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ในยุคสงครามเย็น

Image copyright Getty Images

ปฏิญญาที่ "ลงรายละเอียด" กว่าเดิม

เนื้อหาในการแถลงการณ์ร่วมในครั้งนี้เคยปรากฎในการประชุมสุดยอดครั้งก่อน ๆ ของทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในปี 2000 หรือ ปี 2007 ซึ่งมุ่งให้ทั้งสองชาติมีการเจรจาแลกเปลี่ยน มีการหารือกันในทางทหาร มีการร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงขยับขยายการติดต่อระหว่างประชาชนของสองประเทศให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 เม.ย. มีการลงละเอียดที่ชี้ชัดไปกว่าเก่า ตัวอย่างเช่น จะให้ "ยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันทุกอย่างอย่างสิ้นเชิงในทุกเขตแดน รวมถึง ทางภาคพื้นดิน ทางอากาศ และทางทะเล"

นอกจากนี้ ยังมีการระบุลำดับวันที่ที่ทั้งสองจะเริ่มดำเนินการกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ตัวอย่างเช่น ให้หยุด "ยุติการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมด" ในบริเวณใกล้เขตปลอดทหารตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. เป็นต้นไป ให้มีการพูดคุยทางการทหารในเดือน พ.ค. ให้ทั้งสองประเทศเข้าร่วมแข่งขันเอเชียนเกมส์ปี 2018 ร่วมกัน ให้กลับมาจัดงานรวมญาติสำหรับชาวเกาหลีที่พลัดพรากอีกครั้งภายในวันที่ 15 ส.ค. และที่น่าจะสำคัญที่สุดคือ ให้นายมุนได้เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือภายในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้

ดึงชาติอื่นเข้าร่วมและความได้เปรียบเรื่องเวลา

การแถลงการณ์ร่วมในครั้งนี้ยังได้มีการพูดถึงการดึงชาติอื่นอย่างจีนและสหรัฐฯ เข้ามาร่วมพูดคุยด้วย และเหตุผลของการดึง "ตัวละคร" ภายนอกมาเข้าร่วมในแผนการพูดคุยในประเด็นสำคัญ ๆ คือการลดความเสี่ยงการเกิดความขัดแย้งบนคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งสองประเทศต้องการหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงวลี "ไฟและความพิโรธโกรธเกรี้ยว" ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าว

นายมุน ยังได้เปรียบในเรื่องของเวลาอีกด้วยหากเราพิจารณาถึงความสัมพันธ์อันดีของเขาและนายคิมที่เริ่มต้นขณะที่เขาเพิ่งเริ่มรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นานและมีโอกาสที่จะได้เจอผู้นำเกาหลีเหนือได้อีกหลายครั้ง ต่างจากผู้นำเกาหลีใต้คนที่ผ่านมาอย่างคิม แด จุง และ โนห์ มู เฮียน กับการประชุมสุดยอดเมื่อปี 2000 และ 2007 ที่มีขึ้นขณะผู้นำทั้งสองเริ่มรับตำแหน่งไปนานแล้ว

Image copyright AFP

รอดูสหรัฐฯ

แม้เราจะเน้นย้ำว่าชาติเกาหลีทั้งสองมีส่วนในการกำหนดอนาคตของตัวเองแค่ไหน แต่ก็ปฏิเสธความสำคัญของสหรัฐฯ ไม่ได้ และการประชุมสุดยอดระหว่างนายทรัมป์และนายคิม ในเดือน พ.ค. หรือ ต้นเดือน มิ.ย. ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะชี้วัดว่าเกาหลีเหนือหนักแน่นที่จะสร้างสันติภาพแค่ไหน และการบอกว่าจะ "ปลดอาวุธนิวเคลียร์" ของเกาหลีเหนือ ก็มีแนวโน้มที่จะต่างจากคำเรียกร้องของสหรัฐฯ ให้ ปลดอาวุธนิวเคลียร์ "อย่างสิ้นเชิง อย่างไม่อาจย้อนคืนได้ และสามารถตรวจสอบได้" อยู่มาก

ด้วยความเฉลียวฉลาด นายมุนยอมให้นายทรัมป์เป็นผู้ได้รับความดีความชอบกับความสำเร็จบนคาบสมุทรเกาหลีในครั้งนี้หลายต่อหลายครั้ง ซึ่งนายมุนอาจจะเห็นว่าการทำให้นายทรัมป์พออกพอในตัวเองน่าจะเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามได้ดีที่สุด และทำให้นายทรัมป์ยังร่วมกระบวนการเจรจากับเกาหลีเหนือต่อไป