เหตุใด นายกฯ อินเดีย ถึงยอมคืนดีกับ ปธน. จีน ในเวลานี้

Prime Minister Narendra Modi (R) and Chinese President Xi Jinping looking on along the East Lake, in Wuhan. Image copyright AFP

การพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่เมืองอู่ฮั่น ของจีนเมื่อสัปดาห์ก่อน ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีของสองชาติมหาอำนาจแห่งเอเชีย หลังความสัมพันธ์ระหว่างกันต้องสั่นคลอนจากข้อพิพาทเรื่องเขตแดน

เมื่อปีที่แล้ว ความสัมพันธ์อินเดีย-จีน ตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างหนักจากกรณีพิพาทที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ทศวรรษ บริเวณพื้นที่ราบสูงที่รู้จักกันในชื่อ ดอกลัม (Doklam) ในอินเดีย หรือ ต้งหล่างในภาษาจีน ซึ่งเป็นพรมแดนระหว่างจีน อินเดีย และภูฏาน ขณะนั้นสื่อของทางการจีนได้เผยแพร่คำขู่จะเปิดสงครามกับอินเดียแทบทุกวัน และทั้งสองฝ่ายต่างก็เสริมกำลังทหารรอบพื้นที่พิพาท

ผลประโยชน์ร่วม

นายชัส โจชี นักวิจัยอาวุโสแห่ง Royal United Services Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านกลาโหมและความมั่นคงของอังกฤษ ระบุว่า การมาพบกันเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำอินเดียและจีนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยกะทันหัน ทว่ามีขึ้นหลังมีการพบปะเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทวีภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองฝ่ายหลายนัดด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างผลประโยชน์ที่ทั้งสองประเทศจะมีร่วมกันในด้านต่าง ๆ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
อะไรอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งจีน-อินเดีย?

ประการแรก อินเดียเชื่อว่าวิกฤตการณ์ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนเมื่อปีที่แล้วถือเป็นจุดอันตรายในความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย และอินเดียจะต้องควบคุมความตึงเครียดที่เกิดขึ้นไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2019

นอกจากนี้ อินเดียยังเล็งเห็นว่าจีนมีเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าตนถึง 5 เท่า และมีงบประมาณด้านกลาโหมมากกว่า 3 เท่าตัว ซึ่งแม้อินเดียเองจะมีความได้เปรียบทางการทหารอยู่หลายจุดตามแนวชายแดนที่เป็นข้อพิพาท แต่ก็ต้องใช้เวลาในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านนี้

ประการที่สอง อินเดียหวังจะได้ความร่วมมือจากรัฐบาลจีนในด้านต่าง ๆ เช่น การเพิ่มแรงกดดันกลุ่มก่อการร้ายที่มีฐานที่มั่นในปากีสถาน และช่วยผลักดันอินเดียให้ได้เข้าเป็นสมาชิก Nuclear Suppliers Group (NSG) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ขายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของโลก

แม้ที่ผ่านมา ชาวอินเดียจะมีความไม่พอใจที่ได้เห็นว่าจีนพยายามสกัดความก้าวหน้าของประเทศตน แต่รัฐบาลอินเดียก็ไม่ยอมแพ้ที่จะทำให้ประธานาธิบดีสีดำเนินนโนบายต่ออินเดียไปในทิศทางที่มีความยืดหยุ่นผ่อนปรนมากขึ้น

ประการที่สาม เป็นการเดินหมากของอินเดียเพื่อรับมือกับช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนในเวทีการเมืองโลก

ที่ผ่านมา อินเดียกังวลว่ารัฐบาลจีนจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับรัฐบาลสหรัฐฯ จากวิกฤตการณ์เกาหลีเหนือ รวมทั้งสานสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัฐบาลรัสเซียจากสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกย่ำแย่ลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของอินเดีย ดังนั้นอินเดียจึงมองว่าเป็นการดีกว่าที่จะหันมาผูกมิตรกับจีน

ในส่วนของจีนนั้น ก็มองว่าความสัมพันธ์กับอินเดียจะเป็นประโยชน์ต่อตนเช่นกัน หลังจากเมื่อปีที่แล้ว อินเดียเป็นประเทศเดียวที่แสดงความคัดค้านอย่างเปิดเผยต่อโครงการเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 ของจีนซึ่งมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าใน 3 ทวีป คือ เอเชีย แอฟริกา และยุโรป

จีนมองว่าการฟื้นสัมพันธไมตรีกับอินเดียจะเป็นหนทางช่วยลดแรงต่อต้านของอินเดียที่ต่อโครงการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือแม้แต่สหภายุโรป (อียู) กำลังเริ่มมีความรู้สึกกังขากับโครงการนี้ขึ้นทุกขณะ

การแข่งขันด้านการทหารแบบไม่มีใครยอมใคร

เมื่อไม่นานมานี้ อินเดียเพิ่งจะเสร็จสิ้นการซ้อมรบทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่เคยมีมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการระดมอากาศยานหลายร้อยลำจากพรมแดนฝั่งตะวันตกที่ติดกับปากีสถานไปยังพรมแดนฝั่งตะวันออกที่ติดกับจีนได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชม.

ส่วนในภาคพื้นดินนั้น ข้อพิพาทบริเวณที่ราบสูงดอกลัมระหว่างจีนและอินเดียเมื่อกลางปีที่แล้วยังถือเป็นเพียงการยุติเพียงชั่วคราว ไม่ได้ยุติลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งฝ่ายจีนเองได้ระดมกำลังทหารไปเสริมทัพไว้ไม่ห่างจากจุดที่เกิดการปะทะ ในขณะที่อินเดียเองก็เพิ่มกำลังทหารลาดตระเวนตามแนวพรมแดนอย่างหนักหน่วงขึ้น เช่นเดียวกับกองทัพเรือทั้งสองประเทศที่แข่งขันกันอย่างไม่ยอมลดลาวาศอกให้กัน

บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างมองว่าแม้การพบปะเพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำจีนและอินเดียที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาจทำให้ทั้งสองฝ่ายผ่อนปรนท่าทีต่อกันลง แต่เบื้องหลังมิตรภาพที่ดูชื่นมื่นนี้ การแข่งขันเชิงนโยบายและการแผ่ขยายอิทธิพลของทั้งสองประเทศกลับไม่มีท่าทีว่าจะเบาลงเลย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม