'ปฏิวัติกำมะหยี่' ในอาเมเนีย เมื่ออดีตนักข่าวนำประชาชนโค่นรัฐบาลโดยสันติ

ผู้สนับสนุน นิโคล พาชีนียาน เข้าร่วมการประท้วงในกรุงเยเรวาน เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2018 Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ผู้ประท้วงต่อต้าน แซร์ช ซาร์กิสซาน ซึ่งสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสองสมัยและเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอาร์เมเนียต่อ

การประท้วงอย่างสันติได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่อาร์เมเนีย ประเทศเล็ก ๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต และไม่มีทางออกสู่ทะเล

แม้ว่านักการเมืองฝ่ายค้านซึ่งนำการปฏิวัติ ได้แพ้การลงมติในรัฐสภา เพื่อก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย แต่การเคลื่อนไหวของเขาได้ขับไล่ผู้นำอาร์เมเนียลงจากตำแหน่งได้สำเร็จ และเพิ่มความหวังให้กับการจัดเลือกตั้งที่อิสระและยุติธรรม

เมื่อนิโคล พาชีนียาน วัย 42 ปี เริ่มการประท้วงที่ชื่อว่า "ก้าวของฉัน" เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ด้วยการสวมเสื้อทีเชิ้ตสีกากีสัญลักษณ์ของเขาเดินขบวนออกจากเมืองกยุมรี (Gyumri) เมืองใหญ่อันดับสองของอาร์เมเนีย มีคนเข้าร่วมเดินขบวนกับเขาเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนใหญ่เป็นผู้สื่อข่าว

ก่อนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากฝ่ายค้านและอดีตผู้สื่อข่าวคนนี้ จะเดินถึงกรุงเยเรวานในวันที่ 13 เมษายน จำนวนผู้เข้าร่วมเดินขบวนกับเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายพันคน

สำหรับชาวอาร์เมเนียหลากหลายอาชีพ นี่คือครั้งแรกที่พวกเขาสามารถเชื่อมั่นในอนาคตที่ดีกว่าของตัวเองได้ นับตั้งแต่การได้เอกราชจากสหภาพโซเวียตในปี 1991

ไม่ว่าจะเป็นคนชงเหล้าในโรงแรมที่นำธงชาติออกจากตู้มาโบกสะบัด เพื่อแสดงการสนับสนุนการประท้วง หรือ เด็กนักเรียนวัย 17 ปีที่ยอมหยุดเรียนมาเข้าร่วมการเดินขบวนประท้วงนาน 2 สัปดาห์ เพราะเขาต้องการเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้นกว่าเดิม ชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากที่รู้สึกว่าในที่สุดเสียงของพวกเขาก็มีคนรับฟังแล้ว และเด็ก 12 ขวบหลายคนที่ร่วมกันปิดถนน เพื่อแสดงอารยะขัดขืนทั่วประเทศ

นี่แสดงให้เห็นถึงอะไรบางอย่างกำลังเปลี่ยนแปลงในระดับรากหญ้า

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นิโคล พาชีนียาน บอกว่า มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะถอนรากถอนโคนการทุจริตในอาร์เมเนียได้ และนำพาประเทศสู่การเลือกตั้งอย่างอิสระ

"เราเคยลองประท้วงในอดีตมาแล้วหลายครั้ง แต่การประท้วงเหล่านั้นไม่ได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใด ๆ และผู้คนก็พากันสิ้นหวัง" มาเฮร์ เกาเบรลยาน พนักงานในบาร์ของโรงแรมแห่งหนึ่ง กล่าวพร้อมธงในมือ

"ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม เพราะมีคนที่ช่วยนำพวกเขา"

ลำดับเหตุการณ์ในการปฏิวัติของอาร์เมเนีย

13 เม.ย.- ผู้คนหลายพันคนออกมาประท้วงในกรุงเยเรวาน หลังขบวนของนิโคล พาชีนียาน ที่ใช้เวลาเดิน 14 วัน มาถึง

17 เม.ย.- ขณะที่การประท้วงประจำวันยังคงดำเนินต่อไป แชร์ช ซาร์กิสซาน ได้รับเลือกจากรัฐสภาให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอาร์เมเนีย 8 วัน หลังการสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 2 สมัย

22 เม.ย. - นิโคล พาชีนียาน ถูกควบคุมตัว หลังจากการเจรจากับนายกรัฐมนตรีแชร์ช ซาร์กิสซาน ล้มเหลว

23 เม.ย. - นิโคล พาชีนียาน ได้รับการปล่อยตัว และ แชร์ช ซาร์กิสซาน ลาออก โดยเขายอมรับว่า "ผมทำผิดไป" จากนั้นทหารได้เข้าร่วมการประท้วงด้วย

27 เม.ย. - คาเรน คาราเพชาน ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้รักษาการนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธการเจรจารอบใหม่

29 เม.ย.- พรรครัฐบาลระบุว่า จะไม่เสนอชื่อผู้ที่จะมาชิงตำแหน่งกับผู้นำฝ่ายค้าน

1 พ.ค. - พรรครีพับลิกันซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ปฏิเสธที่จะสนับสนุนนายนิโคล พาชีนียาน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ แซร์ช ซาร์กิสซาน (ซ้าย) ปฏิเสธการลาออก ระหว่างการเจรจากับผู้นำการประท้วง

ทำไมจึงเกิดการประท้วงขึ้น?

ปี 2008 แซร์ช ซากิสซาน ได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดี ท่ามกลางการปราบปรามการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คน

เวลาผ่านไป 10 ปี ในช่วงสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 แซร์ช ซากิสซาน เตรียมตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ของเขา หลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติในปี 2015 ท่ามกลางอุปสรรคต่าง ๆ

แต่เป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาด เพราะชาวอาร์เมเนียจำนวนมากเห็นว่า การทำเช่นนี้ของเขา เหมือนกับเขานั่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 อยู่เบื้องหลัง

ผู้คนหลายหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและนักเรียนระดับมัธยมหลาย ได้ออกมาประท้วงเต็มท้องถนน ตะโกนถ้อยคำว่า "ก้าวออกมาต่อต้านแซร์ช"

"ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ที่ไม่พอใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ" รูเบิน เอลานาเกียน ผู้ประท้วงและผู้เชี่ยวชาญด้านไอที กล่าว "พวกเขาไม่ใช่คนที่เติบโตมากับโฆษณาชวนเชื่อของโซเวียต พวกเขามีเสรีภาพมากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่เราเรียกร้องได้อย่างเสรีมากขึ้น"

นี่เป็นการปฏิเสธรัสเซียหรือไม่?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายอย่างเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบรรดาประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต ขณะที่รัสเซียเองก็เพิกเฉยต่อการประท้วงนี้

รัสเซียมีฐานทัพทหารในอาร์เมเนีย และมีการลาดตระเวนบริเวณพรมแดนที่ติดกับตุรกี อาร์เมเนียเป็นสมาชิกของสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย ของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรทางทหารในภูมิภาคของรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขกับอาเซอร์ไบจานในภูมิภาคนากอร์โน-คาราบักห์ (Nagorno-Karabakh) และต้องพึ่งพารัสเซียเพื่อรักษาความมั่นคง

ดังนั้น ผลประโยชน์ของรัสเซียในประเทศที่มีประชากร 2.9 ล้านคน จึงมีความสำคัญ

แต่นิโคล พาชีนียาน ได้พบกับผู้แทนของ ส.ส. รัสเซีย และออกนอกแนวทางที่เขาให้คำมั่นว่าจะรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นมากขึ้นกับรัสเซีย รวมถึงกับประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ของอาร์เมเนีย, สหภาพยุโรป, สหรัฐฯ, และจีน

แม้ว่า แซร์ช ซาร์กิสซาน ถูกมองว่าเป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดีปูตินของรัสเซีย ผู้นำการปฏิวัติกำมะหยี่ของอาร์เมเนียบอกว่า ทางรัสเซียรับปากว่าจะไม่เข้ามาแทรกแซง ซึ่งแตกต่างอย่างมากกับการปฏิวัติดอกกุหลาบของจอร์เจียในปี 2003 และการปฏิวัติสีส้มของยูเครนในปี 2004

"ทุกคนเข้าใจว่า รากเหง้าของวิกฤตในอาร์เมเนียอยู่ภายในประเทศ ไม่เหมือนกับหลายกรณีก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียตมาก่อน ซึ่งมีการเข้ามาของต่างชาติอย่างชัดเจนมาก" ฟีโอดอร์ ลุเกียนอฟ บรรณาธิการวารสาร Russia in Global Affairs กล่าว

รัสเซียรู้ว่า แม้ว่าการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยจะชนะ และอาร์เมเนียจะได้ก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศที่มีการทุจริตลดน้อยลง แต่การพึ่งพาทางทหารและเศรษฐกิจของอาร์เมเนียที่มีต่อรัสเซียจะยังไม่เปลี่ยนแปลง

หลังจากนิโคล พาชีนียาน ล้มเหลวในการขอความสนับสนุนจากพรรครัฐบาล จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปนั้นยังไม่มีความแน่ชัด

แต่เขากล่าวหาพรรครัฐบาลว่า กำลัง "ทำสงครามต่อต้านประชาชนของตัวเอง" และระบุว่า สุดท้ายแล้วมันจะกลับมาทำลายตัวเอง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง