4 เหตุผลที่สิงคโปร์ได้รับเลือกเป็นสถานที่ประชุมสุดยอด คิม-ทรัมป์

การพบกันครั้งประวัติศาสตร์ Image copyright Getty Images

การประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวานนี้ (10 พ.ค.) ที่เลือกสิงคโปร์เป็นสถานที่ประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเหตุใดจึงต้องเป็นสิงคโปร์

บีบีซีไทยเสนอเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้สิงคโปร์ได้รับเลือกเป็นสถานที่การจัดประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้

1. เหตุผลด้านความมั่นคง

สิงคโปร์ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ว่า ยินดีที่ได้รับเลือกเป็นสถานที่ประชุมระหว่างทั้งสองชาติและ "หวังว่าการประชุมนี้จะทำให้สถานการณ์สันติภาพของคาบสมุทรเกาหลีก้าวหน้าต่อไปอีก"

รายงานของรอยเตอร์ระบุว่า นายราช ชาห์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่าสิงคโปร์ได้รับเลือกก็เพราะสามารถที่จะให้ความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยของผู้นำและเป็นสถานที่ที่เป็นกลาง

นสพ. เซาท์ ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ วิเคราะห์คล้ายกันว่า ขนาดที่เล็กของประเทศทำให้สามารถควบคุมเรื่องความปลอดภัยได้ง่าย โดยระบุว่าแม้สิงคโปร์เป็นรัฐที่มีขนาดเล็กมีพลเมืองเพียง 5.6 ล้านคน แต่ก็มีความก้าวหน้าทางด้านสาธารณูปโภค อีกทั้งยังมีโรงแรม ศูนย์ประชุมขนาดใหญ่ และโครงข่ายการคมนาคมที่ทันสมัย

ที่ผ่านมาสิงคโปร์เองก็พยายามแสดงบทบาทเป็นกลางอยู่เสมอมา และก็ใช่ว่าจะไร้ประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสียเลย เพราะที่นี่เคยถูกใช้เป็นที่พบหารือกันระหว่าง นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน และนายหม่า หยิง เจียว ประธานาธิบดีของไต้หวันเมื่อปี 2015 ซึ่งเป็นการพบกันครั้งแรกของผู้นำจากสองรัฐนี้ในรอบกว่า 60 ปี

ในขณะเดียวกัน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวถึงกรณีที่ไทยไม่ได้รับเลือกเป็นสถานที่เจรจาทั้ง ๆ ที่สื่อรายงานว่ามีชื่ออยู่ในโผ 5 รายสุดท้ายว่า "เหตุผลว่าที่ไปเลือกที่โน้น(สิงคโปร์) เพราะประชาชนมีระเบียบวินัย เคารพกฎหมาย แค่นี้คือเหตุผลจริง ๆ ฟังเขาพูดให้จบ ไม่ใช่เขาไม่มาเพราะอีตาตู่นี่อยู่ ผมเห็นมาคึก ๆ ทุกวัน มาไม่รู้กี่ประเทศ เพราะมาค้าขายกับเราก็ค้าขายไป ส่วนการเมืองก็เรื่องของการเมือง"

Image copyright Getty Images

2. สิงคโปร์มีความสัมพันธ์อันดีทั้งกับทางการกรุงวอชิงตันและกรุงเปียงยาง

ในด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นั้น นสพ. วอชิงตันโพสต์ ระบุว่า สิงคโปร์และสหรัฐฯ มีข้อตกลงด้านการค้าเสรีที่ลงนามกันในสมัยของอดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ก่อนที่ในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา สหรัฐฯ ได้ยกระดับสิงคโปร์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และอีกสามปีต่อมา ทั้งสองประเทศก็ลงนามข้อตกลงความมั่นคงร่วมกัน

เกาหลีเหนือและสิงคโปร์เองก็มีความสัมพันธ์ทางการทูตกันมายาวนานกว่า 40 ปี โดยทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 1975 และเกาหลีเหนือเองก็มีสถานทูตอยู่ในสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม สายสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินั้นดูเหมือนจะเขม็งตึงขึ้นหลังเกิดเหตุลอบสังหารนายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือในมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดของสิงคโปร์

นอกจากนี้สิงคโปร์ก็ต้องตัดลดการค้ากับเกาหลีเหนือลง ตามมติของสหประชาชาติที่ให้คว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันไว้อยู่

3. สถานที่-ความละเอียดอ่อนด้านการทูต

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายคิม จอง อึน และ ปธน. มุน แจ อิน แห่งเกาหลีใต้พบกันเมื่อปลายเดือนที่แล้วในเขตปลอดทหาร

บทวิเคราะห์โดยนายอดัม เทย์เลอร์ ของวอชิงตันโพสต์ ระบุว่าตัวเลือกอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ถูกตัดไปด้วยเหตุผลแตกต่างกัน เช่น การจัดประชุมในสหรัฐฯ หรือเกาหลีเหนือนั้นจะทำให้ดูเหมือนว่าเจ้าภาพมีอำนาจมากกว่าผู้มาเยือน

เมืองในเกาหลีใต้ หรือ จีนก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เหมาะสม เพราะว่าทั้งสองประเทศต่างก็มีส่วนได้ส่วนเสียบนคาบสมุทรเกาหลี ทั้งเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ จึงน่าจะต้องการแสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสหรัฐฯ กับเกาหลีเหนือเท่านั้น โดยไม่ควรมีอิทธิพลของประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนเขตปลอดทหารในเกาหลีเหนือนั้นเป็นอีกตัวเลือกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งนายทรัมป์เองก็เคยยกเขตปลอดทหารนี้มาเป็นตัวเลือกหนึ่งเช่นกัน แต่นั่นก็จะดูเหมือนเป็นการตามรอยประธานาธิบดีมุน แจ อิน ของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งจะมีการจัดประชุมสุดยอดกับนายคิมเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา

4. ข้อจำกัดด้านการเดินทางของผู้นำเกาหลีเหนือ

นับตั้งแต่ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ นายคิม ไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศบ่อยนัก ถึงแม้จะเดินทางไปเยือนจีน เพื่อหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีนหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

อีกหนึ่งข้อจำกัดของการหาสถานที่ประชุมครั้งนี้ คือ เครื่องบินที่นายคิมใช้เดินทาง ซึ่งเป็นเครื่องบินโซเวียตรุ่นเก่าที่เติมน้ำมันหนึ่งครั้งสามารถเดินทางได้ไม่ไกลนัก และหากต้องหยุดพักเพื่อเติมน้ำมันก็จะทำให้การเดินทางยุ่งยากขึ้นไปอีก

ดังนั้นสถานที่ที่เขาต้องการก็น่าจะเป็นที่ใดที่หนึ่งในเอเชียเท่านั้น ทำให้ต้องตัดตัวเลือกอย่าง สวิตเซอร์แลนด์ หรือสวีเดน ออกไป นอกจากนี้ วอชิงตันโพสต์ ยังระบุว่านักวิเคราะห์หลายคนมองว่า นายคิมคงไม่อยากทิ้งประเทศไปหลายวันนัก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะถูกยึดอำนาจได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายคิม จอง อึน เดินทางไปพบกับปธน. สีจิ้นผิง อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

"ช่วงเวลาพิเศษยิ่งสำหรับสันติภาพโลก"

เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศเรื่องนี้ออกมาไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่นักโทษอเมริกันเชื้อสายเกาหลีสามคน ได้รับการปล่อยออกมาจากคุกของเกาหลีเหนือเดินทางถึงสหรัฐฯ พร้อมกับรัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ

นายทรัมป์ แสดงความหวังผ่านทวิตเตอร์ของเขาว่า "เราทั้งสองจะพยายามทำให้เป็นช่วงเวลาพิเศษยิ่งสำหรับสันติภาพของโลก"

ในการหารือสุดยอดในวันที่ 12 มิ.ย. นั้น หลายฝ่ายคาดว่าจะเน้นหารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

"ผมคิดว่ามันคงจะเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่" นายทรัมป์กล่าว ขณะที่ขึ้นเครื่องบิน แอร์ ฟอร์ซ วัน เดินทางไปยังรัฐอินเดียนา เมื่อกลางสัปดาห์

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ หลายคนกล่าวว่าการปล่อยตัว นายคิม ฮัก ซอง, นายโทนี่ คิม และนายคอม ดอง ชุล ซึ่งเป็นพลเมืองของสหรัฐฯ ทำให้อุปสรรคสุดท้ายสำหรับการหารือนี้หมดไป และทำให้นายทรัมป์มั่นใจขึ้นว่านโยบายต่อเกาหลีเหนือที่เขาใช้นั้นได้ผล คือทั้งใช้ไม้แข็งและไม้นวมไปในขณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ก็ยืนยันว่าไม่ได้ฝันกลางวัน "เราไม่ได้มีภาพลวงว่าคนเหล่านี้เป็นใคร และเรารู้ว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่" ดร. วิคตอเรีย โคทส์ ผู้อำนวยการอาวุโสจากสภาความมั่นคงสหรัฐฯ กล่าว

ในเชิงเทคนิคแล้ว สหรัฐฯ และเกาหลีเหนือยังคงอยู่ในภาวะสงครามต่อกัน เพราะเคยรบกันมาในช่วงสามปีของสงครามเกาหลีที่สิ้นสุดในปี 1953 และปัจจุบันก็มีทหารสหรัฐฯ ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ราว 3 หมื่นนาย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายทรัมป์ไปต้อนรับชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีสามคนที่เกาหลีเหนือปล่อยตัวกลับบ้าน

นายคอรี การ์ดเนอร์ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งได้เข้าหารือเตรียมการประชุมสุดยอดครั้งนี้กับทรัมป์ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กล่าวว่า "นี่เป็นช่วงเวลาที่แม้จะดูมีความหวังแต่ก็ต้องระมัดระวัง ประธานาธิบดีเข้าใจดีว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่โลกไม่เคยประสบความสำเร็จมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว"

อย่างไรก็ตาม นายการ์ดเนอร์ บอกว่านายทรัมป์เองก็ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงของความล้มเหลว และต้องให้แน่ใจว่าจะสามารถสื่อนิยามของคำว่า "ปลอดนิวเคลียร์" ที่หมายถึง "การที่เกาหลีเหนือละทิ้งอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง" ออกไปให้ได้ แต่ก่อนที่การเจรจาจะไปถึงขั้นนั้น นายทรัมป์ ต้องการคำตอบสำหรับคำถามสำคัญว่า "เกาหลีเหนือต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งหรือไม่" เสียก่อน

นายการ์ดเนอร์บอกว่า "นี่เป็นบททดสอบที่สำคัญ ผมคิดว่าหากคิม จอง อึน ต้องการที่จะหลุดจาก "แรงกดดันสูงสุด" และจะได้รับการยอมรับกลับเข้ามาบนโต๊ะเจรจากับมหาอำนาจระดับโลกอีกครั้ง นี่ก็เป็นแนวทางเดียวที่เขาต้องเลือกเดิน"

"ทางสายนี้เราก็เคยเดินมาแล้ว แต่ว่ามันก็จบลงไม่สวยงามทุกครั้ง ผมว่าครั้งนี้มันจะต่างออกไป" นายการ์ดเนอร์กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม